เรียนต่อญี่ปุ่น

จบ ม.6 ที่ไทยแล้ว อยาก เรียนต่อ ปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น ต้องทำยังไง ?

เจ๊เอ๊ดเชื่อว่าคงมีน้องๆ ม.ปลาย  สนใจอยากจะไป เรียนต่อ มหาวิทยาลัย ในประเทศที่ มีระบบการศึกษาที่ดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก, อยู่ไม่ไกลจากประเทศไทย, สะอาด เมืองสวย มีความปลอดภัย, สะดวก ใช้ชีวิตง่าย อาหารอร่อยอย่าง ประเทศญี่ปุ่น กันอยู่ไม่น้อยเลยใช่มั้ยคะ

บทความนี้ เจ๊เอ๊ดเลยจะมาแนะนำ 3 เส้นทาง เรียนต่อ ปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น หลังจบ ม.6 ที่ไทย ให้น้องๆ ได้ลองเลือกทางเลือกที่เหมาะสมกับตัวเองกันดูค่ะ

ก่อนอื่นทุกคนต้องมารู้จักกับหลักสูตรในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นกันก่อนค่ะ

ปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น ก็คล้ายกับบ้านของเรา คือ มีหลักสูตรที่เป็นภาษาแม่ ได้แก่ หลักสูตรปกติ ที่สอนโดยภาษาญี่ปุ่น และ หลักสูตรอินเตอร์ ที่สอนโดยภาษาอังกฤษ ให้เลือกเข้าเรียนค่ะ (บางที่สอนแบบ 2 ภาษาทั้งอังกฤษ และญี่ปุ่น ไปเลยก็มีค่ะ) 

ดังนั้นก่อนที่จะเลือกเส้นทางใดๆ สิ่งแรกที่ต้องตัดสินใจก่อนเลยก็คือ เราอยากจะเรียนหลักสูตรที่สอนโดยภาษาอะไร ?

สำหรับน้องๆ ที่อยาก เรียนต่อ ปริญญาตรี หลักสูตรปกติ ควรจะมีความรู้ภาษาญี่ปุ่น ในระดับที่ดีมาก โดยอย่างน้อยที่สุดจะต้องมีความรู้ระดับ N2 ขึ้นไป เพื่อที่จะสามารถเรียนร่วมกับนักศึกษาญี่ปุ่นได้อย่างไม่มีอุปสรรคทางภาษาค่ะ

แล้วถ้ายังไม่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นมาก่อนเลย หรือมีก็ยังน้อยนิด จะทำยังไงดี ?

ก็ต้องเข้าสู่ทางเลือกแรกเลยค่ะ นั่นก็คือ

ทางเลือกที่ 1 หลังจบ ม.6 ไปเข้า โรงเรียนสอนภาษาที่ญี่ปุ่น 1 ปีครึ่ง – 2 ปี ก่อนสอบเข้า ปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น

 

วิธีที่จะเก่งภาษาญี่ปุ่นได้เร็วที่สุดก็คือ น้องๆจะต้องเริ่มติวเข้ม ปูพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่อยู่ในไทยเลยค่ะ จากนั้นก็บินไปเรียนเพิ่มเติมในสถาบันสอนภาษาที่ญี่ปุ่น 1-2 ปี ที่สำคัญควรเลือกเรียนใน หลักสูตรเพื่อเรียนต่อ หรือ เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะค่ะ

โดยการเรียนในหลักสูตรนี้ นอกจากเรียนภาษาญี่ปุ่นแล้ว นักเรียนยังจะได้เรียนวิชาที่จำเป็นสำหรับ การสอบเพื่อศึกษาต่อญี่ปุ่นสำหรับนักศึกษาต่างชาติ  หรือ การสอบ EJU  เช่น วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ความรู้ทั่วไป และ ภาษาญี่ปุ่น คล้ายๆ กับติวเข้มเพื่อไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย พร้อมกับเรียนภาษาไปด้วยนั่นเอง

ภาคเรียนที่เปิดรับสมัคร

  1. ภาคเรียนเมษายน หลักสูตร 1 ปี และหลักสูตร 2 ปี
  2. ภาคเรียนตุลาคม หลักสูตร 1 ปีครึ่ง

แต่การจะสมัครไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นได้ ผู้สมัครต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่น อย่างน้อย 150 ชั่วโมง หรือ มีผลสอบ JLPT ระดับ N5 หรือ ผลสอบ J.Test ระดับ F ขึ้นไปก่อน ฉะนั้น จึงควรวางแผนระยะเวลาเพื่อปูพื้นฐานการเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ไทยก่อนให้ดีนะคะ หรือถ้าไม่รู้จะวางแผนยังไง ลองปรึกษาเจ๊เอ๊ดก่อนก็ได้ค่ะ

 

ดูรายชื่อ โรงเรียนสอนภาษาที่มีหลักสูตรเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ที่กำลังเปิดรับสมัคร (ภาคเรียนเมษายน 2021) คลิกที่นี่

 

แต่..ถ้าสำหรับใครที่เรียนภาษาญี่ปุ่นมานาน จบ ม.6 แล้วมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นแล้วอยู่ในระดับ N3 ขึ้นไป ก็สามารถเลือกทางเลือกที่ 2 ได้ นั่นก็คือ

ทางเลือกที่ 2 หลังจบ ม.6 ไปเข้าเรียน หลักสูตรมัธยมปลายที่ญี่ปุ่น 1 ปี ก่อนสอบเข้า ปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น

โรงเรียนมัธยมปลายญี่ปุ่นบางที่ มีการเปิดรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียน หลักสูตรมัธยมปลายญี่ปุ่น 1 ปี โดยจะได้เข้าไปเรียนภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ พร้อมได้เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปด้วยค่ะ

ซึ่งการเรียนแบบนี้ มีข้อแตกต่างจากการเรียนภาษาญี่ปุ่น ในสถาบันสอนภาษา ตรงที่

  • มีจำนวนชั่วโมงเรียนเยอะ มีคลาสเสริมหลังเลิกเรียนและช่วงปิดเทอมให้ด้วย
  • ได้เข้าไปเรียนในบรรยากาศแบบโรงเรียนมัธยมปลายญี่ปุ่น
  • ได้ไปใช้ชีวิต อยู่หอพักรวมกับเพื่อนๆ นักเรียนญี่ปุ่น
  • มีโควต้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย สำหรับนักเรียนที่เรียนได้คะแนนดี
  • มีอาจารย์ที่ปรึกษาในโรงเรียนคอยดูแลให้คำปรึกษาใกล้ชิด

ทั้งนี้นักเรียนที่จะสมัครเข้าเรียนได้ ต้องมีเงื่อนไขคือ

  • จะต้องจบชั้น ม. 6 (หรือเทียบเท่า) ก่อนเข้าเรียน
  • มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นระดับ N3 ขึ้นไป

สาเหตุที่ต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่น N3 ขึ้นไปก็เพราะว่าหลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรเพียง 1 ปี ถ้าหากเรามีความรู้ไม่ถึง N3 ก็อาจจะทำให้หลังเรียนจบแล้ว ยังมีระดับภาษาญี่ปุ่นที่ไม่เพียงพอต่อการเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในหลักสูตรปกติได้นั่นเองค่ะ

สำหรับผู้ที่สนใจหลักสูตรนี้ Meitoku Gijuku Senior High School กำลังเปิดรับสมัคร หลักสูตรมัธยมปลายญี่ปุ่น 1 ปี (ภาคเรียนเมษายน 2021) คลิกที่ภาพเพื่ออ่านรายละเอียดได้เลยค่ะ 

แต่..ถ้าใครที่ สนใจเรียนด้วยภาษาอังกฤษมากกว่า ก็เลือกทางเลือกที่ 3 นี้เลยค่ะ

ทางเลือกที่ 3 สมัครสอบเข้าเรียน ปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น หลักสูตรอินเตอร์ 

มหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น มีหลักสูตรแบบอินเตอร์เปิดให้นักศึกษาต่างชาติสมัครอยู่ไม่น้อยเลยค่ะ น้องๆสามารถลอง ดูรายชื่อมหาวิทยาลัยทั้งหมดในญี่ปุ่น ที่มีเปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์ได้ที่นี่

นอกจากหลักสูตรอินเตอร์ ที่สอนด้วยภาษาอังกฤษล้วนๆ แล้ว ที่ญี่ปุ่นยังมีหลักสูตรที่เรียกว่า Bilingual หรือ สองภาษา ที่จะสอนด้วยภาษาอังกฤษ และ ภาษาญี่ปุ่นพร้อมกัน ซึ่งหลักสูตรนี้ก็เหมาะสำหรับน้องๆ ที่สนใจอยากได้ภาษาญี่ปุ่นเพิ่ม เพราะว่าจะได้เรียนทั้งวิชาหลักของคณะ และเรียนภาษาญี่ปุ่นไปด้วย ส่วนมากหลักสูตรนี้จึงจะเป็นหลักสูตรสายศิลป์ เพราะเน้นไปทางเรื่องของภาษานั่นเองค่ะ

 

 

ถ้าอยากจะสมัครหลักสูตรอินเตอร์ สิ่งที่จำเป็นเลยก็คือ ความรู้ภาษาอังกฤษ ค่ะ เพราะหลักสูตรนี้จำเป็นต้องใช้คะแนน TOEFL 79 คะแนนขึ้นไป หรือไม่ก็ IELTS 6.0 ขึ้นไป ใครที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ มาก็อาจจะไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ แต่ถ้าใครที่ยังไม่ค่อยเก่งอังกฤษเท่าไหร่ล่ะก็ต้องฟิตเลยนะ แนะนำให้หาเรียนเพิ่มและรีบไปสอบเก็บไว้ ก่อนที่จะถึงเวลาเปิดรับสมัครค่ะ

และแม้ว่าน้องๆ จะไม่ต้องใช้คะแนนสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นในการสมัครเรียนก็จริง แต่อย่างน้อย หากน้องๆ สอบติดแล้ว ก็ควรศึกษาภาษาญี่ปุ่นในระดับที่พอจะสื่อสารในชีวิตประจำวันเอาไว้ด้วย เพราะว่ายังไงซะต่อให้เรียนในหลักสูตรหรือคณะอินเตอร์ เราก็ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่ดีนั่นล่ะ !

 

ข่าวดีสำหรับน้องที่สนใจเรียนต่อญี่ปุ่นในหลักสูตรอินเตอร์

ตอนนี้ มหาวิทยาลัย Hokkaido University กำลังเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่เข้าเรียนในปีการศึกษา 2021 พร้อมมอบทุนสูงสุด 100% ! มีทั้งหลักสูตรอินเตอร์ (สายวิทย์) และหลักสูตร 2 ภาษา (สายศิลป์) คลิกที่ภาพเพื่ออ่านรายละเอียดได้เลยค่ะ 

 

เจ๊เอ๊ดสรุปง่ายๆ ก็คือ 

ถ้าอยากเรียนต่อ ปริญญาตรีหลักสูตรปกติ (สอนโดยภาษาญี่ปุ่น) ก็ควรไปเรียนภาษาญี่ปุ่นประมาณ 1 – 2 ปี ให้เก่งภาษาก่อนแล้วถึงจะสามารถสอบเข้าได้ แต่ถ้าเก่งภาษาอังกฤษอยู่แล้ว อยากเรียนต่อหลักสูตรอินเตอร์ ก็เตรียมผลคะแนนภาษาอังกฤษ ให้พร้อม แล้วก็รอสมัครได้เลย

หลายคนอาจกังวลว่า ถ้าเลือกไปเรียนหลักสูตรปกติ แล้วต้องไปเรียนภาษาก่อน ก็จะเรียนจบป.ตรี ออกมาหางาน ช้ากว่าเพื่อนน่ะสิ ?

ใช่ค่ะ แต่เจ๊อยากบอกว่าสิ่งนี้ก็ไม่ใช่ข้อเสียนะ ถ้าหากเรามีเป้าหมายอยากทำงานที่ใช้ภาษาญี่ปุ่น การที่เราได้เรียนภาษาญี่ปุ่นก่อน 2 ปี ค่อยเข้ามหาวิทยาลัย อีก 4 ปี นั่นหมายความว่า เราจะได้เรียนรู้และใช้ภาษาญี่ปุ่นยาวๆ 6 ปีเต็ม เจ๊เอ๊ดยืนยันได้เลยว่า น้องๆ จะเก่งภาษาญี่ปุ่นราวกับเป็นคนญี่ปุ่นเลย

แล้วถ้า เรารอเรียนจบหลักสูตรอินเตอร์ก่อน ค่อยมาหาเรียนภาษาญี่ปุ่นทีหลังได้ไหม ?  ได้ค่ะ แต่เราก็จะมีช่วงเวลาที่ได้ฝึกภาษาญี่ปุ่นน้อยกว่าคนที่ได้เข้าไปเรียนหลักสูตรปกติที่สอนโดยภาษาญี่ปุ่นอยู่ดี 

 

ทั้งนี้ก็ต้องแล้วแต่เป้าหมายของน้องๆ ทุกคนค่ะ ว่าอยากได้ทักษะอะไร และ อยากเรียนจบมาทำงานแบบไหน ขอให้ทุกคนตัดสินใจกันให้ดีๆ และรีบลงมือเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้ไม่พลาดเป้าหมายนะคะ สู้ๆ !

 

 

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

 

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

เป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของสถาบันการศึกษาที่ญี่ปุ่นโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999  แนะแนวโดยศิษย์เก่าญี่ปุ่น  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง  ไม่คิดค่าดำเนินการใดๆ

รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)

ติดต่อสอบถาม – สมัคร เรียน
โทร. 02-2677726 ต่อ 101-104
email : ask@jeducation.com

คุยกับเจ้าหน้าที่แนะแนว ศิษย์เก่าญี่ปุ่น คลิก  http://bit.ly/jed-line

ติดต่อ-สอบถาม แนะแนวศึกษาต่อญี่ปุ่น..ฟรี ดำเนินการทุกขั้นตอน…ฟรี ไม่มีค่าดำเนินการใดๆ

เข้าประเทศญี่ปุ่น วีซ่านักเรียน

รีวิวขั้นตอน เข้าประเทศญี่ปุ่น ด้วย วีซ่านักเรียน ** Update ล่าสุด 14 มกราคม 2021**

ในช่วงเดือนตุลาคม 2020 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน นักเรียนไทยได้รับข้อยกเว้นให้สามารถขอวีซ่าและเดินทางเข้าประเทศได้ด้วยระบบ Residence Track แต่เนื่องด้วยเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2021 ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ประกาศเกี่ยวกับการเข้าประเทศเพิ่มเติม โดยได้  ระงับการออกวีซ่าใหม่ และ ระงับการเข้าประเทศของคนต่างชาติ รวมถึงระงับการขอวีซ่าเข้าประเทศด้วย Residence Track ไปก่อน ทำให้นักเรียนที่ยังไม่ได้ออกวีซ่า ถึงแม้จะมี Residence Track ก็ไม่สามารถขอวีซ่าและเดินทางเข้าประเทศได้จนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2021 ตามกำหนดของประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

ซึ่งก็ยกเว้นสำหรับ นักเรียนที่ได้ออกวีซ่าด้วย Residence Track มาเรียบร้อยแล้ว อนุโลมให้เดินทาง เข้าประเทศญี่ปุ่น ได้จนถึงวันที่ 20 มกราคม 2021 เวลา 23.59 น. โดยนักเรียนที่จะเดินทางเข้าประเทศ จะต้องทำตามระเบียบการเข้าประเทศอย่างครบถ้วน

เรามาดู ขั้นตอน สิ่งจำเป็น เอกสารที่ต้องเตรียมให้พร้อม สำหรับนักเรียนที่กำลังเตรียมตัวจะออกเดินทาง เข้าประเทศญี่ปุ่น สำหรับช่วงนี้กันเลยค่ะ

 

 

ก่อน เข้าประเทศญี่ปุ่น

1. บันทึกอุณภูมิร่างกายของตัวเองก่อนเข้าประเทศเป็นเวลา 14 วัน

ระหว่างที่ยังอยู่ประเทศไทย ก่อนเดินทาง 14 วัน ให้เราวัดอุณภูมิร่างกายทุกวัน และจดบันทึกอุณภูมิของตนเอง จากนั้นบันทึกเก็บไว้ค่ะ เนื่องจากเจ้าหน้าที่จะให้กรอกแบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพของเราก่อนเดินทาง  เข้าประเทศญี่ปุ่น ด้วย ซึ่งสามารถทำตารางจดอุณภูมิด้วยตนเองได้ หรือจะใช้ตารางตามภาพด้านล่างก็ได้เหมือนกันค่ะ

Download ตารางบันทึกอุณหภูมิ คลิกที่นี่

เข้าประเทศญี่ปุ่น วีซ่านักเรียน ตารางบันทึกอุณหภูมิ

2. เตรียมตัวซื้อประกันการเดินทาง / ประกันภัยสำหรับนักเรียน

การเดินทาง เข้าประเทศญี่ปุ่น สำหรับ วีซ่านักเรียน ครั้งนี้ แตกต่างกับทั่วไปค่ะ เนื่องด้วยเงื่อนไขใน Residence Track เมื่อไปถึงญี่ปุ่นแล้ว นักเรียนจะต้องกักตัว 14 วัน ซึ่งในระหว่างกักตัวจะไม่สามารถไปทำเรื่องที่สำนักงานเขต หรือแจ้งสมัครประกันสุขภาพแห่งชาติได้ นักเรียนที่จะเดินทางเข้าประเทศ จึงจะต้องทำประกันการเดินทางจากประเทศของตนมาด้วย

( ทั้งนี้ไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาหรือวงเงินขั้นต่ำอย่างชัดเจน แต่ทางสถาบันที่ญี่ปุ่นที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน แนะนำมาว่าให้ทำประกันระยะเวลา 1 เดือนเป็นอย่างน้อยค่ะ )

อ่านบทความ การทำประกันเดินทาง ก่อนไปเรียนต่อญี่ปุ่น คลิกที่นี่

3. ซื้อซิมอินเตอร์เน็ต ระยะเวลามากกว่า 15 วันขึ้นไป

เนื่องจากในครั้งนี้ เมื่อไปถึงญี่ปุ่น เราจะต้องมีการใช้งาน Application COVID-19 Contact Confirming และเปิดอนุญาตการเข้าถึงตำแหน่ง (Location) ของเราใน Google maps ด้วย ดังนั้นเจ๊เอ๊ดแนะนำว่าให้ซื้อซิมไปจากเมืองไทยไปก่อนเลย พอลงเครื่องก็จะได้เปิดใช้ได้ทันทีค่ะ

เข้าประเทศญี่ปุ่น วีซ่านักเรียน ซื้อซิมเน็ตก่อนเดินทาง

4. โหลด Application COVID-19 Contact Confirming และ เปิด Location

โดย Application นี้มีไว้เพื่อแจ้งข่าวสาร และแจ้งว่าเราได้เดินทางไปในจุดที่เสี่ยงต่อการสัมผัสผู้มีเชื่อ COVID-19 หรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่อาจจะทำการตรวจดูว่าเราได้โหลดเรียบร้อยหรือยัง ตั้งแต่ที่สนามบินเลยค่ะ อ่านข้อมูล หรือ โหลด Application ได้ที่นี่  จากนั้นตั้งค่าโทรศัพท์ โดย เปิดอนุญาตการเข้าถึงตำแหน่ง (Location) ใน Google Map ให้เรียบร้อย เพื่อให้ Application  ทำการติดตามตัวเราได้ค่ะ

5. เข้ารับการตรวจ PCR ที่โรงพยาบาลจากที่ไทย

การตรวจจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,500 บาทขึ้นไป สามารถเข้าตรวจที่โรงพยาบาลได้ โดยผลตรวจจะต้องไม่เกิน 72 ชั่วโมง ดูรายชื่อโรงพยาบาลในไทยที่สามารถเข้าตรวจได้ คลิกที่นี่

อย่าลืม! ขอใบรับรองแพทย์ที่ระบุผลเป็นลบ หรือ Not detected พร้อมใบผล Lab ที่ระบุเวลาที่รับการตรวจเป็นภาษาอังกฤษมาด้วยนะคะ

 


 

 

วันเดินทาง

เข้าประเทศญี่ปุ่น วีซ่านักเรียน การตรวจเอกสารที่สนามบิน

ตรวจเอกสารที่สนามบิน

ที่จุด check-in ก่อนขึ้นเครื่อง เจ้าหน้าที่จะมีการตรวจเอกสารเพิ่มเติมนอกจาก Passport ด้วยค่ะ นั่นก็คือ

  • เอกสารผลตรวจ PCR (ตัวจริง) *แนะนำให้ทำสำเนาเผื่อไว้ด้วยนะคะ
  • Residence Track ตามตัวอย่างด้านล่าง

** (Update) ตั้งแต่ 8 มกราคม 2021 เป็นต้นไป Residence Track ได้เปลี่ยนรูปแบบไหม่แล้วนะคะ นักเรียนใหม่ที่ได้วีซ่าแล้ว จะเดินทางเข้าประเทศ ต้องไปขอ Residence Track ใหม่กับโรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัยของเราใหม่ก่อนเดินทางเข้าประเทศนะคะ ดูฟอร์ม Residence Track ที่นี่

กรอกเอกสารเพิ่มเติมที่ได้รับบนเครื่องบินให้เรียบร้อย

  • แบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพ (Questionnaire)

แบบฟอร์ม Questionnaire นี้นักเรียนทุกคนจะได้รับตอนที่ขึ้นเครื่องบินค่ะ สามารถดูตัวอย่างแบบฟอร์มได้โดย คลิกที่นี่

*ข้อมูลข้อ 9 – 14 สามารถกรอกเป็นข้อมูลของสถาบันที่ตนจะไปศึกษาได้เลยค่ะ

**ตรง ※ ให้ระบุสถานที่ที่เราจะกักตัวหลังไปถึงญี่ปุ่นด้วย ให้เรากรอกสถานที่ กับระยะเวลาที่เราจะกักตัวที่นั่นลงไปค่ะ

 

 


 

เมื่อเดินทางถึงสนามบินที่ประเทศญี่ปุ่น

 

เมื่อลงจากเครื่อง เจ้าหน้าที่จะถามว่าไปต่อเครื่องหรือไม่ สำหรับผู้ที่ไม่ต่อเครื่อง เจ้าหน้าที่จะพาเราไปรับการตรวจหาเชื้อโควิดอีกครั้งและรอฟังผลค่ะ หากผลเป็นลบ ก็สามารถเดินต่อไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เหมือนเวลาเราไปเที่ยวปกติได้เลยค่ะ โดยจะต้องยื่นเอกสารทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ตรงเคาน์เตอร์ เอกสารที่จำเป็นก็มี

  • ผลตรวจหาเชื้อโควิดที่สนามบิน
  • แบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพ (Questionnaire) *ที่ได้รับบนเครื่อง
  • เอกสารผลตรวจ PCR (ตัวจริง)
  • ใบ Residence Track (ตัวจริงและสำเนา)
  • Passport , ใบ Admission Letter และใบขยายเวลา COE (เฉพาะผู้ที่ระยะเวลา COE เกิน 3 เดือนแล้วเท่านั้น)

ห้ามลืม ! ขั้นตอนนี้ ใครที่จะยื่นเอกสารขอทำงานพิเศษด้วย ก็ให้ยื่นตรงนี้ได้เลยนะคะ

จากนั้นรอรับ บัตรไซริวการ์ด*ค่ะ

*ไซริวการ์ด (在留カード)คือ บัตรประจำตัวคนต่างชาติ ที่เป็นเหมือนบัตรประชาชนของเราเวลาอยู่ที่ญี่ปุ่น

 


 

หลังจาก เข้าประเทศญี่ปุ่น แล้ว

เดินทางไปกักตัว ( 14 คืน 15 วัน )

สำหรับนักเรียนที่กักตัวที่หอพักนักเรียน หรือ โรงแรมที่ทางโรงเรียนจัดหาให้ จะมีรถรับ-ส่ง ของทางโรงเรียนมารับถึงที่สนามบินค่ะ

สำหรับนักเรียนที่หาที่พักด้วยตนเอง จะต้องเดินทางด้วยตนเองค่ะ โดยสามารถขึ้นรถบัส จากสนามบิน Haneda ไปยังสถานี Kamata, Kawasaki เป็นต้น ได้ตามตารางใน ลิงก์นี้  หรือจะขึ้นรถไฟตู้พิเศษสำหรับคนที่เพิ่งเดินทางเข้าประเทศของบริษัท Keisei ไปยังสถานี Ueno ก็ได้ค่ะ รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก(ภาษาญี่ปุ่น)
หรือขึ้น Airport Limousine เข้าไปยังโรงแรม แถว Shinjuku และ Akasaka ก็ได้เช่นกันค่ะ มีค่าบริการ จากสนามบิน Haneda 1,500 เยน จากสนามบิน Narita 4,000 เยน รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก

กรณีที่ที่พักอยู่นอกเหนือจากพื้นที่ที่ระบุด้านบน สามารถจองรถมารับเป็นรถส่วนตัวได้ (เรียกว่า ハイヤー) ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 20,000 เยนขึ้นไปค่ะ

เช็คโรงแรมที่รับการกักตัว คลิกที่นี่

ในช่วงที่เรากักตัว จะไม่สามารถไปเที่ยวได้ค่ะ แต่ก็สามารถออกไปใกล้ๆ ที่พัก เพื่อซื้ออาหารมารับประทานได้ หรือจะใช้บริการสั่งอาหารผ่าน Application Online มาส่งที่ห้อง ก็ได้เช่นกันค่ะ

ระหว่างนั้น 14 วัน (ไม่นับวันแรกที่ไปถึง) จะต้องตรวจวัดอุณภูมิร่างกายอย่างต่อเนื่องเพื่อแจ้งกับสถาบันของตนเองค่ะ เมื่อครบ 14 วันแล้ว เราก็สามารถที่จะปิดระบบติดตาม Location ได้ค่ะ **ห้ามปิดก่อนเด็ดขาดเลยนะ** 

***หากเราทำผิดกฎข้อใดข้อหนึ่ง มีสิทธิที่จะถูกเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะด้วยนะคะ ดังนั้นต้องทำตามกฎอย่างเคร่งครัด!!***

 


 

หมายเหตุ

ปกติแล้วเมื่อนักเรียนไปถึงที่ญี่ปุ่น จะต้องไปทำการดำเนินเรื่องแจ้งที่อยู่ และทำประกันสุขภาพที่สำนักงานเขต ภายใน 14 วัน ค่ะ แต่เนื่องจากช่วงนี้เป็นกรณีพิเศษที่ชาวต่างชาติทุกคนจะต้องกักตัวทันที่เมื่อไปถึง ทางสำนักงานเขตจึงได้มีการผ่อนผัน ให้สามารถไปทำเรื่องหลังจากเรากักตัวครบ 14 วันได้ ซึ่งแม้จะไม่ได้กำหนดว่าจะต้องไปภายในกี่วัน แต่ทางที่ดีก็ควรไม่เกิน 1-2 วันนะคะ

สำหรับนักเรียนที่ไปเรียนต่อกับเจเอ็ดดูเคชั่น หากพบปัญหา หรือคำถามเกี่ยวกับการเตรียมตัวเดินทาง สามารถติดต่อเข้ามาสอบถามทีมเจ๊เอ๊ดได้ที่ข้อมูลติดต่อด้านล่างนี้ หรือ เข้ามาที่สำนักงานก็ได้เช่นกันเลยนะคะ

 


 

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

เป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของสถาบันการศึกษาที่ญี่ปุ่นโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999  แนะแนวโดยศิษย์เก่าญี่ปุ่น  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง  ไม่คิดค่าดำเนินการใดๆ

รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)

ติดต่อสอบถาม – สมัคร เรียน
โทร. 02-2677726 ต่อ 101-104
email : ask@jeducation.com

คุยกับเจ้าหน้าที่แนะแนว ศิษย์เก่าญี่ปุ่น คลิก  http://bit.ly/jed-line

 

ไป gap year ที่ญี่ปุ่น

Gap Year ที่ญี่ปุ่น

ไป gap year ที่ญี่ปุ่น

น้องๆจบใหม่ ยุค 4.0 ทุกคน คงต้องมีความฝัน อยากจะไปเรียนต่อในประเทศที่ตัวเองชอบ  หรือ อยากจะเดินทางไปท่องเที่ยว เก็บเกี่ยวประสบการณ์สักครั้งในชีวิต ใช่มั้ยคะ

เจ๊ได้รับคำปรึกษากับน้องๆ ที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยมาหลายคน ว่ารู้สึกตัวเองยังไม่เก่งเลย ถ้ายังไม่ทำงาน แต่อยากจะ Take Gap Year ไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นระยะยาวดูสักครั้ง ให้ได้ภาษาที่สามเพิ่ม ได้ประสบการณ์ก่อน จะคุ้มค่ากับเวลาหนึ่งปี หรือสองปีที่จะลงทุนไปมั้ย

วันนี้เจ๊จะมาสรุปให้เห็นเลยว่า นอกจากภาษาที่สามแล้ว สิ่งที่เราจะได้จากการ ไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นซักปี เราจะได้อะไรกลับมาบ้างกันค่ะ

หาประสบการณ์ ที่ญี่ปุ่น

1. ได้เพิ่มทักษะรอบด้าน / พัฒนาตนเอง

เพราะปัจจุบันสังคมเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทั้งสังคม และ เศรษฐกิจ ซึ่งบุคคลากรที่บริษัทต้องการนับจากนี้ จะไม่ใช่เพียงคนที่เก่งเฉพาะด้าน แต่เป็นคนที่ เก่งรอบด้าน ค่ะ

และ สิ่งที่สำคัญในการพัฒนาตนเองให้เก่งรอบด้านก็คือ ความรู้ ประสบการณ์ที่นอกเหนือจากสิ่งที่เราได้จากในห้องเรียน ซึ่งการไปใช้ชีวิตในต่างแดน ได้เปิดรับวัฒนธรรมใหม่ ๆ เจอผู้คนที่หลากหลาย เข้าใจภาษาที่จะสื่อสารกับกลุ่มคนใหม่ ๆ มากขึ้นจะทำให้เรามีทัศนคติ และความรู้ที่กว้างขึ้นกว่าคนอื่นค่ะ

2. ได้ทักษะภาษาญี่ปุ่น พูดได้แบบเจ้าของภาษา

ภาษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างนึงที่เมื่อเราไปเรียนอยู่ต่างประเทศจะเป็นสิ่งที่ได้รับกลับมาแน่นอน ทั้งนี้ใครที่เรียนภาษาญี่ปุ่นน่าจะรู้ว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนภาษาญี่ปุ่นก็คือ การพูดและฟัง เพราะเรียนมากี่ปีก็ยังพูดไม่คล่อง เวลาพูดก็ยังไม่มั่นใจว่าพูดแบบนี้ถูกไหม ? หรือว่าคนญี่ปุ่นจะเข้าใจไหม ? รวมถึงไม่สามารถเรียบเรียงประโยคได้ตามใจนึก

แต่ว่าสิ่งเหล่านี้จะสามารถพัฒนาได้ ถ้าเราได้ใช้ภาษาอยู่บ่อย ๆ มีโอกาสใช้ภาษาในทุกวันค่ะ ซึ่งการพาตัวเองไปอยู่ในประเทศญี่ปุ่นเลย จะทำให้เราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดคุยสนทนาด้วยภาษาญี่ปุ่น ตั้งแต่การคุยกับพนักงานที่ร้านสะดวกซื้อ ทักทายเพื่อน ๆ คุยกับอาจารย์ พูดกับลูกค้าในที่ทำงานพิเศษ ฯลฯ จนทำให้เราพูดได้โดยไม่ต้องคิดเยอะ แบบที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ตัวเลยล่ะค่ะ

gap year ได้พัฒนาภาษา

3. เรียนต่อระดับสูงที่ญี่ปุ่นได้เลย

ถ้าใครมีเป้าหมาย อยากเรียนต่อ ป.โท ที่ญี่ปุ่น ในหลักสูตรที่ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นอยู่แล้วล่ะก็ การเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นก่อนซักปี จะช่วยให้เราได้เปรียบกว่าคนที่ไม่เคยไปเรียนเป็นเท่าตัวเลยล่ะค่ะ

เพราะการจะเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น สิ่งสำคัญเวลาสอบเข้าคือการสื่อสารให้อาจารย์เข้าใจ และ อยากรับเราเข้าเรียนต่อ ดังนั้นภาษาจึงสำคัญมากๆ ที่จะสื่อสารกับอาจารย์ รวมถึงยิ่งถ้าเราได้เรียนในหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นเพื่อการเตรียมตัวศึกษาต่อ อาจารย์ที่โรงเรียนสอนภาษา จะคอยช่วยบอกเทคนิคการเขียนคำตอบตอนไปสอบเข้า, เทคนิคการตอบตอนสัมภาษณ์ ทั้งหมดนี้ อาจารย์ก็จะช่วยเตรียมความพร้อม และเป็นที่ปรึกษาได้ดีเลยค่ะ

4. ได้เพื่อนและสังคมใหม่

เวลาไปเรียนที่ญี่ปุ่น เสมือนได้เจอเพื่อนที่หลากหลายเหมือนเล่น Tinder เลยค่ะ เพราะว่าโรงเรียนสอนภาษาจะมีนักเรียนจากหลายประเทศทั่วโลกมารวมตัว เรียนอยู่ในสถาบันเดียวกันกับเรา บางสถาบันมีนักเรียนมากว่า 60 ประเทศ ไปที่เดียวเจอเพื่อนได้หลายประเทศเลยค่ะ พอได้เจอเพื่อน มีสังคมใหม่ แนวคิดต่างๆ หรือเป้าหมายของตัวเราก็จะชัดเจนขึ้นด้วยค่ะ

5. ได้ประสบการณ์จากการทำงาน (และได้เงิน)

บางคนเรียนที่ประเทศไทยมาตลอด การทำงานพิเศษระหว่างเรียนอาจจะไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทุกคนเคยทำใช่มั้ยคะ

แต่พอได้ไปเรียนที่ญี่ปุ่นแล้ว เจ๊เอ๊ดอยากลองให้ทุกคนทำงานพิเศษดูค่ะ ไม่ใช่แค่เพื่อเงินเพียงอย่างเดียว แต่งานพิเศษจะทำให้เราเข้าใจในวัฒนธรรมคนญี่ปุ่น การทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่น เรียนรู้ความรับผิดชอบ และได้ฝึกการใช้ภาษาในชีวิตจริง

ซึ่งถ้าใครมีเป้าหมายอยากทำงานในบริษัทญี่ปุ่นอยู่แล้วล่ะก็ ได้ทำงานพิเศษที่ญี่ปุ่นมาก่อนก็คือชนะเลิศไปเลย บริษัทจะเห็นว่าเรามีทั้งภาษาและประสบการณ์ที่จะสามารถรับมือกับลูกค้าญี่ปุ่นได้ และพิจารณาเราเป็นพิเศษเลยล่ะค่ะ นอกจากนี้ ยังทำให้เราจะเข้าใจเรื่องการใช้เงิน และเห็นค่าของเงินมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

Gap year ทำงานพิเศษ

6. ได้ท่องเที่ยวในที่ที่ไม่เคยไป

รางวัลอีกหนึ่งอย่างของการไปเรียน คือ การท่องเที่ยว นี่ล่ะค่ะ แม้จะเรียน ทำงาน จนเหนื่อยยากแค่ไหน แต่พอวันหยุดเราได้นั่งรถไฟไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นที่ไหนซักที ความเหนื่อยต่าง ๆ มลายหายสิ้นไปเลยล่ะค่ะ บางทีแค่ได้นั่งมองบรรยากาศจากหน้าต่างรถไฟก็คุ้มแล้ว

เวลาได้ไปท่องเที่ยว เราจะได้เจอผู้คนใหม่ ๆ ได้เรียนรู้ระหว่างการเดินทาง ได้แรงบันดาลใจ ไอเดีย ได้ใช้เวลากับตัวเองมากขึ้น ก็ทำให้รู้และเข้าใจเป้าหมายของตัวเองมากขึ้นก่อนที่เราจะมาดำเนินชีวิตจริงหลังเรียนจบอีกด้วยค่ะ

 

ลองถามตัวเองดูว่า สิ่งเหล่านี้ที่เราจะได้หลังจากใช้เวลา Take Gap Year ที่ญี่ปุ่นไปแล้ว สำหรับเรา คุ้ม หรือ ไม่คุ้ม แต่สำหรับพี่ ๆ ศิษย์เก่าแต่ละคนที่จบมาแล้วกลับมาคุยกันกับเจ๊เอ๊ด พูดเป็นเสียงเดียวกันทุกคนเลยว่า ถ้ามีเวลามากกว่า 1 ปี ล่ะก็ อยากจะ Take Gap Year ไปเรื่อย ๆ ไม่อยากกลับมาทำงานเลยล่ะค่ะ

 

 

“ประสบการณ์สร้างขึ้นเอง ด้วยตัวเรา”

อยากลองไป Take Gap Year ที่ญี่ปุ่น ไม่ใช่เรื่องยากหรือไกลตัว !!

มาทำความรู้จักโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น จากทั่วทุกภูมิภาคของญี่ปุ่น ที่เตรียมมาให้ข้อมูล พูดคุย สอบถามตัวต่อตัว ทางออนไลน์

ในงาน JAPAN EDUCATION FAIR 2020

ในวันที่ 29-30 สิงหาคม และ 5-6 กันยายน  2020

(จัดภายใต้งาน NIPPON HAKU BANGKOK 2020)

 

กิจกรรมสำหรับผู้ที่อยากวางแผนเรียนต่อภาษาที่ญี่ปุ่น


พูดคุยกับสถาบันสอนภาษากว่า 40 แห่งโดยตรง

เจาะลึกการเตรียมตัว, วางแผนค่าใช้จ่าย, หลักสูตร, สภาพแวดล้อมในการเรียน คุยกันได้เลยจากที่บ้าน ! ชวนผู้ปกครอง ชวนเพื่อนมาฟังพร้อมกัน (มีล่ามและรุ่นพี่คนไทย)

วันที่ 5 – 6 กันยายน 2020
เวลา 10.00 – 19.00 น.

» คลิกดูรายชื่อสถาบัน «

japan education fair พูดคุยกับสถาบัน

สัมมนาวางแผนเรียนภาษาญี่ปุ่น

เรียนต่อทั้งที ต้องวางแผนกันให้พร้อม ! สัมมนาเรียนต่อภาษาที่ญี่ปุ่น หลากหลายหัวข้อรอให้เข้าไปเก็บข้อมูล และกิจกรรมด้านอื่นๆอีกมากมาย

วันที่ 29 – 30 สิงหาคม 2020

» ลงทะเบียนเข้าฟังที่นี่ «

 


ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น
เป็นสำนักงานในประเทศไทยของสถาบันโดยตรง  แนะแนวศึกษาต่อญี่ปุ่นทุกระดับ โดยศิษย์เก่าญี่ปุ่น  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน  โดยไม่คิดค่าดำเนินการใด ๆ รวมถึงค่าส่งเอกสารไปที่ญี่ปุ่น

ปรึกษาเรื่องเรียนต่อญี่ปุ่น โทร. 02-267-7726
email : ask@jeducation.com

ขอข้อมูลเพิ่มเติม คุยกับเจ้าหน้าที่ คลิกเลย  >> https://bit.ly/jed-line

โฮมสเตย์ที่ญี่ปุ่น : Homestay in Japan

ไปอยู่ โฮมสเตย์ ที่ญี่ปุ่น

การเรียนภาษาญี่ปุ่นให้เก่งขึ้น สิ่งสำคัญคือการฝึกฝน   หลายคนแม้จะเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น ก็ใช่ว่าจะมีโอกาสได้พูดคุยกับคนญี่ปุ่นได้บ่อยๆ

การพักอาศัยแบบ โฮมสเตย์  ที่ทำให้เราได้มีโอกาสพักอาศัยอยู่กับครอบครัวคนญี่ปุ่นจริงๆ  จึงเป็นหนึ่งทางเลือกที่นอกจากจะได้ฝึกฝนภาษาญี่ปุ่นแล้ว  ยังได้เรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นจริงๆ อีกด้วย

โฮมสเตย์เหมาะกับใคร?

・ผู้ที่ต้องการพัฒนาภาษาญี่ปุ่นให้เก่งขึ้น
・ผู้ที่ต้องการเรียนรู้ประเพณีและวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น
・ผู้ที่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นจากประสบการณ์จริง

พักแบบโฮมสเตย์ได้ประโยชน์ยังไง 

・ได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นที่เรียนจากโรงเรียนมาฝึกพูดคุยกับโฮส
・ได้เรียนรู้คำศัพท์ บทสนทนา แบบที่เป็นธรรมชาติ ภาษาญี่ปุ่นในแบบที่คนญี่ปุ่นใช้กันจริงๆ
・หากมีข้อสงสัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษาญี่ปุ่น การใช้ชีวิตในญี่ปุ่น สามารถสอบถามโฮสได้
・ได้เข้าใจวิถีชีวิต ประเพณี  วัฒนธรรม แบบญี่ปุ่นจริงๆ
・หลังจากกลับประเทศแล้วยังสามารถติดต่อครอบครัวเจ้าบ้านต่อได้

พักแบบโฮมสเตย์ที่ไหนได้บ้าง

ครอบครัวโฮสต์แฟมิลี่ของ Next Stage หน่วยงานซึ่งจัดหา โฮมสเตย์ที่ญี่ปุ่น นั้น มีอยู่ทั่วประเทศ
○ มีหลายครอบครัวที่มีแม่บ้านอายุประมาณ 30 ถึง 40 ปี
⇒หลายครอบครัวมีสมาชิกที่มีประสบการณ์ท่องเที่ยวหรือศึกษาในต่างประเทศ
○ หลายครอบครัวมีสมาชิกที่มีประสบการณ์ในการศึกษาในต่างประเทศ
⇒สามารถเข้าใจท่านได้เพราะมีประสบการณ์การเรียนต่างประเทศมาแล้ว
○ หลายครอบครัวสนใจที่จะสนับสนุนนักเรียนต่างชาติ
○ หลายครอบครัวต้องการและชอบที่จะต้อนรับนักเรียนต่างชาติ

โฮมสเตย์ที่ญี่ปุ่น

จะได้อยู่กับโฮสต์แบบไหน 

ทางหน่วยงานจะจัดหาบ้านที่เหมาะสมให้  ตามที่นักเรียนขียนในแบบฟอร์มใบสมัครเป็นหลัก เช่น
・สูบบุหรี่, ไม่สูบบุหรี่
・ต้องการบ้านมีเด็กหรือไม่
・ชอบสัตว์, ไม่ชอบสัตว์
・โรคภูมิแพ้
・งานอดิเรก
เป็นต้น

 

ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร

ค่าดำเนินการ  ¥21,600 เยน (รวมภาษี)

ค่าโฮมสเตย์
1. แบบอาหารสองมื้อ(เช้า・เย็น) 5,292 เยนต่อคืน (รวมภาษี)
2. แบบอาหารหนึ่งมื้อ(เช้า)          4,752 เยนต่อคืน (รวมภาษี)

~สิ่งที่รวม~
○เอกสารปฐมนิเทศโฮมสเตย์
○ปฐมนิเทศโฮมสเตย์
○ค่าที่พักโฮมสเตย์ (ค่าอาหาร)
○สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ 24 ชั่วโมง

บริการรับจากสนามบิน
เที่ยวละ  16,000 เยน (รวมภาษี)
※เจ้าหน้าที่จะใช้ระบบรถสาธารณะไปรับท่านที่สนามบิน ราคานี้รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
หมายเหตุ ไม่มีบริการรับโดยรถส่วนบุคคล

 

จะสมัครอย่างไร

◆  แจ้งกับเจ้าหน้าที่แนะแนวของเจเอ็ดดูเคชั่น  ว่าต้องการพักแบบโฮมสเตย์
◆  เจ้าหน้าที่จะส่งแบบฟอร์มใบสม้คร และแบบสอบถามให้นักเรียนกรอกข้อมูล

หลังจากสมัครแล้ว ทางหน่วยงานผู้ดำเนินการจะจัดหาครอบครัวที่เหมาะสมให้นักเรียน
ทั้งนี้ นักเรียนไม่สามารถเลือกครอบครัวเองได้  จึงควรตอบคำถามในแบบสอบถามให้ละเอียด เพื่อที่จะหาครอบครัวให้นักเรียนได้อย่างเหมาะสม

 

มาเลือกที่พักที่เหมาะกับตัวเอง จากบริษัทจัดหาที่พักชื่อดังในญี่ปุ่น

ที่ Stand by รอให้ข้อมูลทุกคน กันได้เลยที่ งาน JAPAN EDUCATION FAIR 2020

JAPAN EDUCATION FAIR 2020

✅ เลือกรูปแบบที่พักตามความชอบ

✅ สอบถามข้อมูลรายละเอียดต่างๆแบบละเอียด

✅ ชมรูปภาพ คลิปวิดีโอ ของห้องพักจริงประกอบการตัดสินใจ

✅ เข้าร่วมฟรี ได้ทางออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Zoom

✅ มีล่ามให้ทุกห้อง ไม่ต้องกลัวคุยกันไม่รู้เรื่อง

พบกัน วันที่ 5 – 6 กันยายน 2563  

ลงทะเบียนจองวัน – เวลา ที่ต้องการพูดคุยได้ที่นี่เลยค่ะ

คุยกับ OAKHOUSE  

บริษัทอสังหาริมทรัพย์ โดยให้บริการจัดหาที่พักทั้งเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ อพาร์ทเมนท์ และแชร์เฮ้าส์ ใน Tokyo, Kanagawa, Chiba, Saitama, Osaka, Kyoto และ Hyogo

จองเวลาพูดคุย


คุยกับ Home stay in Japan

บริษัทจัดหาโฮมสเตย์ทั่วประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันมีโฮสแฟมิลี่ที่ลงทะเบียนไว้ใน 47 จังหวัดทั่วประเทศ รวมกว่า 5,000 บ้าน เข้าพักได้ตั้งแต่ 1 คืน จนไปถึงเข้าพักระยะยาว

จองเวลาพูดคุย


คุยกับ LAND HOUSING

บริการหาห้องพักทั่วประเทศญี่ปุ่นตามความต้องการ Made-to-order

จองเวลาพูดคุย

 

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

เป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของสถาบันโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง  ไม่คิดค่าดำเนินการใดๆ

รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)

ติดต่อสอบถาม-ปรึกษาเรื่องเรียนต่อญี่ปุ่น
โทร. 02-267-7726
email : ask@jeducation.com

ขอข้อมูลเพิ่มเติม คุยกับเจ้าหน้าที่ คลิกเลย  >> https://bit.ly/jed-line

เรียนป.ตรี ที่ญี่ปุ่น

เรียนต่อป.ตรี ที่ญี่ปุ่น ต้องเตรียมตัวอย่างไร

เรียนป.ตรี ที่ญี่ปุ่น

ใครอยากไป เรียนต่อป.ตรี ที่ญี่ปุ่น แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน…ขอให้ยกมือขึ้น!  🙋‍♀️🙋‍♂️

เจ๊เอ๊ดบอกได้เลยว่า ก่อนจะไปเรียนต่อได้นั้น มีสารพัดเรื่องให้เราต้องจัดการ

ไหนจะเรื่องการเลือกสถาบัน ยื่นใบสมัคร เตรียมสอบภาษา ขอเอกสารจากโรงเรียน เตรียมเอกสารประวัติส่วนตัว เอกสารผู้ค้ำประกัน ทำวีซ่า หาหอพักและอีกมากมายล้านแปด

6 ข้อนี้ คือเรื่องสำคัญสำหรับการ เรียนต่อป.ตรี ที่ญี่ปุ่น ที่เจ๊เอ๊ดสรุปมาให้เข้าใจง่ายๆ และสามารถทำตามได้ทีละขั้นตอน

  1. วางไทม์ไลน์ ให้ดีไม่มีพลาด
  2. ฝึกภาษาญี่ปุ่นให้พร้อม พิชิตคะแนนสอบให้ได้
  3. คิดจะต่ออินเตอร์ คิดถึง TOEFL /  IELTS
  4. เก็บเงินให้ได้…เก็บไม่ไหวต้องหาทุน
  5. ไม่ลืมเอกสาร ด้วยการทำ Checklist
  6. หาที่ปรึกษาเอาไว้ อุ่นใจกว่า

 

ถ้าไม่อยากนั่งปวดหัว มาเริ่มเตรียมตัวให้พร้อมกันตั้งแต่เนิ่นๆ เลยดีมั้ยคะ

วางไทม์ไลน์ให้ดี ไม่มีพลาด

เรียนต่อป.ตรี

อย่างที่เจ๊เอ๊ดบอกไปแล้วว่า การเตรียมตัวไปเรียนต่อญี่ปุ่นนั้นมีหลายขั้นตอน ดังนั้นทางที่ดีมาเริ่มต้นวางแผนชีวิตด้วยการจัดตารางให้ตัวเองกันดีกว่าค่ะ เพื่อที่จะได้ไม่หลุด ไม่หลงลืมขั้นตอนสำคัญๆ ไป

ตัวอย่างการวางไทม์ไลน์

ก่อนอื่นเลย เช็คความรู้ทางภาษาของตัวเองอย่างจริงจัง  เพื่อเตรียมให้พร้อม
ถ้าภาษาญี่ปุ่นยังเพิ่งเริ่มต้น  ก็ลงเรียนภาษาในโรงเรียนสอนภาษาที่ไทย ให้ได้อย่างน้อยระดับ N5 หรือได้ 150 ชั่วโมง  แล้วเผื่อเวลาไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นอีกประมาณ 1 ปี – 1 ปีครึ่ง   เพื่อให้มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นอย่างน้อยระดับ N2

เมื่อมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นถึง N2 แล้ว

  • เดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม:  ศึกษาข้อมูลของหลายๆ สถาบันเพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน  ว่าจะยื่นสมัครที่ไหนบ้าง  ควรเผื่อไว้ 3-5 มหาวิทยาลัย
  • เดือนมิถุนายน: สอบ EJU (Examination for Japanese University Admission for International Student) ครั้งที่ 1
  • เดือนสิงหาคม – เดือนตุลาคม: เตรียมเอกสารให้พร้อม ยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัย
  • เดือนพฤศจิกายน: สอบ EJU (Examination for Japanese University Admission for International Student) ครั้งที่ 2
  • เดือนพฤศจิกายน-เดือนกุมภาพันธ์:  สอบตรงของมหาวิทยาลัย  / รอผลจากมหาวิทยาลัย
  • เดือนเมษายน: เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย

 

ฝึกภาษาญี่ปุ่นให้พร้อม พิชิตคะแนนสอบให้ได้

ฝึกภาษา เรียนต่อป.ตรี ที่ญี่ปุ่น

การไปเรียนต่อหลักสูตรญี่ปุ่น ในมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่นนั้นควรจะมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นอย่างน้อยที่สุดก็คือระดับ N2 ดังนั้นถ้าเรารู้ตัวว่าภาษายังไม่แข็งแรงก็ต้องรีบฝึกภาษากันตั้งแต่วันนี้แล้วละค่ะ

น้องๆ ควรจะเริ่มคอร์สติวเข้มภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่อยู่ในไทย   แล้วค่อยไปเรียนเพิ่มเติมในสถาบันภาษาที่ญี่ปุ่น อย่างน้อย 1 ปี – 1 ปีครึ่ง  ซึ่งโรงเรียนสอนภาษาที่ญี่ปุ่นหลายแห่งจะมีหลักสูตรเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยเฉพาะค่ะ   คือเรียนภาษาญี่ปุ่นแล้ว ยังต้องเรียนวิชาต่างๆ เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วย   เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์  Japan and the World

การเข้าเรียนในโรงเรียนสอนภาษาที่ญี่ปุ่นอย่างน้อย 1 ปี – 1 ปีครึ่ง แล้วค่อยสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นเรื่องปรกติค่ะ

>> โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น  เพื่อเตรียมสอบเข้าปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น 

 

สำหรับน้องๆ ที่เล็งหลักสูตรอินเตอร์ไว้ อย่าเพิ่งโล่งใจและมองข้ามข้อนี้ไปนะคะ แม้ว่าน้องๆ จะไม่ต้องใช้คะแนนสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นในการสมัครเรียน แต่ก็ใช่ว่าความรู้ภาษาญี่ปุ่นเป็นศูนย์จะสามารถไปเรียนได้ อย่างน้อยน้องๆ ควรมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นในระดับที่สื่อสารในชีวิตประจำวันติดตัวไปด้วย

สรุปง่ายๆ ไม่ว่าน้องๆ จะเรียนต่อในหลักสูตรญี่ปุ่นหรือหลักสูตรอินเตอร์  ก็ต้องเริ่มเรียนและฝึกภาษาญี่ปุ่นกันได้แล้วนะคะ

 

คิดจะต่ออินเตอร์ คิดถึง TOEFL /  IELTS

เรียนหลักสูตรอินเตอร์ ป.ตรี

ใครมีแพลนจะไปเรียนต่อ หลักสูตรอินเตอร์ ในมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น ถึงเวลาต้องฟิตภาษาอังกฤษกันหน่อยแล้วค่ะ เพราะหลักสูตรนี้จำเป็นต้องใช้คะแนน TOEFL 79 คะแนนขึ้นไป หรือไม่ก็ IELTS 6.0 ขึ้นไป

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะเริ่มสงสัยว่าจะเลือกสอบอะไรดีกว่ากัน…เจ๊เอ๊ดคงจะเลือกแทนน้องๆ ไม่ได้ เพราะแต่ละคนก็คงถนัดไม่เหมือนกัน แต่เชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้น้องๆ ตัดสินใจง่ายขึ้นนะคะ

  • Listening Part

– IELTS:  สอบโดยเห็นโจทย์ก่อนเริ่มฟัง เน้นคำถามเกี่ยวกับคำศัพท์ ยิ่งจำศัพท์เก่งเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้เปรียบเท่านั้น

– TOEFL: สอบโดยไม่เห็นโจทย์ก่อน เน้นจับใจความให้ได้ โดยคำถามเป็นเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวันและบทสนทนาต่างๆ

  • Reading Part

– IELTS: มีบทความให้อ่านหลากหลายประเภท และมีคำถามหลายรูปแบบ เช่น เติมคำในช่องว่าง ถูกผิด multiple choice

– TOEFL: เน้นบทความแนววิชาการจากสาขาต่างๆ ที่มักพบเจอในหนังสือเรียนระดับมหาวิทยาลัย 3-4 เรื่อง  โดยตอบแบบ multiple choice

  • Writing Part

– IELTS:

Task 1 – เขียนบรรยายข้อมูลจากสิ่งที่เห็น โดยมีข้อมูลในรูปแบบกราฟหรือตารางมาให้

Task 2 – เขียนแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เป็นเรื่องถกเถียงกัน

– TOEFL:

Task 1 – อ่านบทความสั้นตามด้วยฟังบทบรรยาย จากนั้นเขียนสรุปประเด็นจากเรื่องนั้นๆ

Task 2 – เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหัวข้อที่กำหนดให้ โดยต้องมีเหตุผลและประสบการณ์ส่วนตัวมาประกอบ

  • Speaking Part

– IELTS: พูดกับคนจริงๆ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ ใช้เวลาประมาณ 12-14 นาที โดยแนะนำตัว ตอบคำถามจากภาพหรือหัวข้อที่กรรมการกำหนด และอภิปรายหัวข้อต่างๆ

– TOEFL: พูดกับคอมพิวเตอร์ โดยจับเวลา 17 นาที หากพูดผิดหรือพูดไม่ชัดอาจโดนหักคะแนนได้

มีข้อสอบ 4 ส่วน

> ส่วนที่ 1 ตอบคำถาม โดยแสดงความเห็นส่วนตัวและเหตุผลประกอบตัวเลือก หรือเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสีย
> ส่วนที่ 2-3 อ่านบทความสั้น และฟังบทบรรยาย จากนั้นจึงค่อยตอบคำถาม
> ส่วนที่ 4 ฟังบทบรรยายเชิงวิชาการ และสรุปประเด็นสำคัญจากสิ่งที่ได้ฟัง

 

เก็บเงินให้ได้…เก็บไม่ไหวต้องหาทุน

เรียนต่อป.ตรี หาทุน

หลายคนน่าจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วว่า การไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่น ต้องใช้เงินขั้นต่ำราวๆ ปีละ 8 แสนบาท ถ้าครอบครัวน้องๆ พร้อมซัพพอร์ต หรือมีเงินเก็บอยู่แล้ว ก็หมดความกังวลไปได้อีกหนึ่งข้อ

แต่สำหรับใครที่เงินทุนไม่มากพอ ก็อย่าเพิ่งถอดใจไปนะคะ เพราะประเทศญี่ปุ่นมีทุนการศึกษาเยอะมากๆ โดยทุนนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ

รูปแบบแรก ทุนที่สมัครสอบในไทย

ทุนรูปแบบนี้มีหลายแหล่งเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น

– ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น มีทั้งทุนสำหรับเรียนต่อระดับปริญญาตรี โท เอก วิทยาลัยอาชีวศึกษาและวิทยาลัยเทคนิค

– ทุนแลกเปลี่ยนระยะสั้นของมหาวิทยาลัย

– ทุนรัฐบาลไทย

– ทุนหน่วยงานเอกชน เช่น ทุนอะยิโนะโมะโตะ

รูปแบบที่ 2  ทุนที่สมัครในญี่ปุ่น

หลังจากเราสอบเข้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นได้แล้ว สามารถยื่นขอทุนลดค่าเล่าเรียนหรือ ทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติในญี่ปุ่นได้ ทุนลักษณะนี้มีโอกาสที่เราจะได้สูงมากๆ ยิ่งความสามารถเยอะเท่าไหร่ จำนวนเงินทุนยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ไม่ลืมเอกสาร ด้วยการทำ Checklist

สมัครเรียน เรียนต่อป.ตรี ที่ญี่ปุ่น

เจ๊เอ๊ดว่า เรื่องเอกสารเป็นอะไรที่น่าปวดหัวที่สุดแล้วละค่ะ เพราะการเรียนต่อนั้นต้องใช้เอกสารเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด  ถ้าน้องๆ ไม่อยากเสียเวลากับข้อผิดพลาดจุกจิกมาทำ Checklist เอกสารสำหรับสมัครเรียนต่อกันเลยดีกว่า

กรณีที่จะไปเสริมทักษะภาษาญี่ปุ่นในสถาบันภาษาที่ญี่ปุ่น ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย  อันดับแรก น้องๆ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เอกสารที่จำเป็นในการสมัครเข้าเรียนนั้น แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ

1) เอกสารของผู้สมัคร และ
2) เอกสารของผู้ค้ำประกัน

  • เอกสารของผู้สมัคร ได้แก่

✔ ใบรับรองการสำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุด

✔ ใบแสดงผลการเรียน

✔ ใบรับรองการศึกษาภาษาญี่ปุ่น

✔ เอกสารแสดงภูมิลำเนา ที่อยู่และความสัมพันธ์กับผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย

✔ สำเนาหนังสือเดินทาง

✔ รูปถ่าย ขนาด 4X3 ซม. ( 1 นิ้วครึ่ง )

 

  • เอกสารของผู้ค้ำประกัน ได้แก่

– กรณีที่ผู้ค้ำประกันพำนักอยู่ในประเทศไทย หรือประเทศอื่นๆ นอกประเทศญี่ปุ่น –

✔ เอกสารรับรองทางการเงินจากธนาคาร

✔ เอกสารแสดงสถานภาพการทำงาน

✔ เอกสารแสดงยอดเงินรายได้ประจำปี

✔ เอกสารส่วนตัว แสดงความสัมพันธ์กับผู้สมัคร

 

– เอกสารของผู้ค้ำประกัน (กรณีที่ผู้ค้ำประกันอยู่ในประเทศญี่ปุ่น) –

✔ เอกสารแสดงรายได้และสถานะทางการเงิน

✔ เอกสารรับรองสถานภาพการทำงาน

✔ เอกสารส่วนตัวของผู้ค้ำประกัน

✔ เอกสารรับรองตราประทับ

✔ เอกสารส่วนตัว แสดงความสัมพันธ์กับผู้สมัคร
ในกรณีที่จะยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัย  ก็จะมีเอกสารเพิ่มเติม เช่น Recommendation Letter  , คะแนนการสอบ EJU , ผลการสอบภาษาอังกฤษ  หรือภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น

 

หาที่ปรึกษาเอาไว้ อุ่นใจกว่า

เอเจนซี่ เรียนต่อญี่ปุ่น

นอกเหนือจากขั้นตอนการสมัครเรียนและการเตรียมเอกสารแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่น้องๆ ต้องรู้และเตรียมตัวให้ดีก่อนเดินทางไปเรียนต่อ ไม่ว่าจะเป็นการหาที่พัก การหางานพิเศษทำ การเดินทาง การกินอยู่ การปรับตัว ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าการจะรู้ข้อมูลเหล่านี้ได้ จำเป็นต้องสอบถามจากคนที่เคยมีประสบการณ์มาก่อนแล้วเท่านั้น

 

ดังนั้น เจ๊เอ๊ดขอแนะนำว่า น้องๆ ควรจะหาที่ปรึกษาหรือคนที่สามารถให้คำแนะนำและไว้ใจได้สักคน อาจเริ่มต้นจากการตามอ่านรีวิวในเพจต่างๆ เข้าไปส่องดูคลิปใน YouTube หรืออาจลองไปคุยกับรุ่นพี่ศิษย์เก่าที่เคยไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นดูก็ได้

แต่สำหรับน้องๆ คนไหนที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นปรึกษาใครดี เจ๊เอ๊ดแนะนำให้ลองขอคำปรึกษาจากเอเจนซี่ดูค่ะ  ทีมเจ๊เอ๊ดเองก็ยินดีแนะนำน้องๆ โดยไม่คิดเงิน   โดยน้องๆ สามารถวางใจได้เลยว่า ข้อมูลที่ได้จากทีมงานแนะแนวของเจ๊เอ๊ดนั้นเชื่อถือได้อย่างแน่นอน เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่เคยไปเรียนที่ญี่ปุ่นกันมาทั้งนั้น นอกจากนี้เจ๊เอ๊ดยังมี Support Desk คอยช่วยเหลือน้องๆ อยู่ที่ญี่ปุ่นอีกด้วยนะคะ

>> ทำไมถึงสมัครเรียนต่อญี่ปุ่นกับเจเอ็ดดูเคชั่น 

 

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

เป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของสถาบันการศึกษาที่ญี่ปุ่นโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999  แนะแนวโดยศิษย์เก่าญี่ปุ่น  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง  ไม่คิดค่าดำเนินการใดๆ

รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)

ติดต่อสอบถาม – สมัคร เรียน
โทร. 02-2677726
email : ask@jeducation.com

คุยกับเจ้าหน้าที่แนะแนว ศิษย์เก่าญี่ปุ่น คลิก  http://bit.ly/jed-line

Senmon gakkou เรียนในสิ่งที่ชอบ ตอบโจทย์ชีวิตที่ใช่ 

senmon gakkou เรียนในสิ่งที่ชอบ

มีหลายครั้งที่เจ๊จะได้รับคำถามว่า “เรียนอะไรดีที่ญี่ปุ่น” ?

และคำตอบมักจะตอบกลับไปก็คือ  “เรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบ” 

 

ในยุคปัจจุบัน  คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว  ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีไอเดียเป็นตัวของตัวเอง  และที่สำคัญคือสามารถนำความหลงใหล คลั่งไคล้สิ่งที่ตัวเองชอบ  มาสร้างสรรค์ให้เป็นอาชีพ  สร้างรายได้ให้ตนเอง  อย่างเทรนด์ของชาว Yuccie  ( Young Creative Urban )  ยุคใหม่  อายุน้อยร้อยล้านที่กำลังมาแรงแทนที่ชาว Hipster

อ่านบทความว่ากันด้วยเรื่องของ >>  “อีก 10 ปีข้างหน้า  ผู้ชายแบบไหนที่จะประสบความสำเร็จ”

และญี่ปุ่นมีอะไรให้ศึกษาเล่าเรียนมากมายแบบที่คาดไม่ถึง  โดยเฉพาะการเรียนในสถาบันการศึกษาที่เน้นการเรียนทักษะเฉพาะทาง  เรียกว่าเซมมงกักโค  専門学校
専門 senmon   หมายถึงเฉพาะด้าน เฉพาะทาง
学校 gakkou   คือโรงเรียน

senmon_page1

แปลตรงตัวจึงหมายถึงโรงเรียนที่สอนวิชาเฉพาะทาง  เพื่อให้มีความเชี่ยวชาญแบบมืออาชีพในสาขานั้นๆ โดยเฉพาะ  ใครชอบอะไร  มีความสนใจด้านไหน  ก็เข้าเรียนด้านนั้นๆแบบเจาะลึกกันไปเลย

เซมมงกักโค  เรียกว่าเป็นการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เนื่องจากตั้งแต่อดีต  คนญี่ปุ่นไม่ได้ซีเรียสกับการที่จะต้องเรียนจบมหาวิทยาลัยเพื่อให้ได้ปริญญาบัตร   ดังนั้นเมื่อจบม.ปลายแล้ว นักเรียนบางส่วนจะเข้าสู่การทำงานเลย  และมีนักเรียนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเข้าเรียนต่อในเซมมงกักโค  เพื่อฝึกทักษะอาชีพก่อนที่จะจบออกไปทำงาน

vocaloid

ในปัจจุบัน ที่ญี่ปุ่นมีเซมมงกักโคประมาณเกือบ 3 พันแห่งทั่วประเทศ  มีนักเรียนเรียนอยู่ประมาณ 5 แสนกว่าคน  ในส่วนของนักเรียนไทยที่ไปเรียนต่อญี่ปุ่น  มีจำนวนไม่น้อยที่เข้าเรียนต่อเซมมงกักโคในสาขาที่ตัวเองชอบ  เช่น เกมส์ อนิเมชั่น รถยนต์  มอเตอร์ไซค์ ออกแบบผลิตภัณฑ์  อาหาร เบเกอรี่  ธุรกิจนำเข้าส่งออก เป็นต้น

 

ตามสไตล์ญี่ปุ่นแล้ว การจะเป็นผู้เชี่ยวชาญได้จะต้องมีความละเอียดอ่อน  ละเอียดยิบ รู้ลึกรู้จริง

 

ฉะนั้น เซมมงกักโค จึงเป็นการเรียนแบบเน้นๆ ยกตัวอย่างเช่น การเรียนเบเกอรี่ ยังไม่ต้องพูดถึงสูตรขนม  แต่จะเริ่มต้นจากการเรียนด้านโภชนาการอาหาร  ตารางธาตุ  สารอาหารต่างๆ อย่างละเอียด  ทำความรู้จักอุปกรณ์ภาชนะ เครื่องช่างตวงวัด ไปจนถึงวิธีการทำความสะอาดที่ถูกวิธี  กว่าจะมาถึงส่วนผสมแต่ละอย่าง  ต้องรู้ว่าความแตกต่างของวัตถุดิบจากแหล่งต่างๆ ที่ทำให้รสชาติขนมเปลี่ยนไป  ต้องลองชิมวัตถุดิบจากภูมิภาคต่างๆ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ เช่น  เกลือ น้ำตาล นม เนย ฯลฯ

เอิ่มมม… ชิมกันให้ลิ้นเปื่อยกันไปข้างล่ะค่ะ  เพื่อให้รู้ว่าเกลือจากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของจ.มิยากิ  , เกลือจากฝั่งทะเลญี่ปุ่นของจ.อิชิกาวะ  , เกลือจากน้ำแร่ของจ.นากาโนะ  และเกลือจากสมุทรสาคร  รสชาติต่างกันยังไง

senmon gakkou เบเกอรี่

 

ยกตัวอย่างอีกสาขาวิชายอดฮิต ด้านอนิเมชั่น การออกแบบคาแรกเตอร์  ใช่ว่าเปิดเรียนมาแล้วจะได้จินตนาการสร้างคาแรกเตอร์อย่างเมามัน  แต่จะต้องเริ่มจากการเรียนกายวิภาค  เพื่อให้เข้าใจสรีระของคน  ตั้งแต่โครงสร้างของกระดูกแต่ละส่วน แต่ละข้อ  กล้ามเนื้อมัดต่างๆ  ไปจนถึงเส้นเลือด ! ลองขยับมือดูค่ะว่า กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเลือด มีการเปลี่ยนแปลง ขยับเขยื้อนอย่างไร  เคยสังเกตุกันไหมคะ

senmon_page5

และเนื่องจากเป้าหมายของเซมมงกักโคคือ เพื่อผลิตบุคลากรที่สามารถออกไปทำงานในสาขาอาชีพนั้นได้ทันที  ฉะนั้น ในทุกสาขาวิชา จะสอดแทรกการเรียนทางด้านธุรกิจไปด้วย   อาจารย์ผู้สอนส่วนใหญ่จะเป็นคนทำงานมืออาชีพในวงการนั้นๆ จึงสามารถที่จะถ่ายทอดทักษะความรู้ที่จำเป็น เน้นการสร้างผลงานที่ต้องคำนึงถึงตลาดผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

NEEC_concert

 

สาขาวิชาที่เปิดสอนในเซมมงกักโค แบ่งเป็น 8 แขนงหลัก ๆ คือ

  • วิศวกรรมศาสตร์
  • เกษตรศาสตร์
  • การรักษาพยาบาล
  • สุขวิทยา
  • การศึกษาและสังคมสงเคราะห์
  • พาณิชยศาสตร์
  • การออกแบบเสื้อผ้า
  • ศิลปศาสตร์และวัฒนธรรม

ในแปดสาขาวิชานี้ แบ่งย่อยอีกมากมาย เรียกว่าอยากเรียนอะไร  สามารถหาได้  เพียงแต่การเรียนจะเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมดค่ะ   อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

 

มาดูตัวอย่างสาขาวิชาแปลกๆ กันค่ะ

จะว่าไปก็ไม่ได้แปลกเท่าไหร่หรอกค่ะ  ในต่างประเทศอื่นๆ เค้ามีสอนกัน  เพียงแต่ที่เมืองไทยเราไม่ได้คิดว่าจะเรียนกันแบบจริงจังถึงขนาด 2-4 ปีจบ

 

โรงเรียนสอนด้านการวัดสายตา 

senmon gakkou ทัศนมาตรศาสตร์

เป็นการเรียนด้านที่เกี่ยวข้องกับสายตา  ปัญหาเกี่ยวกับสายตา โรคตา  เลนส์  การทำแว่นตา คอนแท็กเลนส์  สำหรับคนทั่วไปที่มีปัญหาทางสายตา  หรือจะเจาะลึกไปถึงเรื่องสายตาของคนเฉพาะกลุ่มเช่น นักกีฬาประเภทต่างๆ

โรงเรียนสอนด้านกิจกรรมเอาท์ดอร์

senmon_page3

ร.ร.แบบนี้เหมาะกับคนรักธรรมชาติและกิจกรรมกลางแจ้ง  สาขาวิชาที่สอนจะออกแนวแอดเวนเจอร์  เช่น การทำกิจกรรมเอาท์ดอร์ทุกชนิด  การเอาตัวรอดท่ามกลางธรรมชาติ   การเป็นไกด์ในป่าเขา  นักปีนเขามืออาชีพ   กีฬากลางแจ้ง กีฬาผาดโผนสารพัดประเภท  ที่สำคัญคือการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งคนญี่ปุ่นปลูกจิตสำนึกในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก

senmon_page4

หรือจะออกแนวโรงเรียนที่สอนเฉพาะกีฬาฤดูหนาวโดยเฉพาะก็มี  คือเรียนกันจนเป็นโปรค่ะ  หรือเรียนจนเป็นครูฝึกสอนได้   ไม่ได้เรียนเพื่อแค่ให้เล่นสกี หรือสโนวบอร์ดได้ชิวๆ


โรงเรียนสอนด้านการดูแลสัตว์

senmon gakkou การดูแลสัตว์ aquarium

สำหรับคนรักสัตว์ ไม่ว่าจะสัตว์เลี้ยงธรรมดาน้องหมา น้องแมว  การทำธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ไปจนถึงการดูแลสัตว์ป่าในสวนสัตว์  หรือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ  ใครอยากฝึกปลาโลมา  ฝึกแมวน้ำต้องลงเรียนในโรงเรียนแบบนี้ล่ะค่ะ

 

ปิดท้ายกับโรงเรียนสอนออกแบบ  ซึ่งพี่เม… อดีตเจ้าหน้าที่ทีมเจ๊เอ๊ด  ไปเข้าเรียนด้านการออกแบบ  ไม่ได้เป็นการออกแบบธรรมดาค่ะ  แต่เป็นคอร์สเรียนด้านการออกแบบและทำฟิกเกอร์ค่ะ !

อ่านบทสัมภาษณ์ พี่เม  กฤตยา.. สาวสายศิลป์กับการบินไปเรียนทำ ฟิกเกอร์ ที่ญี่ปุ่น

senmon gakkou ทำ figure

นี่เป็นแค่บางตัวอย่างค่ะ  เซมมงกักโคมีสาขาให้เรียนมากมายหลายหลาก  แม้จะเพิ่งเรียนจบม.ปลาย  และไม่เคยมีพื้นฐานด้านนั้นมาก่อนเลยก็สามารถเรียนได้   เพียงแต่ว่า การเรียนจะเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด  ฉะนั้น ในการที่นักเรียนต่างชาติอย่างคนไทยเรา  จะหาคอร์สเรียนตามที่ตนเองสนใจให้เจอและสอบผ่านเข้าไปเรียนได้นั้น  สิ่งสำคัญที่สุดคือทักษะความรู้ “ภาษาญี่ปุ่น” ค่ะ

 

นักเรียนไทยส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้องไปเรียนภาษาในโรงเรียนสอนภาษาที่ญี่ปุ่นก่อน อย่างน้อย 1 ปีถึง 1 ปีครึ่ง  ในระหว่างนั้นก็ไปเข้าร่วมงาน open campus ต่างๆ ของเซมมงกักโคที่มีสอนสาขาวิชาที่สนใจ  เพื่อเลือกสถาบันและสาขาให้ได้ตรงกับเป้าหมายจริงๆ
ถ้าเรียนจบหลักสูตร 2 ปี ด้วยชั่วโมงเรียนมากกว่า 1700 ชั่วโมงขึ้นไปจะได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพ  สามารถสอบเทียบโอนหน่วยกิตเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีในชั้นปีที่ 3 ได้

ถ้าเรียนจบหลักสูตร 4 ปี  ด้วยชั่วโมงเรียนมากกว่า 3,400 ชั่วโมงขึ้นไป  จะได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  มีวุฒิเทียบเท่ากับผู้ที่จบปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย  และสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทได้หลังจากจบการศึกษา

anime600

เซมมงกักโคจะมีจุดเด่นอีกอย่างคือ  ในระหว่างที่เรียนแต่ละหลักสูตร  จะต้องผ่านการสอบเพื่อให้ได้ใบอนุญาตประกอบอาชีพ  หรือประกาศนียบัตรที่จำเป็นต่อการทำงานอาชีพนั้น ๆ   และมีศูนย์ที่ช่วยสนับสนุนนักเรียนในการหางานทำ

นักเรียนต่างชาติก็สามารถหางานทำที่ญี่ปุ่นได้ค่ะ  แต่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน   และบางสาขาวิชาที่เป็นอาชีพอิสระหรือทักษะสงวนจะไม่สามารถขอวีซ่าทำงานได้  เช่น นักแสดง นักเขียน นักวาดการ์ตูน  ไกด์  พ่อครัว เป็นต้น

machanic

หมายเหตุ
เซมมงกักโคบางแห่งที่ไม่รับนักเรียนต่างชาติ  จะสมัครเข้าเรียนไม่ได้ เนื่องจากไม่รองรับการขอวีซ่าให้นักเรียนต่างชาติ
ข้อมูลเพิ่มเติม >> การเรียนในวิทยาลัยวิชาชีพ
ค้นหา senmon gakkou >>  https://www.sanpou-s.net/ ( ภาษาญี่ปุ่น)


ภาพประกอบจาก

https://www.neec.ac.jp/
https://www.woc.ac.jp/
https://www.i-nac.ac.jp/
https://www.osaka-eco.ac.jp/
https://www.senmon-gakkou.jp
https://www.jikei.asia/

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

เป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของสถาบันโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง  ไม่คิดค่าดำเนินการใดๆ

รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)

ติดต่อสอบถาม-ปรึกษาเรื่องเรียนต่อญี่ปุ่น
โทร. 02-267-7726
email : ask@jeducation.com

ขอข้อมูลเพิ่มเติม คุยกับเจ้าหน้าที่ คลิกเลย  >> https://bit.ly/jed-line

 เรียนต่อญี่ปุ่น ป.ตรี
เตรียมพื้นฐานภาษาญี่ปุ่น เลือกเรียนที่ไหนดี

เรียนต่อญี่ปุ่น ป.ตรี


คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ที่จะเข้ามหาวิทยาลัยญี่ปุ่น ระดับปริญญาตรี โดยทั่วไปคือ

👉 ต้องมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์  ในภาคเรียนที่จะเข้ามหาวิทยาลัย
👉 จบการศึกษาพื้นฐานขั้นต่ำ 12 ปี ( นับจากป.1 – ม.6 ) * ดูหมายเหตุด้านล่างเพิ่มเติม

 

อยากสอบ เข้ามหาวิทยาลัยญี่ปุ่นเพื่อ เรียนต่อญี่ปุ่น ป.ตรี  ต้องเตรียมตัวยังไง

มหาวิทยาลัยญี่ปุ่นส่วนใหญ่ จะดำเนินการเรียนการสอนด้วย ” ภาษาญี่ปุ่น ”  ดังนั้น นักศึกษาต่างชาติที่อยากจะสอบเข้า เรียนต่อญี่ปุ่น ป.ตรี ในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น  จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นเพียงพอ ที่จะสามารถเรียนร่วมกับนักศึกษาญี่ปุ่นได้อย่างไม่มีอุปสรรคทางภาษา

โดยทั่วไปแล้ว  ควรจะมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นไม่ต่ำกว่า ระดับ N2  แต่ทางที่ดีควรจะสอบผ่านระดับ N1

เจ๊เอ๊ดขอแนะนำให้เลือกโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น   ที่มีหลักสูตรภาษาญี่ปุ่น เพื่อเตรียมเข้าศึกษาต่อ ในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

เพราะนอกเหนือจากจากการเรียนภาษาญี่ปุ่นแล้ว  ยังต้องเรียนวิชาที่จำเป็นสำหรับ การสอบเพื่อศึกษาต่อญี่ปุ่นสำหรับนักศึกษาต่างชาติ  ที่เรียกว่า การสอบ EJU  เช่น วิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา สังคมศาสตร์ และภาษาอังกฤษ

ภาคเรียนที่เปิดรับ
1. ภาคเรียนเมษายน  หลักสูตร 1 ปี และหลักสูตร 2 ปี
2. ภาคเรียนตุลาคม  หลักสูตร 1 ปีครึ่ง

แล้วมีโรงเรียนไหนบ้าง ที่ #เจ๊เอ๊ด  แนะนำให้กับน้องๆ ที่อยากจะไปเรียนปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น  มาดูกันค่ะ

 

ASIA BUNKA KAIKAN  (ABK)
เขต Bunkyo  จังหวัดโตเกียว

ABK หลักสูตร เตรียม เรียนต่อญี่ปุ่น ป.ตรี

ASIA BUNKA KAIKAN  (ABK) 

  • เป็นโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์นับจากปี 1957
  • นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจำนวนมาก สามารถสอบเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูง
  • เตรียมความพร้อมเพื่อการสอบ EJU ( Examination for Japanese University)  วิชาพื้นฐานต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับสอบเข้ามหาวิทยาลัยญี่ปุ่น ได้แก่ เลข ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ภาษาอังกฤษ Japan and the world  โดยวิชาที่เรียนแบ่งตามสาขาที่จะสอบ
  • แนะแนวการศึกษาให้กับนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยยึดตามความถนัดและความสนใจ

💴 ค่าเล่าเรียนต่อปี  

หลักสูตรเตรียมศึกษาต่อ    ( 1,086 ชั่วโมง )

  • ค่าสมัคร 20,000 เยน  ชำระเมื่อสมัครเรียน
  • ค่าแรกเข้า  80,000 เยน  ชำระครั้งแรกครั้งเดียว
  • ค่าเล่าเรียน 720,000 เยน  ( แบ่งชำระครั้งละ 6 เดือน )

รวมเป็นเงิน  820,000 เยน ต่อปี   

🏢 ที่พัก
หอพักห้องเดี่ยว  ราคา 40,000 – 68,000 เยนต่อเดือน

*คิดเป็นเงินไทยคร่าวๆ ด้วยการหาร 3

ไลน์คุยกับเจ้าหน้าที่แนะแนว
คลิก 👉 https://bit.ly/jed-line

 

JET ACADEMY
เขต Kita  จังหวัดโตเกียว

JET Academy เรียนภาษาญี่ปุ่น

JET ACADEMY

  • เรียนเพื่อให้นักเรียนมีความรู้พร้อมสำหรับการสอบผ่าน JLPT ระดับ N1 และสามารถทำคะแนนสอบ EJU ได้สูง
  • มีคลาสคันจิสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยแยกตามระดับความรู้คันจิของนักเรียนโดยเฉพาะ
  • จำนวนนักเรียนต่อห้องมีไม่มาก พร้อมด้วยอาจารย์ที่มากประสบการณ์ที่คอยให้คำแนะนำในการเรียน
  • มีกิจกรรมพบปะสังสรรค์กับนักศึกษาญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยต่างๆ
  • มีการเชิญรุ่นพี่ที่เรียนในระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมาพูดคุยถามตอบเรื่องศึกษาต่อ

💴 ค่าเล่าเรียน (ต่อปี) 

หลักสูตรภาษาญี่ปุ่นเพื่อศึกษาต่อ    (1,000 – 1,120  ชั่วโมง )

  • ค่าสมัคร 20,000 เยน  ชำระเมื่อสมัครเรียน
  • ค่าแรกเข้า  50,000 เยน  ชำระครั้งแรกครั้งเดียว
  • ค่าอื่นๆ 5,000 เยน ชำระครั้งแรกครั้งเดียว
  • ค่าเล่าเรียน 780,000 เยน  ( แบ่งชำระครั้งละ 6 เดือน )

รวมเป็นเงิน  855,000 เยน

🏢 ที่พัก
ห้องเดี่ยว  50,000 เยนต่อเดือน 


* วิชาเลือกที่ต้องชำระค่าเล่าเรียนเพิ่มเติม ได้แก่ คณิตศาสตร์ 66,000 เยน / ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา วิชาละ 33,000 เยน
*คิดเป็นเงินไทยคร่าวๆ ด้วยการหาร 3

ข้อมูลของโรงเรียน
👉 https://jeducation.com/main/jet/

ไลน์คุยกับเจ้าหน้าที่แนะแนว 👉 https://bit.ly/jed-line

 

SENDAGAYA JAPANESE INSTITUTE
เขต Shinjuku จังหวัด Tokyo

ABK หลักสูตร เตรียม เรียนต่อญี่ปุ่น ป.ตรี

SENDAGAYA JAPANESE INSTITUTE

  • มีเจ้าหน้าที่คนไทยดูแล  มีระบบดูแลนักเรียนตลอด 24 ชั่วโมง
  • ใช้ตำราเรียนที่โรงเรียนจัดทำขึ้นเอง อาจารย์ทุกคนเป็นผู้ที่จบหลักสูตรอบรมครูภาษาญี่ปุ่นของโรงเรียนเซนดะกะยะมาแล้ว จึงทำให้มีวิธีการสอนที่เหมือนกัน
  • มีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่า 40 ปี คอร์สระยะยาวได้รับรองจากกระทรวงศึกษาธิการฯ ของประเทศญี่ปุ่น นักเรียนจะได้รับวีซ่านักเรียน 2 ปี และมีส่วนลดค่าเดินทางให้นักเรียน
  • มีหอพักจำนวนมาก สามารถรองรับนักเรียนได้
  • ตั้งอยู่ที่เขตการศึกษา ย่านชินจูกุ ทาคาดาโนะบาบะ อาหารจึงมีราคาถูก และมีนักศึกษาญี่ปุ่นจำนวนมากรวมตัวกัน อีกทั้งยังมีแหล่งช้อปปิ้งมากมาย
  • มีการจัดบรรยายศึกษาต่อระดับปริญญาตรีและโทในโรงเรียน

 

💴 ค่าเล่าเรียน (ต่อปี) 

หลักสูตรเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย

  • ค่าสมัคร 20,000 เยน  ชำระเมื่อสมัครเรียน
  • ค่าแรกเข้า  60,000 เยน  ชำระครั้งแรกครั้งเดียว
  • ค่าอื่นๆ 46,000 เยน
  • ค่าเล่าเรียน 690,000 เยน  ( แบ่งชำระครั้งละ 6 เดือน )

รวมเป็นเงิน  816,000 เยน

🏢 ที่พัก
ห้องเดี่ยว 77,000 – 97,000 เยนต่อเดือน
ห้องคู่  33,000 – 45,000 เยนต่อเดือน (ต่อคน) 

*คิดเป็นเงินไทยคร่าวๆ ด้วยการหาร 3 

ข้อมูลของโรงเรียน
👉 https://jeducation.com/main/sendagaya/

ไลน์คุยกับเจ้าหน้าที่แนะแนว 👉 https://bit.ly/jed-line<

 

SHINJUKU JAPANESE LANGUAGE INSTITUTE
เขต Shinjuku จังหวัด Tokyo

SHINJUKU JAPANESE LANGUAGE INSTITUTE

  • โรงเรียนมีวิธีการสอนแบบ The Ezoe Method ซึ่งเป็นระบบการสอนที่มีประสิทธิภาพ สำหรับนักเรียนต่างชาติ ที่ได้รับการยอมรับในสถาบันการศึกษา ด้านภาษาในประเทศญี่ปุ่น
  • มีระบบการเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยภาพเคลื่อนไหว VLJ (Visual Learning Japanese)
  • มีระบบการเรียนการสอนผ่านเครื่อข่าย LMS (Learning Management System) ที่ช่วยให้นักเรียนเข้าถึงเนื้อหาในชั้นเรียนได้ทุกเวลา
  • โรงเรียนพัฒนาระบบการเรียนการสอนร่วมกับบริษัท NTT Communications ซึ่งเป็นระบบการเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นที่ทันสมัย
  • มีการให้คำปรึกษาในด้านต่าง ๆ ทั้งการศึกษาต่อในระดับสูง การสมัครงาน

💴 ค่าเล่าเรียน (ต่อปี)

หลักสูตรเพื่อศึกษาต่อ

  • ค่าสมัคร 30,000 เยน ชำระเมื่อสมัครเรียน
  • ค่าแรกเข้า 40,000 เยน ชำระครั้งแรกครั้งเดียว
  • ค่าอื่นๆ 10,000 เยน
  • ค่าเล่าเรียน 720,000 เยน

รวมเป็นเงิน 800,000 เยน

🏢 ที่พัก
ห้องเดี่ยว  47,000 – 58,400 เยนต่อเดือน

ข้อมูลของโรงเรียน
👉 https://jeducation.com/main/shinjuku/

ไลน์คุยกับเจ้าหน้าที่แนะแนว 👉 https://bit.ly/jed-line

 

THE NAGANUMA SCHOOL
เขต Shibuya จังหวัด Tokyo

THE NAGANUMA SCHOOL

  • นักเรียนหลักสูตรเพื่อศึกษาต่อระดับสูง สามารถเข้าศึกษาต่อในสถาบันระดับสูงของญี่ปุ่นได้เป็นจำนวนมาก
  • หลักสูตรภาษาญี่ปุ่นทั่วไป เป็นการปูพื้นฐานทักษะทางภาษาอย่างครบถ้วนพร้อมทั้งเน้นทักษะการสนทนา
  • มีนักเรียนหลากหลายเชื้อชาติมากกว่า 50 ประเทศ มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนและเรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกัน
  • มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอนที่ดีเยี่ยม คณาจารย์ที่พร้อมให้การสนับสนุนนักเรียนอย่างเต็มที่
  • นักเรียนต่อห้องน้อย  ประมาณ 15 คนต่อห้อง ทำให้ฝึกฝนได้เต็มที่
  • ตั้งอยู่ที่ชิบุยะซึ่งมีความสะดวกสบาย ทันสมัย เป็นศูนย์กลางแฟชั่นและวัฒนธรรมสมัยใหม่ของโตเกียว

💴 ค่าเล่าเรียน (ต่อปี)

หลักสูตรเพื่อศึกษาต่อ

  • ค่าสมัคร 30,000 เยน  ชำระเมื่อสมัครเรียน
  • ค่าแรกเข้า  50,000 เยน  ชำระครั้งแรกครั้งเดียว
  • ค่าอื่นๆ 20,000 เยน
  • ค่าเล่าเรียน 807,800 เยน  ( แบ่งชำระครั้งละ 6 เดือน )

รวมเป็นเงิน  907,800 เยน

🏢 ที่พัก
ห้องคู่  42,000 – 44,000 เยนต่อเดือน (ต่อคน) 

*คิดเป็นเงินไทยคร่าวๆ ด้วยการหาร 3 

ข้อมูลของโรงเรียน
👉 https://jeducation.com/main/naganuma/
ไลน์คุยกับเจ้าหน้าที่แนะแนว 👉 http://bit.ly/jed-line

 

TOKYO GALAXY JAPANESE LANGUAGE SCHOOL
เขต Chuo จังหวัด Tokyo

tokyo galaxy

TOKYO GALAXY JAPANESE LANGUAGE SCHOOL

  • ด้วยประสบการณ์อันยาวนาน จึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับนักเรียนที่ไม่ได้ใช้อักษรจีน
  • นักเรียนในระดับชั้นต้น ใช้หนังสือเรียนที่โรงเรียนจัดทำขึ้นเอง โดยพัฒนาให้เหมาะสมกับความสนใจของนักเรียน
  • มีที่ปรึกษาคอยให้คำปรึกษาในการเลือกวิชาเลือก การศึกษาต่อระดับสูง ไปจนถึงการใช้ชีวิต
  • มีคลาสเรียนพิเศษสำหรับนักเรียนที่จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชื่อดัง ช่วยแนะแนว ตั้งแต่การเข้าสอบไปจนถึงการจดโน้ตในวิชาบรรยาย อีกทั้งยังมีวิชาภาษาอังกฤษ, วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์เพื่อการสอบ EJU อีกด้วย
  • มีชั้นเรียนเสริมเพื่อพัฒนาระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น วิชาเน้นการสนทนา, หลักสูตรเร่งรัด เป็นต้น
  • หลักสูตรเพื่อศึกษาต่อมหาวิทยาลัย (เข้าเรียนเดือนเมษายน และตุลาคม) ที่ได้รับการอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการนั้น นักเรียนสามารถเรียนวิชาอื่นๆนอกเหนือจากการเรียนภาษาญี่ปุ่นได้ตั้งแต่เริ่มหลักสูตร

💴 ค่าเล่าเรียน (ต่อปี) 

หลักสูตรเพื่อศึกษาต่อ 

  • ค่าสมัคร 20,000 เยน  ชำระเมื่อสมัครเรียน
  • ค่าแรกเข้า 58,000 เยน  ชำระครั้งแรกครั้งเดียว
  • ค่าเล่าเรียน 680,000  เยนต่อ 1 ปี  ( แบ่งชำระครั้งละ 6 เดือน )
    รวมเป็นเงิน  758,000  เยนต่อ 1 ปี

🏢 ที่พัก
ห้องเดี่ยว 195,000-222,000 ต่อ 3 เดือน
ห้องคู่ 141,000 ต่อ 3 เดือน ( ต่อคน )

*คิดเป็นเงินไทยคร่าวๆ ด้วยการหาร 3 

ข้อมูลของโรงเรียน
👉 https://jeducation.com/main/tokyogalaxy/

ไลน์คุยกับเจ้าหน้าที่แนะแนว 👉 https://bit.ly/jed-line

 

ขั้นตอนการสมัครเรียน
👉 https://jeducation.com/main/process_longterm/

อยาก เรียนต่อญี่ปุ่น ป.ตรี แต่เรียนจบม.ปลาย มาไม่ครบ 12 ปี

สำหรับน้องๆ ร.ร.อินเตอร์ ที่จะจบการศึกษาพื้นฐาน 10 หรือ 11 ปี  จะถือว่าเรียนไม่ครบ 12 ปีตามระบบการศึกษาพื้นฐานของญี่ปุ่นนั้น

จะต้องเข้าเรียนใน ร.ร.สอนภาษาที่ญี่ปุ่นซึ่งมี หลักสูตรเตรียมเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย (準備教育課程 : Junbi Kyoiku Katei)   ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะ  ซึ่งร.ร.ทั้ง 6 แห่งที่แนะนำไปนี้   มีหลักสูตรนี้ให้เข้าเรียนค่ะ

เมื่อเรียนจบหลักสูตรแล้ว ก็ถือว่ามีคุณสมบัติเทียบเท่ากับผู้ที่จบ 12 ปี  สามารถนำเอกสารการจบการศึกษา ไปใช้เป็นหลักฐานการจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน  เพื่อยื่นสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือ วิทยาลัยวิชาชีพของประเทศญี่ปุ่นได้ค่ะ

หากอ่านข้อมูลแล้ว ยังตัดสินใจไม่ได้  ยังไม่แน่ใจว่าควรจะเลือกโรงเรียนไหนดี  มาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่แนะแนว #ทีมเจ๊เอ๊ด ได้เลยค่ะ

เจ้าหน้าที่แนะแนว #ทีมเจ๊เอ๊ด  พร้อมให้คำแนะนำไม่เพียงแค่เรื่อง การเลือกโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น และการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นเท่านั้น  แต่จะช่วยน้องๆ และผู้ปกครอง  วางแผน  ระยะเวลาในการเรียนภาษาญี่ปุ่น  และการเตรียมตัวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ตรงตามเป้าหมายค่ะ

สอบถาม ทีมเจ๊เอ๊ด คลิก https://bit.ly/jed-line

 


 

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

เป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของสถาบันโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง  ไม่คิดค่าดำเนินการใดๆ

รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)

ติดต่อสอบถาม-ปรึกษาเรื่องเรียนต่อญี่ปุ่น
โทร. 02-267-7726
email : ask@jeducation.com

ขอข้อมูลเพิ่มเติม คุยกับเจ้าหน้าที่ คลิกเลย  >> https://bit.ly/jed-line

เรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่น ดีไหม  เรื่องที่ผู้ปกครองควรรู้และเข้าใจ

เรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่น ดีไหม

ญี่ปุ่นติดอันดับที่ 2 ของการจัดอันดับ  20 ประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก  (The World Top 20 Education Poll) และติดอันดับที่ 4 ของการจัดอันดับ 20 ประเทศที่จัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้ดีที่สุดในโลก โดย Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD)

อ่านแบบนี้แล้ว   อาจจะมีผู้ปกครองหลายท่านรู้สึกว่าอยากจะส่งลูกส่งหลานไป เรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่น บ้าง   ซึ่งจะว่าไปคุณพ่อคุณแม่ยุคปัจจุบัน ส่งลูกไปเรียนต่อญี่ปุ่นตั้งแต่ระดับมัธยมปลายมีมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนค่ะ

ชุดนักเรียน ญี่ปุ่น

ส่งลูก ไป เรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่น ดีไหม ?

การไปเรียนต่อในระดับม.ปลายที่ญี่ปุ่นของเด็กไทย  จะแตกต่างจากการไปเรียนต่อประเทศอื่นตรงที่  ส่วนใหญ่ “คุณลูก” จะเป็นฝ่ายขอไปเรียนเอง  เพราะชอบญี่ปุ่น  มีความหลงใหลอะไรสักอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น ทำให้อยากไปเรียนไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น

ส่วนด้านที่ผู้ปกครองเป็นฝ่ายที่อยากส่งให้ลูกไปเรียนที่ญี่ปุ่นนั้น ก็มีบ้าง  แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำงาน อาจจะเป็นธุรกิจของครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น หรือคุณพ่อคุณแม่ทำงานเกี่ยวกับญี่ปุ่น  เห็นความสำคัญของการได้ทักษะภาษาญี่ปุ่น และอยากให้ลูกไปอบรมบ่มนิสัยที่มีระเบียบวินัยแบบญี่ปุ่น

ชุดนักเรียน ม.ปลาย เรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่น

ทำความเข้าใจ ระบบการ เรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่น

ก่อนที่จะคิดไป เรียนต่อม.ปลายที่ญี่ปุ่น  หรือคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังคิดจะส่งลูกไปเรียนต่อม.ปลายที่ญี่ปุ่น  อยากให้ทำความเข้าใจกับการไปเรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่นกันสักนิดค่ะ

โดยทั่วไปแล้ว โรงเรียนมัธยมปลายที่ญี่ปุ่น  ไม่ได้เปิดกว้างให้เด็กต่างชาติสมัครเข้าไปเรียนแล้วพักกับครอบครัวโฮสต์แฟมิลี่ แบบแบบอังกฤษ  นิวซีแลนด์  ออสเตรเลีย ฯลฯ ค่ะ   เด็กต่างชาติที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายของญี่ปุ่น  ไม่ว่าจะโรงเรียนเอกชนหรือรัฐบาล   โดยพื้นฐานเลยคือจะต้องมีพ่อหรือแม่เป็นคนญี่ปุ่น  หรือทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นเท่านั้น   ( ไม่นับกรณีที่ไปโครงการแลกเปลี่ยนสั้นๆ อย่างเช่น AFS )

โรงเรียนมัธยมปลายของเอกชนที่รับเด็กต่างชาติเข้าเรียน  โดยที่ผู้ปกครองไม่ใช่คนญี่ปุ่น หรือไม่ได้ทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่น ก็มีบ้างแต่น้อยมาก  แต่กรณีแบบนี้ ส่วนใหญ่ผู้ปกครองจะต้องไปติดต่อกับทางโรงเรียนเองโดยตรง   ทั้งยังต้องมีญาติที่สามารถดูแลนักเรียนในระหว่างที่เรียนที่ญี่ปุ่นได้   อีกทั้งปัญหาเรื่องภาษาญี่ปุ่น  ถ้านักเรียนไม่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นมาก่อนหรือมีเพียงเล็กน้อย  การจะไปนั่งเรียนกับเด็กญี่ปุ่นตามปรกติเป็นเรื่องที่ยากมาก

เรียน ม.ปลาย ที่ญี่ปุ่น

ดังนั้น  เด็กต่างชาติที่อยากไปเรียนต่อมัธยมปลายที่ญี่ปุ่น    ส่วนใหญ่จึงต้องไปเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีการเปิดรับเด็กต่างชาติเข้าเรียนได้อย่างจริงจัง   มีหลักสูตรการสอนภาษาญี่ปุ่นเพื่อเตรียมความพร้อมทางด้านภาษา   ก่อนที่จะได้เข้าเรียนวิชาตามปรกติกับเด็กญี่ปุ่นจริงๆ   ซึ่งโดยมากจะเป็นโรงเรียนประจำ  คือต้องใช้ชีวิตนักเรียนประจำอยู่ที่โรงเรียน  ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ ถ้าไม่ได้รับอนุญาตหรือโรงเรียนพาออกไป

ชีวิตนักเรียน มัธยมปลาย ญี่ปุ่น


ชีวิตในโรงเรียนมัธยมปลายของญี่ปุ่น แบบโรงเรียนประจำเป็นยังไง?

1. เช้าจรดค่ำ ทำตามตาราง

เนื่องจากเป็นโรงเรียนประจำ  วันจันทร์-เสาร์ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำจะมีตารางเวลาที่กำหนดแน่นอนว่าต้องตื่นกี่โมง  ตื่นมาปั๊บ ต้องทำอะไร  มีเวลาให้อาบน้ำแต่งตัวกี่นาที   ต้องไปถึงตึกเรียนภายในกี่โมง   ทำการบ้านกี่โมง   ปิดไฟนอนกี่โมง ฯลฯ
ยกตัวอย่างเช่น

6:45   ตื่นนอน เช็คชื่อ เก็บเตียง ล้างหน้า
7:00   ออกลังกายตอนเช้า
7:10   รับประทานอาหารเช้า  แต่งตัว
8:15   ออกจากหอ ไปโรงเรียน
……..
15:00 เลิกเรียน ทำกิจกรรมชมรม
……..
17:00  ทานข้าวเย็น, อาบน้ำ
19:00  เช็คชื่อ, เก็บกวาดห้อง และทำความสะอาดหอ
19:25  นั่งสมาธิ
20:00  ทำการบ้าน
22:00  พักผ่อนตามอัธยาศัย
22:30  เช็คชื่อครั้งสุดท้าย  เข้านอน

เป็นต้น

อาหารกลางวัน เรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่น  เรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่น เตรียมอาหาร

2. ฝึกวินัยเคร่งครัด

หลายคนอาจจะเคยรู้สึกว่าโรงเรียนไทยมีกฎระเบียบมากมาย   แต่ลองไปเจอระเบียบวินัยของโรงเรียนประจำของญี่ปุ่นดูสักทีค่ะ  จะพบว่ามันช่าง “เยอะ”

ญี่ปุ่นฝึกคนให้มีวินัยที่เคร่งครัดตั้งแต่เด็กๆ   เพราะสิ่งสำคัญที่คนญี่ปุ่นคำนึงถึงมากที่สุดคือ  การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น  การที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนหรือเป็นภาระให้ผู้อื่น   เด็กญี่ปุ่นถูกอบรมกันมาให้มีความเข้าใจ  เชื่อฟังและปฏิบัติตาม  ไม่ใช่เพื่อตัวเองแต่เพื่อส่วนรวม   เวลามีการประกาศขอความร่วมมือให้ทำอะไร  คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงปฏิบัติตามแบบอัตโนมัติ  ( พวกที่ชอบแหกกฎก็มีค่ะ แต่เป็นส่วนน้อย )

ญี่ปุ่นไม่ได้เน้นให้ทุกคนเป็นผู้นำ  เพราะภาวะผู้นำไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้กับคนทุกคน  แต่จะเน้นให้ทุกคนสามารถเป็นผู้ตามที่ดีได้   เพราะการจะเป็นผู้นำที่ดี จะต้องรู้จักการเป็นผู้ตามที่ดีด้วยเช่นกัน

ดังนั้น  คุณพ่อคุณแม่ที่คิดจะส่งลูกไปเรียนที่ญี่ปุ่น  ก็ต้องดูนิสัยของคุณลูกด้วยว่าจะเหมาะไหม  สามารถอดทนต่อการฝึกวินัย  การตรงต่อเวลา  การรับผิดชอบต่อหน้าที่ได้หรือไม่

เรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่น เข้าแถว

3. รุ่นพี่ที่เคารพ

ต้องบอกว่าระบบเซมไป-โคไฮ  หรือรุ่นพี่รุ่นน้องในระดับมัธยมนั้นแรงมาก   ในห้องเรียนจะเรียนกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน   แต่การอยู่ในหอพัก  และทำกิจกรรมชมรม  จะต้องใช้ชีวิตร่วมกันทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง 3 ปี  (มัธยมปลายปีที่ 1 – ปีที่ 3)

เมื่อเข้าไปใหม่ๆ เป็นนักเรียนปี 1  จะถือว่าเป็นรุ่นน้องที่สุด  ไม่ได้แปลว่าจะได้รับความเอ็นดูมากที่สุดนะคะ  รุ่นน้องสุดคือรุ่นที่จะต้องทำทุกอย่างเพื่อรุ่นพี่   ชั้นปี 2  จะต้องเป็นคนอบรมสั่งสอนน้องปี 1  ให้รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง  ส่วนรุ่นพี่ชั้นปี 3 ถือว่าเป็นรุ่นเก๋าสุด  จะเป็นผู้ชี้เป็นชี้ตาย  ถ้ารุ่นน้องทำอะไรผิดกฎหรือทำอะไรผิดพลาด

ยกตัวอย่างเรื่องกฎเบสิคที่รุ่นน้องต้องทำ

  • เจอรุ่นพี่ปั๊บต้องทักทายภายใน 2 วินาที พูดสวัสดีเสียงดังฟังชัด  ไม่ว่ารุ่นพี่จะได้ยินหรือจะตอบกลับหรือไม่
  • ต้องใช้ 敬語 ( けいご : keigo ) ภาษาสุภาพกับรุ่นพี่เท่านั้น ( นักเรียนต่างชาติเมื่อไปถึงร.ร.ใหม่ ๆ  ภาษาญี่ปุ่นยังไม่คล่อง แต่ต้องนั่งท่องภาษาสุภาพสำหรับใช้กับรุ่นพี่กันตั้งแต่ยังไม่เปิดเทอม ถ้าใครเคยเรียนภาษาญี่ปุ่น คงจะทราบว่าการใช้ 敬語 สำหรับคนเพิ่งเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นจะยากขนาดไหน )
  • ตอนทานข้าว รุ่นน้องปี 1 ต้องไปยกกาน้ำมาและเสิร์ฟน้ำให้รุ่นพี่
  • กิจกรรมชมรม รุ่นน้องปี 1 ต้องเป็นพวกใช้แรงงาน เตรียมการทุกอย่างไว้ให้พร้อมก่อนรุ่นพี่จะมาถึง  ฯลฯ

โรงอาหาร มัธยมปลาย ญี่ปุ่น

ยังมีอีกมากมายค่ะ  ที่นักเรียนต่างชาติไม่เคยเจอระบบรุ่นพี่แบบนี้มาก่อน  ต้องเรียนรู้และปฏิบัติตาม  น้องๆ นักเรียนไทยหลายคน   ตอนอยู่ชั้นปี1 ก็จะบ่นกันค่ะ  พอได้ไปเป็นรุ่นพี่ปี 2 ปี 3 บ้างก็เลิกบ่น แล้วมาคอยสอนและปลอบใจรุ่นน้องที่มาใหม่ให้อดทนกันไป เพราะตัวเองก็ผ่านจุดนั้นมาแล้ว

สำหรับประเด็นนี้  นักเรียนบางคนที่ทนไม่ได้หรือรับระบบนี้ไม่ได้  แม้จะบอกผู้ปกครองให้ช่วยเหลือ  ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ค่ะ  ถ้ารับไม่ได้ก็ต้องลาออกไปเท่านั้น   เพราะมันเป็นระบบที่ไม่ใช่แค่ในโรงเรียน   แม้จะเข้าสู่มหาวิทยาลัย ไปจนถึงการทำงานที่ญี่ปุ่น  ก็จะต้องเจอระบบรุ่นพี่รุ่นน้องเช่นกัน

4. ขัดห้องน้ำ ถูห้องส้วมคือหน้าที่ ไม่มีภารโรง

ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ต้องย้ำกับนักเรียนและผู้ปกครองตั้งแต่แรกเลยค่ะ   เพราะแรกๆ ผู้ปกครองมักจะคิดว่า ดี เป็นการฝึกลูก   แต่พอไปจริงๆ  นักเรียนบางคนรับไม่ได้  เพราะตั้งแต่เกิดมา  อย่าว่าแต่ล้างห้องน้ำเลย  จานยังไม่เคยล้าง  ไม้กวาดยังไม่เคยแตะ   แล้วหน้าที่อันต่ำต้อยที่สุด คือการขัดส้วมนั้น  จะเป็นหน้าที่ของน้องปี 1 ที่เพิ่งโบยบินมาจากเมืองไทย…. ช็อคค่ะ   ไลน์ฟ้องคุณแม่กันเป็นแถวว่าโดนขัดส้วม  แต่…ทำอะไรไม่ได้ค่ะนอกจากต้องก้มหน้าก้มตาขัดไป  จนกว่าจะได้เลื่อนขั้นเป็นรุ่นพี่นะคะ

ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนหรือหอพัก  นักเรียนทุกคนจะต้องช่วยกันทำความสะอาดค่ะ   รวมไปถึงคุณครูก็ทำความสะอาดห้องพักครูเองด้วย  โดยจะมีการแบ่งหน้าที่ไปว่าวันไหนใครรับผิดชอบส่วนไหน    มีเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนที่ดูแลส่วนรวมภายนอกอาคาร หรือส่วนที่ไม่ปลอดภัยค่ะ  แต่พื้นที่ในอาคารเรียนและหอพักโดยรวม นักเรียนจะต้องช่วยกันทำความสะอาด

ชีวิต นักเรียน เรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่น  ประสบการณ์ เรียนม.ปลาย ญี่ปุ่น

5. ชมรมไม่ใช่แค่สันทนาการ แต่คืองานที่รับผิดชอบ

โรงเรียนมัธยมของไทยเรา  อาจจะไม่ได้เน้นเรื่องการทำกิจกรรมชมรมมากนัก  แต่ที่ญี่ปุ่น ชมรมหรือ เป็นอีกด้านของชีวิตนักเรียนที่ต้องทุ่มเท นอกเหนือไปจากการเรียนตามหลักสูตร

ชมรมหรือบุคัสซึ 部活 ในโรงเรียนมัธยมปลายของญี่ปุ่นก็มีให้เลือกทำมากมาย   ชมรมกีฬา เช่น ฟุตบอล เบสบอล บาสเกตบอล เคนโด้ ซูโม่ กรีฑา ฯลฯ   ชมรมดนตรี เช่น ประสานเสียง  วงดนตรีสากล  กลองญี่ปุ่น  ชมรมทางศิลปวัฒนธรรม  การแสดง  ชมรมวิทยาศาสตร์ ฯลฯ

ชมรมไทโกะ เรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่น

ชมรม มัธยม ญี่ปุ่น

ชมรมซูโม่ ร.ร.มัธยม ญี่ปุ่น

ส่วนใหญ่เด็กญี่ปุ่นจะเลือกเข้าชมรมที่ตัวเองชอบหรือมีความสนใจ  และไม่ค่อยเปลี่ยนชมรมกัน  ชมรมประเภทดนตรี  กีฬาจะฝึกซ้อมกันเอาเป็นเอาตาย  เป้าหมายเพื่อการแข่งขันระดับเขต  ระดับจังหวัด  ยันระดับประเทศ   มีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในการทำงานของชมรมอย่างจริงจัง  เพราะการทำกิจกรรมชมรมเป็นเสมือนการฝึกฝนที่จะใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น

เมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัย  ก็ยังคงมีระบบการทำกิจกรรมชมรมนี้อยู่   ไปจนถึงตอนสมัครงาน  จะมีคำถามสัมภาษณ์งานยอดฮิต คือ สมัยเรียนทำกิจกรรมอะไรบ้าง  หรือให้ยกตัวอย่างสิ่งที่เคยทุ่มเทหรือพยายามทำอย่างเต็มที่ในสมัยที่เป็นนักเรียนหรือนักศึกษา

การทำกิจกรรมชมรมจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การเรียน

เรียนต่อญี่ปุ่น ม.ปลาย

5 ข้อนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่อยากให้ผู้ปกครองทราบ  และถ้าตัดสินใจว่าจะส่งให้ลูกไปเรียนในระดับมัธยมปลายที่ญี่ปุ่นจริงๆ  ควรเตรียมใจที่จะรับฟังการโอดครวญจากลูก  และพร้อมที่จะคอยให้กำลังใจ  บอกให้ลูกพยายามและมีความอดทน   หากเคยชินแล้ว  นักเรียนส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ค่ะ

นักเรียนไทยที่เรียนจบมัธยมปลาย  สอบเข้ามหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น  เรียนจบปริญญาตรีแล้วหางานทำในญี่ปุ่น   หรือกลับมาทำงานในเมืองไทยได้เงินเดือนแซงหน้ารุ่นพี่ปริญญาโท  มีมาหลายรุ่น  มากมายหลายคนค่ะ

แต่ในขณะเดียวกัน  ก็มีนักเรียนส่วนน้อยบางคนที่ไม่สามารถอดทนอยู่ได้  แล้วผู้ปกครองยินยอมให้ลาออกกลับมากลางครันก็มีบ้างเหมือนกัน    การจะตัดสินใจไปเรียนต่อมัธยมปลายที่ญี่ปุ่น จึงเป็นเรื่องที่ทั้งนักเรียนและผู้ปกครองควรจะทำความเข้าใจและมีความพร้อมทางจิตใจทั้งสองฝ่ายค่ะ

 

ประสบการณ์ของรุ่นพี่ กับการเรียน มัธยมปลายที่ญี่ปุ่น

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

เป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของสถาบันโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง  ไม่คิดค่าดำเนินการใดๆ

รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)

ติดต่อสอบถาม-ปรึกษาเรื่องเรียนต่อญี่ปุ่น
โทร. 02-267-7726
email : ask@jeducation.com

ขอข้อมูลเพิ่มเติม คุยกับเจ้าหน้าที่ คลิกเลย  >> https://bit.ly/jed-line

เรียนต่อม.ปลายญี่ปุ่น

เรียนต่อม.ปลายญี่ปุ่น

ตอนที่แล้ว ได้เล่าถึงระเบียบวินัยของการเรียนระดับมัธยมปลาย  ในโรงเรียนประจำของญี่ปุ่นกันไปแล้ว   คราวนี้ ใครที่คิดว่าตัวเองมีใจที่แกร่งพอ   สามารถปรับตัวกับชีวิตนักเรียนม.ปลาย ที่ไม่ได้คิกขุอาโนเนะอย่างในการ์ตูนได้ตลอดรอดฝั่ง    ไปดูกันต่อว่าการ เรียนต่อม.ปลายญี่ปุ่น เป็นยังไงกันค่ะ   ( เป็นข้อมูลจากร.ร.ที่เจ๊เอ๊ดทำงานด้วยเท่านั้นนะคะ  ร.ร.มัธยมปลายอื่นๆ อาจจะมีความแตกต่างกันไป )

highschool

ถ้าคิดจะ เรียนต่อม.ปลาย ขอให้มีเป้าหมายที่ “การเข้ามหาวิทยาลัยญี่ปุ่น”

การไปเรียนต่อม.ปลาย ไม่ใช่แค่เรียนเพื่อได้วุฒิมัธยมศึกษาตอนปลายของญี่ปุ่น  หรือเรียนเพื่อที่จะได้มีโอกาสใส่ชุดนักเรียนญี่ปุ่น  ได้ใช้ชีวิตในโรงเรียนมัธยมญี่ปุ่นแค่นั้น  แล้วกลับมาเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่ไทย

แต่การเรียนมัธยมปลายเป็นเส้นทางหนึ่งที่จะมุ่งสู่การเรียนต่อในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น  ที่ไม่ทำให้เสียเวลาหรือเรียนช้ากว่าเพื่อนร่วมรุ่น  เรียนจบ มหาวิทยาลัย 4 ปี ใช้เวลาเท่ากันกับเพื่อนๆ ที่เรียนม.ปลายและมหาวิทยาลัยที่เมืองไทย

เนื่องจากถ้ารอให้จบม.6 ที่ไทยก่อน  แล้วค่อยไปเข้ามหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น  ส่วนใหญ่แล้ว  ภาษาญี่ปุ่นยังแข็งแรงไม่พอ จึงต้องเผื่อเวลาในการไปเรียนภาษาในโรงเรียนสอนภาษาก่อนอย่างน้อย 1 ปีครึ่ง – 2 ปี

highschool2006

ไป เรียนต่อม.ปลายญี่ปุ่น เค้าเรียนอะไรกันนะ?

การเข้าเรียนตั้งแต่ระดับม.ปลาย ประมาณครึ่งปีหรือหนึ่งปีแรก นักเรียนต่างชาติจะต้องเรียนภาษาญี่ปุ่นแบบเนื้อ ๆ เน้นๆ เป็นหลักค่ะ   จะได้เรียนร่วมกับเด็กญี่ปุ่นในบางวิชาที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะภาษาญี่ปุ่นมากนัก  เช่น พลศึกษา  ภาษาอังกฤษ  ดนตรี  คอมพิวเตอร์ เป็นต้น  พอมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นมากพอแล้ว จึงจะได้เข้าไปนั่งเรียนในวิชาอื่นๆ ตามหลักสูตรปรกติกับเด็กนักเรียนญี่ปุ่น

จากการเรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างจริงจัง ประกอบกับการอยู่หอพักร่วมกับเด็กญี่ปุ่น  สภาพแวดล้อมที่ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นตลอดเวลา  ทำให้มีนักเรียนไทยจำนวนไม่น้อยที่สามารถสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นผ่านระดับ N2 ได้ ภายในเวลา 1 ปี หรืออย่างช้าไม่เกิน 1 ปีครึ่ง

เรียนภาษาญี่ปุ่น ร.ร. มัธยมปลาย

โรงเรียนมัธยมปลาย OISCA

เรียนจบแล้ว จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยญี่ปุ่นยังไง?

เมื่อเรียนจบหลักสูตรม.ปลาย  จะได้ประกาศนียบัตรจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของญี่ปุ่น  หลายคนอาจจะกังวลว่า  แล้วจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยญี่ปุ่นแข่งกับเด็กญี่ปุ่นไหม

มหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นมีมากกว่า 700 แห่งทั่วประเทศ   ระเบียบการรับสมัครจะแตกต่างกันไป  ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัยว่ามีระบบการรับนักเรียนต่างชาติอย่างไร   มีทั้งแบบที่ใช้การสอบของศูนย์การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เรียกกันย่อๆว่า senta shaken (センター試験 )  เป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเด็กมัธยมญี่ปุ่น  ซึ่งแน่นอนว่ามหาวิทยาลัยรัฐบาลชื่อดังๆ  ย่อมมีการแข่งขันสูง

เรียนต่อญี่ปุ่น ม.ปลาย

แต่มหาวิทยาลัยหลายแห่งในปัจจุบันมีระบบการสอบตรง   มีโควต้าสำหรับนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะ   บางแห่งมีระบบซุยเซน ( 推薦 ) หรือ recommendation คือการที่ทางโรงเรียนเขียนจดหมายแนะนำว่าเป็นนักเรียนที่เรียนดีเพื่อนำไปยื่นให้กับมหาวิทยาลัยคู่สัญญา  ถ้าได้รับการแนะนำในลักษณะนี้ จะได้รับยกเว้นการสอบข้อเขียน  เพียงสอบสัมภาษณ์ให้ผ่านก็เข้าเรียนได้

สอบเข้า มหาวิทยาลัยญี่ปุ่น

หอพักนักเรียน เรียนต่อม.ปลายญี่ปุ่น

จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไหนได้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของนักเรียนแต่ละคน  แต่โรงเรียนมัธยมปลายของญี่ปุ่น ก็จะมีคุณครูแนะแนวเหมือนบ้านเราค่ะ

โดยเฉพาะโรงเรียนมัธยมปลายที่รับนักเรียนต่างชาติเข้าเรียน  จะมีความเข้าใจเป็นอย่างดีค่ะ  ว่านักเรียนต่างชาติจะไปสอบแข่งขันโดยตรง ( คล้ายระบบ Entrance ที่เมืองไทย ) กับเด็กญี่ปุ่นก็จะเสียเปรียบ   ครูแนะแนวจะคอยให้คำปรึกษาแนะนำนักเรียนว่าอยากจะเรียนทางด้านไหน  ควรจะเลือกสาขาอะไร พร้อมกับดูผลการเรียนประกอบว่าควรจะเลือกมหาวิทยาลัยระดับไหน   ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการสมัครสอบ  การเตรียมตัวสอบสัมภาษณ์   ไปจนถึงการแนะนำเกี่ยวกับการเดินทางข้ามจังหวัดไปสอบที่จังหวัดอื่น จะไปยังไง  พักที่ไหน

 

ค่าใช้จ่ายในการ เรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่น ประมาณเท่าไหร่?

ค่าใช้จ่ายในการเรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่น  โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณปีละ 5 แสนกว่าบาท  ( 1.5 ล้านเยนต่อปี ) ซึ่งจะรวมทุกอย่างเบ็ดเสร็จ  ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน  หนังสือเรียน  ที่พัก  อาหารครบทุกมื้อ  กิจกรรม ชุดนักเรียน  ฯลฯ   เงินที่ใช้ส่วนตัวจะใช้ไปกับการซื้อขนม  หรือข้าวของส่วนตัวเช่น สบู่ แชมพู โลชั่น  เท่านั้นเอง

เรียกได้ว่าค่าเทอมที่ร.ร.นานาชาติในไทยบางแห่ง ยังแพงกว่าเรียนมัธยมที่ญี่ปุ่นเสียอีกค่ะ   แต่ทั้งนี้  ก็ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยต่ออีก 4 ปีด้วย

 

เรียนต่อม.ปลายญี่ปุ่น ในห้องเรียน

โรงเรียนมัธยมปลาย ในประเทศญี่ปุ่น

มีโรงเรียนม.ปลาย ญี่ปุ่น ที่เปิดหลักสูตรอินเตอร์ไหม  

โรงเรียนมัธยมที่เปิดหลักสูตรนานาชาติในญี่ปุ่นมีหลายแห่งค่ะ  เป็นโรงเรียนสำหรับเด็กญี่ปุ่น  คล้ายกับบ้านเราที่บางครอบครัวอยากจะให้ลูกเรียนในโรงเรียนอินเตอร์  และมีเด็กต่างชาติที่พ่อแม่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในญี่ปุ่น  เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนมาจากอเมริกา อังกฤษ หรือแคนาดา ฯลฯ  เหมือนร.ร.อินเตอร์ในไทย  แต่ที่เปิดรับนักเรียนต่างชาติจากต่างประเทศเข้าไปเรียน มีไม่มากนัก

ร.ร.มัธยมปลาย หลักสูตรอินเตอร์ที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยในปัจจุบัน มี 1 แห่งคือ Columbia International School  ที่จ.ไซตะมะ

เรียนต่อม.ปลายญี่ปุ่น หลักสูตรอินเตอร์

อยากจะไป เรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่น ทำอย่างไร

การไปเรียนต่อระดับมัธยมปลายในโรงเรียนประจำที่ญี่ปุ่นนั้น   ขั้นตอนการจะสมัครเรียนไม่ได้ยากมากมายค่ะ  จะมีการสอบข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์  โดยที่จะสัมภาษณ์ทั้งนักเรียนและผู้ปกครองเพื่อดูเป้าหมายและความตั้งใจในการไปเรียน  รวมถึงดูผลการเรียนในระดับมัธยมต้น  ถ้าสอบผ่านทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์ก็สามารถไปเรียนได้

แต่การจะเรียนได้อย่างประสบความสำเร็จ  สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ตามที่หวัง  ต้องผ่านการเรียนที่หนักและการใช้ชีวิตในโรงเรียนที่เข้มงวดอย่างมาก

เรียนต่อญี่ปุ่น มัธยมปลาย

เรียนต่อม.ปลายญี่ปุ่น ที่ meitoku

การไปเรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่น  ไม่ได้คิกขุอย่างที่คิด  แต่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแน่นอนค่ะ  ทุกวันนี้เวลาเจ๊เอ๊ดได้พบปะนักเรียนที่ไปเรียนตั้งแต่ม.ปลาย จนจบมหาวิทยาลัย กลับมาทำงานอยู่ในไทยทุกวันนี้   รู้สึกทึ่งกับความเปลี่ยนไปของนักเรียนหลายคนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเด็กไทยรุ่นเดียวกัน   ส่วนทักษะภาษาญี่ปุ่นนั้นไม่ต้องพูดถึงค่ะ  ถ้าหันหลังอาจจะฟังไม่ออกกันเลยทีเดียวค่ะ ว่าคนที่พูดเป็นคนไทยหรือญี่ปุ่น

 

อยากไปลองใช้ชีวิตใน ร.ร. มัธยมปลายที่ญี่ปุ่นก่อน ได้ไหม?

อ่านถึงตรงนี้แล้ว  หากไม่แน่ใจว่าควรจะไป เรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่นดีไหม  สามารถลองไปหาประสบการณ์สั้นๆ ดูก่อนได้นะคะ  เจเอ็ดดูเคชั่นมีโปรแกรม Study Trip  ระยะสั้น 3 สัปดาห์ – 1 เดือน ในช่วงปิดเทอมเดือนเมษายนของทุกปี  เพื่อให้น้องๆ ได้มีโอกาสไปลองเรียนภาษาและใช้ชีวิตแบบนักเรียนม.ปลายที่ญี่ปุ่นกันค่ะ

รีวิวโปรแกรม Study Trip ที่ OISCA High School 

 


แนะนำร.ร.มัธยมปลายญี่ปุ่น

OISCA Senior High School  จ.ชึซึโอกะ
Meitoku Gijuku Senior High School  จ.โคจิ
SENDAI Ikuei Gakuen High School  จ.มิยางิ
Fukui Senior High School จ.ฟุกุอิ
Columbia International School จ. ไซตะมะ  ( หลักสูตรอินเตอร์)

 

ประสบการณ์ของรุ่นพี่ กับการเรียน มัธยมปลายที่ญี่ปุ่น


ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

เป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของสถาบันโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง  ไม่คิดค่าดำเนินการใดๆ

รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)

ติดต่อสอบถาม-ปรึกษาเรื่องเรียนต่อญี่ปุ่น
โทร. 02-267-7726
email : ask@jeducation.com

ขอข้อมูลเพิ่มเติม คุยกับเจ้าหน้าที่ คลิกเลย  >> https://bit.ly/jed-line

เรียนภาษาที่ญี่ปุ่น

5 เหตุผล ที่ใครๆ ก็อยากไป เรียนภาษา ที่ญี่ปุ่น

เจ๊เอ๊ดเห็นหลายคนชอบถามมาว่า ไป เรียนภาษาที่ญี่ปุ่น 1 ปี จะได้อะไรกลับมาบ้าง แตกต่างกับเรียนในไทยยังไง 🤔
เรียนภาษา ที่ญี่ปุ่น 1 ปี

เจ๊เอ๊ดเห็นหลายคนชอบถามมาว่า ไป เรียนภาษาที่ญี่ปุ่น 1 ปี จะได้อะไรกลับมาบ้าง แตกต่างกับเรียนในไทยยังไง 🤔

จริงอยู่ว่าการไปเรียนนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูง และปีนึงก็เป็นเวลาแค่แป๊บเดียวเท่านั้น แต่เจ๊เอ๊ดกลับมองว่า เราสามารถใช้เวลาหนึ่งปี (ที่ดูเหมือนจะสั้น) นั้นในการเก็บเกี่ยวอะไรได้เยอะมากกก ซึ่งสิ่งเหล่านั้นหาไม่ได้จากในบ้านเราแน่ๆ จะพูดไป…มันก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเหมือนกันนะคะ

เชื่อว่า 5 ข้อที่เอามาฝากนี้ น่าจะเป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้ว สำหรับคนที่กำลังตัดสินใจจะไป เรียนภาษาที่ญี่ปุ่น

เรียนภาษาที่ญี่ปุ่น 1 ปี  อัพสกิลภาษาแบบก้าวกระโดด

แทบทุกคนที่เคยไป เรียนภาษาที่ประเทศญี่ปุ่น ส่วนใหญ่มักจะพูดตรงกันว่า ก่อนจะไปญี่ปุ่นสอบวัดระดับภาษาได้คะแนนไม่เยอะเท่าไหร่ แต่พอไปเรียนกลับมาแล้วทำคะแนนกันได้ระดับ N2 ขึ้นไปทั้งนั้น!

สาเหตุก็เพราะว่า เวลาเรา เรียนภาษาญี่ปุ่นในประเทศไทย เราจะได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นแค่ในห้องเรียนเท่านั้น แต่พอก้าวออกจากห้องเรียนปุ๊บ เราก็กลับมาใช้ภาษาไทยเหมือนเดิม ทำให้เราพัฒนาภาษาได้ช้า

ตรงกันข้ามกับตอนไป เรียนภาษาที่ญี่ปุ่น พอเราเอาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีใครพูดกับเราเป็นภาษาไทยเลย สถานการณ์จะบังคับให้เราพูดภาษาญีปุ่นเอง การที่เราได้ฟังและได้พูดบ่อยๆ ก็จะทำให้เราเก่งภาษามากขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเลยละค่ะ

นอกจากนี้ใครที่ไป เรียนภาษาที่ญี่ปุ่น 1 ปี ขึ้นไป แล้วต้องการจะทำงานพิเศษไปด้วย ก็สามารถทำได้ค่ะ  แต่ก็จำเป็นต้องฝึกภาษาให้เก่งไวๆ เพราะงานส่วนใหญ่ต้องใช้การสื่อสารเยอะ ถ้าภาษาเราไม่คล่อง ก็เท่ากับว่าโอกาสในการหางานพิเศษมีน้อยตามไปด้วย

นี่เลยเป็นเหตุผลว่า ทำไมนักเรียนไทยที่ไป เรียนภาษา ที่ญี่ปุ่น ถึงพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นได้ก้าวกระโดดว่าตอนเรียนอยู่ที่ไทยนั่นเองค่ะ

เรียนภาษา ที่ญี่ปุ่น  เบิกทางสู่สาขาวิชาในฝัน

เรียนภาษา ที่ญี่ปุ่น pantip

เชื่อว่าหลายคนคงมีความฝันที่จะเรียนต่อหรือทำงานในสาขาอาชีพที่ตัวเองถนัดหรือชื่นชอบกันอยู่แล้วใช่ไหมล่ะคะ…และเจ๊เอ๊ดก็เชื่อว่า หลายๆ สาขาที่เรากำลังเล็งไว้ ก็มีหลักสูตรให้เรียนในประเทศญี่ปุ่นด้วย au casinos online

นี่เลยเป็นเหตุผลที่หลายๆ คนเลือกไปเรียนภาษาที่ประเทศญี่ปุ่นก่อน เพื่ออัพสกิลภาษาของตัวเองให้แข็งแรง จากนั้นก็ใช้ภาษามาเป็นใบเบิกทางในการสอบเข้าเรียนต่อในสาขาวิชาในฝัน บางคนอาจเลือกเรียนต่อในวิทยาลัยอาชีวศึกษา หลักสูตรวิชาชีพเฉพาะทาง ที่เปิดสอนกันแบบเจาะลึกเพื่อปั้นนักเรียนให้เป็นมืออาชีพในด้านนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นมังงะ เกม เบเกอรี่ อาหาร หรือแฟชั่น ส่วนบางคนอาจเล็งไว้ว่า อยากจะสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นระดับปริญญาตรี โท และเอก

เจ๊เอ๊ดบอกได้ตรงนี้เลยค่ะว่า ยิ่งทักษะภาษาเราแน่นมากแค่ไหน ตัวเลือกในการเรียนต่อของเรายิ่งมีมากขึ้นเท่านั้นค่ะ

 

เรียนภาษาที่ญี่ปุ่น เพิ่มโอกาสในการเจองานที่ใช่ (ในญี่ปุ่น)

เรียนภาษา ที่ญี่ปุ่น ทำงานพิเศษ

ทุกวันนี้ที่ญี่ปุ่นเปิดกว้างมากขึ้น หลายบริษัทอ้าแขนต้อนรับนักเรียนต่างชาติที่เรียนจบจากญี่ปุ่นให้เข้าทำงานในประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่นที่มีสาขาหรือสำนักงานในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่ หลายแห่งยินดีต้อนรับนักเรียนไทยให้เข้าไปทำงานในบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น 2-3 ปี ก่อนจะกลับมาทำงานที่สำนักงานในไทย

ไม่ใช่แค่บริษัทเอกชนเท่านั้นนะคะ ร้านค้าและงานด้านบริการ อย่างโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็เหมือนกันค่ะ สาเหตุที่เขาเปิดรับนักเรียนไทยที่เรียนจบจากญี่ปุ่น ก็เพราะเด็กไทยส่วนใหญ่สามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทย อังกฤษและญี่ปุ่น สามารถต้อนรับลูกค้าได้หลากหลายชาติ (รวมถึงลูกค้าคนไทยด้วยเหมือนกันนะคะ เพราะนักท่องเที่ยวไทยไปญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นทุกปี)

และสิ่งที่สำคัญคือการไปเรียนที่ญี่ปุ่นยังทำให้เราได้คอนเน็คชั่นดีๆ จากรุ่นพี่นักเรียนไทย ที่มักจะหาโอกาสในการทำงานดีๆ มาให้รุ่นน้องอีกด้วย

 

เรียนภาษาที่ญี่ปุ่น อัพเงินเดือนให้พุ่งปรี๊ด

เรียนภาษา ที่ญี่ปุ่น เงินเดือน

คนรุ่นใหม่สมัยนี้ เก่งภาษาไทยและภาษาอังกฤษอย่างเดียวไม่พอต่อการอัพเงินเดือนแล้วค่ะ ยุคนี้ต้องมีภาษาที่ 3 หรือ 4 เพิ่มเติมด้วย!

ในประเทศไทยมีบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งที่กำลังมองหาบุคลากรคนไทยที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นเข้าไปทำงาน ซึ่งแต่ละที่นั้นบอกได้เลยค่ะว่าเงินเดือนไม่ใช่น้อยๆ โดยอาชีพที่ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นพนักงานด้านธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม เจ้าหน้าที่สายการบิน เจ้าหน้าที่วิเทศสัมพันธ์ อาจารย์ เลขานุการ ล่าม ฯลฯ

ถ้าเรามีความรู้ภาษาญี่ปุ่นแน่น แถมยังเข้าใจระเบียบวินัย วัฒนธรรมและวิธีการทำงานแบบคนญี่ปุ่นด้วยแล้ว บอกเลยว่ายิ่งได้เปรียบและเป็นที่ต้องการมากเป็นพิเศษแน่นอนค่ะ

 

เรียนภาษา ที่ญี่ปุ่น เปิดโลกใบใหม่ให้ตัวเอง

เรียนภาษา ที่ญี่ปุ่น 3 เดือน

นอกจากการไปเรียนที่ญี่ปุ่นจะทำให้ภาษาของเราแข็งแรงขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือเรายังได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ชีวิตอีกด้วย

เราจะได้ไปเยือนสถานที่แปลกใหม่ที่อาจค้นไม่พบในหนังสือแนะนำสถานที่ท่องท่องเที่ยว ไปสัมผัสกับเทคโนโลยีล้ำสมัยที่บ้านเรายังไม่มี ไปชื่นชมความคิดสร้างสรรค์ที่เราเองก็ยังคาดไม่ถึง ไปทำความรู้จักศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และน่าค้นหา ฯลฯ ประสบการณ์เหล่านี้ต่อให้ฟังคนพูดต่อๆ กันมาหรืออ่านเจอจากที่ไหนก็ไม่เท่ากับไปสัมผัสด้วยตัวเองอย่างแน่นอนค่ะ

งัดเอาความกล้าออกมา แล้วลองออกไปเผชิญกับโลกที่ไม่คุ้นเคยข้างนอกดูค่ะ เชื่อเถอะว่า เราจะเติบโตและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และสำหรับใครที่ยังจับทิศทางของชีวิตตัวเองไม่ได้ เจ๊เอ๊ดเชื่อว่า ประสบการณ์ที่เราจะไปเจอข้างหน้า อาจช่วยให้เราได้เรียนรู้และกลับมาทำความเข้าใจตัวเองให้ดีขึ้นมากกว่าเดิมก็ได้นะคะ

 

> หลักสูตรภาษาญี่ปุ่นระยะยาว 1-2 ปี ภาคเรียนเมษายน 2020 กำลังเปิดรับสมัคร

>  ทำไมถึงสมัครไปเรียนต่อญี่ปุ่นกับ Jeducation

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

เป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของสถาบันโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง  ไม่คิดค่าดำเนินการใดๆ

รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)

ติดต่อสอบถาม-ปรึกษาเรื่องเรียนต่อญี่ปุ่น
โทร. 02-267-7726
email : ask@jeducation.com

ขอข้อมูลเพิ่มเติม คุยกับเจ้าหน้าที่ คลิกเลย  >> https://bit.ly/jed-line