fbpx

จะไป เรียนภาษาระยะยาวที่ญี่ปุ่น ทำไมถึงต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นก่อน ?

หลายคนได้ยินมาว่า จะไปเรียนภาษาระยะยาวที่ญี่ปุ่น ต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นไปก่อน แต่ก็รู้สึกสงสัยใช่มั้ยคะว่า ก็ตั้งใจจะไปเรียนอยู่นี่ไง ทำไมถึงต้องมีไปก่อนด้วยล่ะ ?

มาค่ะ เดี๋ยวเราจะมาทำความเข้าใจ “เหตุผล” ที่เราจำเป็นต้องเรียนไปก่อน ไปจนถึงเอกสารที่จำเป็นต้องมีเพื่อใช้ยืนยันตอนสมัครเรียน ให้กองตรวจคนเข้าเมืองยอมเชื่อว่า “ฉันเรียนภาษาญี่ปุ่นมาแล้วจริงๆนะ !” กันค่ะ ^^

ในการสมัครไป เรียนภาษาระยะยาวที่ญี่ปุ่น ( 6 เดือน – 2 ปี ) นอกจากการส่งใบสมัครให้โรงเรียนแล้ว ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถบินไปเรียนได้เลยนะคะ แต่เพราะเราจะไปเป็นนักเรียนที่ญี่ปุ่นอย่างถูกกฎหมาย เราจึงต้องทำ วีซ่านักเรียน ( Student visa หรือ 留学 : ryugaku ) กันก่อนค่ะ

การจะขอวีซ่านักเรียนได้ อย่างแรก เราต้องทำเรื่องเพื่อขอเอกสารสำคัญใบหนึ่ง จากกองตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่น ที่เรียกว่า “หนังสือรับรองสถานภาพพำนัก” (Certificate of Eligibility หรือ COE) ให้ได้ก่อน จากนั้นก็ค่อยนำใบ COE ที่ว่านี้ไปขอวีซ่านักเรียนต่ออีกทีค่ะ

COE รับรองสถานภาพการพำนัก

เอาจริงๆ จะให้เจ๊เอ๊ดเปรียบ COE เป็นดั่งใบเบิกทางแรกสู่การเข้าไปเรียนต่อญี่ปุ่นเลยก็ไม่ถือว่าพูดเวอร์ไปค่ะ เพราะถ้าไม่มีใบนี้ ก็ไม่ต้องคิดไปถึงการขอวีซ่านักเรียนเลยล่ะ แต่ทว่าการขอเจ้าใบ COE นี่แหละ ที่หินที่สุดในบรรดาขั้นตอนการสมัครเรียนต่อแล้ว เพราะจำเป็นต้องใช้เอกสารในการขอค่อนข้างเยอะ และหนึ่งในเอกสารเหล่านั้น มันดันมีเอกสารตัวนึงที่ต้องใช้ นั่นก็คือ! เอกสารรับรองความรู้ภาษาญี่ปุ่นของตัวผู้สมัคร เทียบเท่าระดับ JLPT N5 หรือให้ดีเลยก็คือ ผลสอบผ่าน N5 ของผู้สมัครค่ะ

ระดับ N5 นั้น ให้พูดง่ายๆ ก็คือระดับต้น ผู้ที่มีระดับนี้จะสามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นขั้นพื้นฐานได้บ้างแล้ว ซึ่งสาเหตุที่กองตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่นเค้าอยากให้เรามีความรู้ภาษาญี่ปุ่นไปก่อนสักหน่อยในระดับต้นก็มีเหตุผลอยู่นะ นั่นคือเพื่อที่จะมั่นใจว่าเราจะสามารถเอาตัวรอด ใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นได้อย่างปลอดภัย และ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราเป็นผู้มีความตั้งใจไปเรียนจริงๆ ค่ะ

แล้วถ้ายังไม่มี N5 จะทำอย่างไร ?

ในกรณีที่ผู้สมัครเป็นคนที่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นพื้นฐานมาแล้ว โดยเรียนกับสถาบันที่สามารถออก หนังสือรับรองความรู้ภาษาญี่ปุ่น แบบมีรายละเอียดครบถ้วนให้ได้ เราสามารถใช้หนังสือรับรองแทนได้ค่ะ โดยใบนั้นจำเป็นต้องระบุชั่วโมงเรียนมากกว่า 150 ชั่วโมงขึ้นไปเท่านั้น 

แต่ถ้าในกรณีที่เรียนด้วยตัวเองมาตลอดทำให้ไม่มีหนังสือรับรองความรู้ภาษาญี่ปุ่น เราก็ไปสอบเพื่อเอาใบรับรองมายื่นได้เช่นกันค่ะ เจ๊เอ๊ด list การจัดสอบวัดความรู้ภาษาญี่ปุ่น ที่มีเปิดสอบที่ไทย และเป็นผลสอบที่ทางกองตรวจคนเข้าเมืองยอมรับพิจารณาและสามารถใช้ยื่นขอ COE ได้ มาให้ดูกันค่ะ

JLPT : Japanese Language Proficiency Test

  • ความถี่ในการจัดสอบ : 2 ครั้งต่อปี
  • ผลที่สามารถใช้ยื่นได้ : N5 ขึ้นไป
  • อ่านรายละเอียด ที่นี่

J.TEST : การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นเชิงปฏิบัติ

  • ความถี่ในการจัดสอบ : 6 ครั้งต่อปี
  • ผลที่สามารถใช้ยื่นได้ : F ขึ้นไป
  • อ่านรายละเอียดการสมัคร ที่นี่

JPT : Japanese Proficiency Test

  • ความถี่ในการจัดสอบ : 6 ครั้งต่อปี
  • ผลที่สามารถใช้ยื่นได้ : 315 คะแนนขึ้นไป
  • อ่านรายละเอียดการสมัคร ที่นี่

BJT/JLRT

  • ความถี่ในการจัดสอบ : สมัครได้เรื่อยๆ
  • ผลที่สามารถใช้ยื่นได้ : 300 คะแนนขึ้นไป
  • อ่านรายละเอียดการสมัคร ที่นี่

NAT-TEST

  • ความถี่ในการจัดสอบ : 6 ครั้งต่อปี
  • ผลที่สามารถใช้ยื่นได้ : ระดับ 5
  • อ่านรายละเอียดการสมัคร ที่นี่

JLCT : Japanese Language Capability Test

  • ความถี่ในการจัดสอบ : 6 ครั้งต่อปี
  • ผลที่สามารถใช้ยื่นได้ : JCT 5 ขึ้นไป
  • อ่านรายละเอียดการสมัคร ที่นี่
pixta_18962854_XL-(1)
มาถึงกรณีสุดท้าย ถ้ายังไม่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นล่ะ ทำอย่างไร ?


สิ่งที่เราต้องทำก็คือเรียนภาษาญี่ปุ่นก่อนอันดับแรกล่ะนะ ᕙ(`▿´)ᕗ ทีนี้จากไม่มีพื้นฐานเลย เราจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะได้ระดับประมาณ N5 แล้วกว่าจะเรียนได้เท่านั้น จะสมัครเรียนต่อญี่ปุ่นได้เมื่อไหร่กัน มาดูไปพร้อมกันค่ะ

การเรียนภาษาญี่ปุ่นให้ก้าวหน้านั้น เราจะไปได้เร็วหรือช้าหนึ่งในตัวแปรสำคัญก็คือคอร์สเรียนค่ะ ถามว่าคอร์สเรียนมาเกี่ยวอะไรกับระยะเวลา ? เจ๊เอ๊ดจะขอยกตัวอย่างคอร์สเรียนของ Jeducation Center มาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพความเร็วในการเรียนกันค่ะ

เมื่อรู้เวลาแล้ว เราก็วางแผนการเรียนต่อของเราได้แล้วล่ะค่ะ เริ่มดูได้เลยว่าเราจะสมัครไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่น ในเทอมไหน และกำหนดการเปิดรับสมัครของเทอมนั้นคือเมื่อไหร่

เพราะ ณ เวลาสมัคร เราจำเป็นต้องมีผลสอบ หรือ ใบรับรองการเรียนได้ 150 ชั่วโมงให้ได้ก่อน

ปกติแล้วการสมัครเรียนภาษาที่ญี่ปุ่น จะเปิดรับสมัครล่วงหน้ากันก่อนเทอมที่เข้าเรียนประมาณ 5-6 เดือนค่ะ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเตรียมเอกสาร และ พิจารณาเอกสารเพื่ออนุมัติใบ COE กันค่อนข้างนาน

ยกตัวอย่างเช่น.. ถ้าอยากจะไปเรียน เทอมตุลาคม 2022 การเปิดรับสมัครเข้าเรียน และ ส่งเอกสาร จะเริ่มช่วง เดือนเมษายน 2022 หมายความว่า จะต้องมีผลสอบอยู่ในมือ หรือ มีหนังสือรับรองความรู้ภาษาญี่ปุ่น 150 ชั่วโมง ภายในเดือนเมษายน 2022 นั่นเองค่ะ

อ่านมาถึงตรงนี้ ทุกคนน่าจะพอเห็นภาพและวางแผนการเรียนภาษาญี่ปุ่นของตัวเองกันในใจบ้างแล้วเนอะ ทีนี้เจ๊เอ๊ดจะขอยกตัวอย่างเพิ่มขึ้นมาให้อีกกรณีนึง เชื่อว่าบางคนอาจจะกำลังคิดอยู่เหมือนกันค่ะ นั่นก็คือ

ในกรณีที่เราดันลืมเรียนภาษาญี่ปุ่น ลืมไปสอบวัดระดับ หรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้ไม่มีเอกสารรับรองความรู้ภาษาญี่ปุ่น และมันดันถึงเวลาเปิดรับสมัครของเทอมที่จะไปเรียนแล้วล่ะทำยังไงดี ? 

คำตอบคือ ถ้าหากนักเรียนอยากจะไปเรียนเทอมนั้นจริงๆ ก็สามารถสมัครได้ค่ะ แต่ขอบอกว่า เราจะสามารถสมัครได้เพียงบางโรงเรียนเท่านั้น อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นเลยว่า คนที่จะเป็นผู้พิจารณาเอกสารและออก COE ให้เราก็คือ กองตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่น และเนื่องจากกองตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่นในแต่ละภูมิภาคนั้นมีความเข้มงวดไม่เท่ากัน ทำให้โรงเรียนในภูมิภาคบางที่ แม้ไม่มีเอกสารรับรองความรู้ภาษาญี่ปุ่น ณ เวลาสมัคร ก็สามารถยื่นขอ COE ได้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นพื้นที่นอกโตเกียวค่ะ เช่น โอซาก้า, เกียวโต, โกเบ, นาโกย่า, ฮอกไกโด, โอคายาม่า 

ทั้งนี้อย่าเพิ่งดีใจไป ถึงตอนยื่นเอกสารสมัครจะไม่เป็นไร แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องเดินทางไปเรียน ผู้สมัครก็จำเป็นต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นให้ได้ถึงระดับ N5 อยู่ดี เพราะตอนขอวีซ่านักเรียน สถานทูตหรือสถานกงสุลญี่ปุ่นในไทย ก็จะมาเช็กเราเป็นด่านสุดท้ายก่อนออกวีซ่าให้ค่ะ ถ้า ณ เวลานั้นแล้วเราก็ยังไม่มีเอกสารรับรองความรู้ภาษาญี่ปุ่น ต่อให้มี COE อยู่ในมือ เค้าก็ไม่ไม่เข้าประเทศญี่ปุ่นนั่นแล

( แต่ข้อดีก็คืออย่างน้อยเราก็สมัครทัน จากนั้นก็เอาเวลาช่วง 5 – 6 เดือนในตอนที่รอการพิจารณาออกเอกสาร COE  ไปรีบเรียนภาษาญี่ปุ่น ซึ่งถ้าเรียนแบบเร่งรัดยังไงก็ทันค่ะ )

ดังนั้นขอให้ทุกคนที่ตั้งใจวางแผนไปเรียนต่อ คำนวนเวลาการเรียนภาษาญี่ปุ่นของตัวเองดีๆ เพื่อที่จะได้สมัครเรียนทันนะคะ  
PROD5547

สำหรับใครที่มีคำถามเพิ่มเติมเรื่องการสมัครเรียนภาษาระยะยาวที่ญี่ปุ่นก็สอบถามเจ๊เอ๊ดเข้ามาได้เลยนะคะ ตอนนี้ภาคเรียนที่กำลังจะเปิดรับสมัครต่อไปก็คือ เทอมกรกฎาคม 2022 ค่ะ

แต่ถ้าใครสนใจภาคเรียนอื่นๆ ก็เข้ามาวางแผนกับเจ๊เอ๊ดก่อนได้เช่นกัน เจ้าหน้าที่แนะแนวทีมเจ๊เอ๊ดประสบการณ์อัดแน่นทุกคน ช่วยแนะนำแนวทางการเรียนต่อให้ตามเป้าหมาย พร้อมสมัครเรียนและดำเนินการสมัคร ยื่นเอกสารทุกขั้นตอน ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ค่ะ

สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนภาษาญี่ปุ่นแบบเร่งรัด ที่เจเซ็นเตอร์มีหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นเร่งรัด  เพื่อนำไปยื่นสมัครเรียนต่อญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

คอร์สเรียนภาษาญี่ปุ่นเร่งรัด ของ Jeducation Center
สำหรับผู้วางแผน เตรียมตัวเรียนต่อประเทศญี่ปุ่น หลักสูตรระยะยาว แต่ยังไม่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่น

กำลังเปิดรับสมัครเทอมเมษายน 2022 

เหมาะสำหรับผู้ต้องการเรียนภาษาญี่ปุ่นให้ได้อย่างเร่งด่วนเพื่อใช้สมัครเรียนภาษาที่ญี่ปุ่น เทอมตุลาคม 2022 หรือเทอมหลังจากนี้

สมัครเรียนคลิกที่นี่

เรียนภาษาญี่ปุ่น หลักสูตรเร่งรัด ในห้องเรียน

ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับคอร์สเรียน

สอบถามทางโทรศัพท์

สอบถามผ่านช่องทางออนไลน์