Column

จบ ม.6 ที่ไทยแล้ว อยาก เรียนต่อ ปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น ต้องทำยังไง ?

เจ๊เอ๊ดเชื่อว่าคงมีน้องๆ ม.ปลาย  สนใจอยากจะไป เรียนต่อ มหาวิทยาลัย ในประเทศที่ มีระบบการศึกษาที่ดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก, อยู่ไม่ไกลจากประเทศไทย, สะอาด เมืองสวย มีความปลอดภัย, สะดวก ใช้ชีวิตง่าย อาหารอร่อยอย่าง ประเทศญี่ปุ่น กันอยู่ไม่น้อยเลยใช่มั้ยคะ

บทความนี้ เจ๊เอ๊ดเลยจะมาแนะนำ 3 เส้นทาง เรียนต่อ ปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น หลังจบ ม.6 ที่ไทย ให้น้องๆ ได้ลองเลือกทางเลือกที่เหมาะสมกับตัวเองกันดูค่ะ

ก่อนอื่นทุกคนต้องมารู้จักกับหลักสูตรในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นกันก่อนค่ะ

ปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น ก็คล้ายกับบ้านของเรา คือ มีหลักสูตรที่เป็นภาษาแม่ ได้แก่ หลักสูตรปกติ ที่สอนโดยภาษาญี่ปุ่น และ หลักสูตรอินเตอร์ ที่สอนโดยภาษาอังกฤษ ให้เลือกเข้าเรียนค่ะ (บางที่สอนแบบ 2 ภาษาทั้งอังกฤษ และญี่ปุ่น ไปเลยก็มีค่ะ) 

ดังนั้นก่อนที่จะเลือกเส้นทางใดๆ สิ่งแรกที่ต้องตัดสินใจก่อนเลยก็คือ เราอยากจะเรียนหลักสูตรที่สอนโดยภาษาอะไร ?

สำหรับน้องๆ ที่อยาก เรียนต่อ ปริญญาตรี หลักสูตรปกติ ควรจะมีความรู้ภาษาญี่ปุ่น ในระดับที่ดีมาก โดยอย่างน้อยที่สุดจะต้องมีความรู้ระดับ N2 ขึ้นไป เพื่อที่จะสามารถเรียนร่วมกับนักศึกษาญี่ปุ่นได้อย่างไม่มีอุปสรรคทางภาษาค่ะ

แล้วถ้ายังไม่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นมาก่อนเลย หรือมีก็ยังน้อยนิด จะทำยังไงดี ?

ก็ต้องเข้าสู่ทางเลือกแรกเลยค่ะ นั่นก็คือ

ทางเลือกที่ 1 หลังจบ ม.6 ไปเข้า โรงเรียนสอนภาษาที่ญี่ปุ่น 1 ปีครึ่ง – 2 ปี ก่อนสอบเข้า ปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น

 

วิธีที่จะเก่งภาษาญี่ปุ่นได้เร็วที่สุดก็คือ น้องๆจะต้องเริ่มติวเข้ม ปูพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่อยู่ในไทยเลยค่ะ จากนั้นก็บินไปเรียนเพิ่มเติมในสถาบันสอนภาษาที่ญี่ปุ่น 1-2 ปี ที่สำคัญควรเลือกเรียนใน หลักสูตรเพื่อเรียนต่อ หรือ เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะค่ะ

โดยการเรียนในหลักสูตรนี้ นอกจากเรียนภาษาญี่ปุ่นแล้ว นักเรียนยังจะได้เรียนวิชาที่จำเป็นสำหรับ การสอบเพื่อศึกษาต่อญี่ปุ่นสำหรับนักศึกษาต่างชาติ  หรือ การสอบ EJU  เช่น วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ความรู้ทั่วไป และ ภาษาญี่ปุ่น คล้ายๆ กับติวเข้มเพื่อไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย พร้อมกับเรียนภาษาไปด้วยนั่นเอง

ภาคเรียนที่เปิดรับสมัคร

  1. ภาคเรียนเมษายน หลักสูตร 1 ปี และหลักสูตร 2 ปี
  2. ภาคเรียนตุลาคม หลักสูตร 1 ปีครึ่ง

แต่การจะสมัครไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นได้ ผู้สมัครต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่น อย่างน้อย 150 ชั่วโมง หรือ มีผลสอบ JLPT ระดับ N5 หรือ ผลสอบ J.Test ระดับ F ขึ้นไปก่อน ฉะนั้น จึงควรวางแผนระยะเวลาเพื่อปูพื้นฐานการเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ไทยก่อนให้ดีนะคะ หรือถ้าไม่รู้จะวางแผนยังไง ลองปรึกษาเจ๊เอ๊ดก่อนก็ได้ค่ะ

 

ดูรายชื่อ โรงเรียนสอนภาษาที่มีหลักสูตรเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ที่กำลังเปิดรับสมัคร (ภาคเรียนเมษายน 2021) คลิกที่นี่

 

แต่..ถ้าสำหรับใครที่เรียนภาษาญี่ปุ่นมานาน จบ ม.6 แล้วมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นแล้วอยู่ในระดับ N3 ขึ้นไป ก็สามารถเลือกทางเลือกที่ 2 ได้ นั่นก็คือ

ทางเลือกที่ 2 หลังจบ ม.6 ไปเข้าเรียน หลักสูตรมัธยมปลายที่ญี่ปุ่น 1 ปี ก่อนสอบเข้า ปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น

โรงเรียนมัธยมปลายญี่ปุ่นบางที่ มีการเปิดรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียน หลักสูตรมัธยมปลายญี่ปุ่น 1 ปี โดยจะได้เข้าไปเรียนภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ พร้อมได้เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปด้วยค่ะ

ซึ่งการเรียนแบบนี้ มีข้อแตกต่างจากการเรียนภาษาญี่ปุ่น ในสถาบันสอนภาษา ตรงที่

  • มีจำนวนชั่วโมงเรียนเยอะ มีคลาสเสริมหลังเลิกเรียนและช่วงปิดเทอมให้ด้วย
  • ได้เข้าไปเรียนในบรรยากาศแบบโรงเรียนมัธยมปลายญี่ปุ่น
  • ได้ไปใช้ชีวิต อยู่หอพักรวมกับเพื่อนๆ นักเรียนญี่ปุ่น
  • มีโควต้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย สำหรับนักเรียนที่เรียนได้คะแนนดี
  • มีอาจารย์ที่ปรึกษาในโรงเรียนคอยดูแลให้คำปรึกษาใกล้ชิด

ทั้งนี้นักเรียนที่จะสมัครเข้าเรียนได้ ต้องมีเงื่อนไขคือ

  • จะต้องจบชั้น ม. 6 (หรือเทียบเท่า) ก่อนเข้าเรียน
  • มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นระดับ N3 ขึ้นไป

สาเหตุที่ต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่น N3 ขึ้นไปก็เพราะว่าหลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรเพียง 1 ปี ถ้าหากเรามีความรู้ไม่ถึง N3 ก็อาจจะทำให้หลังเรียนจบแล้ว ยังมีระดับภาษาญี่ปุ่นที่ไม่เพียงพอต่อการเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในหลักสูตรปกติได้นั่นเองค่ะ

สำหรับผู้ที่สนใจหลักสูตรนี้ Meitoku Gijuku Senior High School กำลังเปิดรับสมัคร หลักสูตรมัธยมปลายญี่ปุ่น 1 ปี (ภาคเรียนเมษายน 2021) คลิกที่ภาพเพื่ออ่านรายละเอียดได้เลยค่ะ 

แต่..ถ้าใครที่ สนใจเรียนด้วยภาษาอังกฤษมากกว่า ก็เลือกทางเลือกที่ 3 นี้เลยค่ะ

ทางเลือกที่ 3 สมัครสอบเข้าเรียน ปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น หลักสูตรอินเตอร์ 

มหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น มีหลักสูตรแบบอินเตอร์เปิดให้นักศึกษาต่างชาติสมัครอยู่ไม่น้อยเลยค่ะ น้องๆสามารถลอง ดูรายชื่อมหาวิทยาลัยทั้งหมดในญี่ปุ่น ที่มีเปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์ได้ที่นี่

นอกจากหลักสูตรอินเตอร์ ที่สอนด้วยภาษาอังกฤษล้วนๆ แล้ว ที่ญี่ปุ่นยังมีหลักสูตรที่เรียกว่า Bilingual หรือ สองภาษา ที่จะสอนด้วยภาษาอังกฤษ และ ภาษาญี่ปุ่นพร้อมกัน ซึ่งหลักสูตรนี้ก็เหมาะสำหรับน้องๆ ที่สนใจอยากได้ภาษาญี่ปุ่นเพิ่ม เพราะว่าจะได้เรียนทั้งวิชาหลักของคณะ และเรียนภาษาญี่ปุ่นไปด้วย ส่วนมากหลักสูตรนี้จึงจะเป็นหลักสูตรสายศิลป์ เพราะเน้นไปทางเรื่องของภาษานั่นเองค่ะ

 

 

ถ้าอยากจะสมัครหลักสูตรอินเตอร์ สิ่งที่จำเป็นเลยก็คือ ความรู้ภาษาอังกฤษ ค่ะ เพราะหลักสูตรนี้จำเป็นต้องใช้คะแนน TOEFL 79 คะแนนขึ้นไป หรือไม่ก็ IELTS 6.0 ขึ้นไป ใครที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ มาก็อาจจะไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ แต่ถ้าใครที่ยังไม่ค่อยเก่งอังกฤษเท่าไหร่ล่ะก็ต้องฟิตเลยนะ แนะนำให้หาเรียนเพิ่มและรีบไปสอบเก็บไว้ ก่อนที่จะถึงเวลาเปิดรับสมัครค่ะ

และแม้ว่าน้องๆ จะไม่ต้องใช้คะแนนสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นในการสมัครเรียนก็จริง แต่อย่างน้อย หากน้องๆ สอบติดแล้ว ก็ควรศึกษาภาษาญี่ปุ่นในระดับที่พอจะสื่อสารในชีวิตประจำวันเอาไว้ด้วย เพราะว่ายังไงซะต่อให้เรียนในหลักสูตรหรือคณะอินเตอร์ เราก็ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่ดีนั่นล่ะ !

 

ข่าวดีสำหรับน้องที่สนใจเรียนต่อญี่ปุ่นในหลักสูตรอินเตอร์

ตอนนี้ มหาวิทยาลัย Hokkaido University กำลังเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่เข้าเรียนในปีการศึกษา 2021 พร้อมมอบทุนสูงสุด 100% ! มีทั้งหลักสูตรอินเตอร์ (สายวิทย์) และหลักสูตร 2 ภาษา (สายศิลป์) คลิกที่ภาพเพื่ออ่านรายละเอียดได้เลยค่ะ 

 

เจ๊เอ๊ดสรุปง่ายๆ ก็คือ 

ถ้าอยากเรียนต่อ ปริญญาตรีหลักสูตรปกติ (สอนโดยภาษาญี่ปุ่น) ก็ควรไปเรียนภาษาญี่ปุ่นประมาณ 1 – 2 ปี ให้เก่งภาษาก่อนแล้วถึงจะสามารถสอบเข้าได้ แต่ถ้าเก่งภาษาอังกฤษอยู่แล้ว อยากเรียนต่อหลักสูตรอินเตอร์ ก็เตรียมผลคะแนนภาษาอังกฤษ ให้พร้อม แล้วก็รอสมัครได้เลย

หลายคนอาจกังวลว่า ถ้าเลือกไปเรียนหลักสูตรปกติ แล้วต้องไปเรียนภาษาก่อน ก็จะเรียนจบป.ตรี ออกมาหางาน ช้ากว่าเพื่อนน่ะสิ ?

ใช่ค่ะ แต่เจ๊อยากบอกว่าสิ่งนี้ก็ไม่ใช่ข้อเสียนะ ถ้าหากเรามีเป้าหมายอยากทำงานที่ใช้ภาษาญี่ปุ่น การที่เราได้เรียนภาษาญี่ปุ่นก่อน 2 ปี ค่อยเข้ามหาวิทยาลัย อีก 4 ปี นั่นหมายความว่า เราจะได้เรียนรู้และใช้ภาษาญี่ปุ่นยาวๆ 6 ปีเต็ม เจ๊เอ๊ดยืนยันได้เลยว่า น้องๆ จะเก่งภาษาญี่ปุ่นราวกับเป็นคนญี่ปุ่นเลย

แล้วถ้า เรารอเรียนจบหลักสูตรอินเตอร์ก่อน ค่อยมาหาเรียนภาษาญี่ปุ่นทีหลังได้ไหม ?  ได้ค่ะ แต่เราก็จะมีช่วงเวลาที่ได้ฝึกภาษาญี่ปุ่นน้อยกว่าคนที่ได้เข้าไปเรียนหลักสูตรปกติที่สอนโดยภาษาญี่ปุ่นอยู่ดี 

 

ทั้งนี้ก็ต้องแล้วแต่เป้าหมายของน้องๆ ทุกคนค่ะ ว่าอยากได้ทักษะอะไร และ อยากเรียนจบมาทำงานแบบไหน ขอให้ทุกคนตัดสินใจกันให้ดีๆ และรีบลงมือเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้ไม่พลาดเป้าหมายนะคะ สู้ๆ !

 

 

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

 

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

เป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของสถาบันการศึกษาที่ญี่ปุ่นโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999  แนะแนวโดยศิษย์เก่าญี่ปุ่น  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง  ไม่คิดค่าดำเนินการใดๆ

รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)

ติดต่อสอบถาม – สมัคร เรียน
โทร. 02-2677726 ต่อ 101-104
email : ask@jeducation.com

คุยกับเจ้าหน้าที่แนะแนว ศิษย์เก่าญี่ปุ่น คลิก  http://bit.ly/jed-line

ติดต่อ-สอบถาม แนะแนวศึกษาต่อญี่ปุ่น..ฟรี ดำเนินการทุกขั้นตอน…ฟรี ไม่มีค่าดำเนินการใดๆ

เข้าประเทศญี่ปุ่น วีซ่านักเรียน

รีวิวขั้นตอน เข้าประเทศญี่ปุ่น ด้วย วีซ่านักเรียน ** Update ล่าสุด 14 มกราคม 2021**

ในช่วงเดือนตุลาคม 2020 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน นักเรียนไทยได้รับข้อยกเว้นให้สามารถขอวีซ่าและเดินทางเข้าประเทศได้ด้วยระบบ Residence Track แต่เนื่องด้วยเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2021 ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ประกาศเกี่ยวกับการเข้าประเทศเพิ่มเติม โดยได้  ระงับการออกวีซ่าใหม่ และ ระงับการเข้าประเทศของคนต่างชาติ รวมถึงระงับการขอวีซ่าเข้าประเทศด้วย Residence Track ไปก่อน ทำให้นักเรียนที่ยังไม่ได้ออกวีซ่า ถึงแม้จะมี Residence Track ก็ไม่สามารถขอวีซ่าและเดินทางเข้าประเทศได้จนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2021 ตามกำหนดของประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

ซึ่งก็ยกเว้นสำหรับ นักเรียนที่ได้ออกวีซ่าด้วย Residence Track มาเรียบร้อยแล้ว อนุโลมให้เดินทาง เข้าประเทศญี่ปุ่น ได้จนถึงวันที่ 20 มกราคม 2021 เวลา 23.59 น. โดยนักเรียนที่จะเดินทางเข้าประเทศ จะต้องทำตามระเบียบการเข้าประเทศอย่างครบถ้วน

เรามาดู ขั้นตอน สิ่งจำเป็น เอกสารที่ต้องเตรียมให้พร้อม สำหรับนักเรียนที่กำลังเตรียมตัวจะออกเดินทาง เข้าประเทศญี่ปุ่น สำหรับช่วงนี้กันเลยค่ะ

 

 

ก่อน เข้าประเทศญี่ปุ่น

1. บันทึกอุณภูมิร่างกายของตัวเองก่อนเข้าประเทศเป็นเวลา 14 วัน

ระหว่างที่ยังอยู่ประเทศไทย ก่อนเดินทาง 14 วัน ให้เราวัดอุณภูมิร่างกายทุกวัน และจดบันทึกอุณภูมิของตนเอง จากนั้นบันทึกเก็บไว้ค่ะ เนื่องจากเจ้าหน้าที่จะให้กรอกแบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพของเราก่อนเดินทาง  เข้าประเทศญี่ปุ่น ด้วย ซึ่งสามารถทำตารางจดอุณภูมิด้วยตนเองได้ หรือจะใช้ตารางตามภาพด้านล่างก็ได้เหมือนกันค่ะ

Download ตารางบันทึกอุณหภูมิ คลิกที่นี่

เข้าประเทศญี่ปุ่น วีซ่านักเรียน ตารางบันทึกอุณหภูมิ

2. เตรียมตัวซื้อประกันการเดินทาง / ประกันภัยสำหรับนักเรียน

การเดินทาง เข้าประเทศญี่ปุ่น สำหรับ วีซ่านักเรียน ครั้งนี้ แตกต่างกับทั่วไปค่ะ เนื่องด้วยเงื่อนไขใน Residence Track เมื่อไปถึงญี่ปุ่นแล้ว นักเรียนจะต้องกักตัว 14 วัน ซึ่งในระหว่างกักตัวจะไม่สามารถไปทำเรื่องที่สำนักงานเขต หรือแจ้งสมัครประกันสุขภาพแห่งชาติได้ นักเรียนที่จะเดินทางเข้าประเทศ จึงจะต้องทำประกันการเดินทางจากประเทศของตนมาด้วย

( ทั้งนี้ไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาหรือวงเงินขั้นต่ำอย่างชัดเจน แต่ทางสถาบันที่ญี่ปุ่นที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน แนะนำมาว่าให้ทำประกันระยะเวลา 1 เดือนเป็นอย่างน้อยค่ะ )

อ่านบทความ การทำประกันเดินทาง ก่อนไปเรียนต่อญี่ปุ่น คลิกที่นี่

3. ซื้อซิมอินเตอร์เน็ต ระยะเวลามากกว่า 15 วันขึ้นไป

เนื่องจากในครั้งนี้ เมื่อไปถึงญี่ปุ่น เราจะต้องมีการใช้งาน Application COVID-19 Contact Confirming และเปิดอนุญาตการเข้าถึงตำแหน่ง (Location) ของเราใน Google maps ด้วย ดังนั้นเจ๊เอ๊ดแนะนำว่าให้ซื้อซิมไปจากเมืองไทยไปก่อนเลย พอลงเครื่องก็จะได้เปิดใช้ได้ทันทีค่ะ

เข้าประเทศญี่ปุ่น วีซ่านักเรียน ซื้อซิมเน็ตก่อนเดินทาง

4. โหลด Application COVID-19 Contact Confirming และ เปิด Location

โดย Application นี้มีไว้เพื่อแจ้งข่าวสาร และแจ้งว่าเราได้เดินทางไปในจุดที่เสี่ยงต่อการสัมผัสผู้มีเชื่อ COVID-19 หรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่อาจจะทำการตรวจดูว่าเราได้โหลดเรียบร้อยหรือยัง ตั้งแต่ที่สนามบินเลยค่ะ อ่านข้อมูล หรือ โหลด Application ได้ที่นี่  จากนั้นตั้งค่าโทรศัพท์ โดย เปิดอนุญาตการเข้าถึงตำแหน่ง (Location) ใน Google Map ให้เรียบร้อย เพื่อให้ Application  ทำการติดตามตัวเราได้ค่ะ

5. เข้ารับการตรวจ PCR ที่โรงพยาบาลจากที่ไทย

การตรวจจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,500 บาทขึ้นไป สามารถเข้าตรวจที่โรงพยาบาลได้ โดยผลตรวจจะต้องไม่เกิน 72 ชั่วโมง ดูรายชื่อโรงพยาบาลในไทยที่สามารถเข้าตรวจได้ คลิกที่นี่

อย่าลืม! ขอใบรับรองแพทย์ที่ระบุผลเป็นลบ หรือ Not detected พร้อมใบผล Lab ที่ระบุเวลาที่รับการตรวจเป็นภาษาอังกฤษมาด้วยนะคะ

 


 

 

วันเดินทาง

เข้าประเทศญี่ปุ่น วีซ่านักเรียน การตรวจเอกสารที่สนามบิน

ตรวจเอกสารที่สนามบิน

ที่จุด check-in ก่อนขึ้นเครื่อง เจ้าหน้าที่จะมีการตรวจเอกสารเพิ่มเติมนอกจาก Passport ด้วยค่ะ นั่นก็คือ

  • เอกสารผลตรวจ PCR (ตัวจริง) *แนะนำให้ทำสำเนาเผื่อไว้ด้วยนะคะ
  • Residence Track ตามตัวอย่างด้านล่าง

** (Update) ตั้งแต่ 8 มกราคม 2021 เป็นต้นไป Residence Track ได้เปลี่ยนรูปแบบไหม่แล้วนะคะ นักเรียนใหม่ที่ได้วีซ่าแล้ว จะเดินทางเข้าประเทศ ต้องไปขอ Residence Track ใหม่กับโรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัยของเราใหม่ก่อนเดินทางเข้าประเทศนะคะ ดูฟอร์ม Residence Track ที่นี่

กรอกเอกสารเพิ่มเติมที่ได้รับบนเครื่องบินให้เรียบร้อย

  • แบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพ (Questionnaire)

แบบฟอร์ม Questionnaire นี้นักเรียนทุกคนจะได้รับตอนที่ขึ้นเครื่องบินค่ะ สามารถดูตัวอย่างแบบฟอร์มได้โดย คลิกที่นี่

*ข้อมูลข้อ 9 – 14 สามารถกรอกเป็นข้อมูลของสถาบันที่ตนจะไปศึกษาได้เลยค่ะ

**ตรง ※ ให้ระบุสถานที่ที่เราจะกักตัวหลังไปถึงญี่ปุ่นด้วย ให้เรากรอกสถานที่ กับระยะเวลาที่เราจะกักตัวที่นั่นลงไปค่ะ

 

 


 

เมื่อเดินทางถึงสนามบินที่ประเทศญี่ปุ่น

 

เมื่อลงจากเครื่อง เจ้าหน้าที่จะถามว่าไปต่อเครื่องหรือไม่ สำหรับผู้ที่ไม่ต่อเครื่อง เจ้าหน้าที่จะพาเราไปรับการตรวจหาเชื้อโควิดอีกครั้งและรอฟังผลค่ะ หากผลเป็นลบ ก็สามารถเดินต่อไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เหมือนเวลาเราไปเที่ยวปกติได้เลยค่ะ โดยจะต้องยื่นเอกสารทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ตรงเคาน์เตอร์ เอกสารที่จำเป็นก็มี

  • ผลตรวจหาเชื้อโควิดที่สนามบิน
  • แบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพ (Questionnaire) *ที่ได้รับบนเครื่อง
  • เอกสารผลตรวจ PCR (ตัวจริง)
  • ใบ Residence Track (ตัวจริงและสำเนา)
  • Passport , ใบ Admission Letter และใบขยายเวลา COE (เฉพาะผู้ที่ระยะเวลา COE เกิน 3 เดือนแล้วเท่านั้น)

ห้ามลืม ! ขั้นตอนนี้ ใครที่จะยื่นเอกสารขอทำงานพิเศษด้วย ก็ให้ยื่นตรงนี้ได้เลยนะคะ

จากนั้นรอรับ บัตรไซริวการ์ด*ค่ะ

*ไซริวการ์ด (在留カード)คือ บัตรประจำตัวคนต่างชาติ ที่เป็นเหมือนบัตรประชาชนของเราเวลาอยู่ที่ญี่ปุ่น

 


 

หลังจาก เข้าประเทศญี่ปุ่น แล้ว

เดินทางไปกักตัว ( 14 คืน 15 วัน )

สำหรับนักเรียนที่กักตัวที่หอพักนักเรียน หรือ โรงแรมที่ทางโรงเรียนจัดหาให้ จะมีรถรับ-ส่ง ของทางโรงเรียนมารับถึงที่สนามบินค่ะ

สำหรับนักเรียนที่หาที่พักด้วยตนเอง จะต้องเดินทางด้วยตนเองค่ะ โดยสามารถขึ้นรถบัส จากสนามบิน Haneda ไปยังสถานี Kamata, Kawasaki เป็นต้น ได้ตามตารางใน ลิงก์นี้  หรือจะขึ้นรถไฟตู้พิเศษสำหรับคนที่เพิ่งเดินทางเข้าประเทศของบริษัท Keisei ไปยังสถานี Ueno ก็ได้ค่ะ รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก(ภาษาญี่ปุ่น)
หรือขึ้น Airport Limousine เข้าไปยังโรงแรม แถว Shinjuku และ Akasaka ก็ได้เช่นกันค่ะ มีค่าบริการ จากสนามบิน Haneda 1,500 เยน จากสนามบิน Narita 4,000 เยน รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก

กรณีที่ที่พักอยู่นอกเหนือจากพื้นที่ที่ระบุด้านบน สามารถจองรถมารับเป็นรถส่วนตัวได้ (เรียกว่า ハイヤー) ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 20,000 เยนขึ้นไปค่ะ

เช็คโรงแรมที่รับการกักตัว คลิกที่นี่

ในช่วงที่เรากักตัว จะไม่สามารถไปเที่ยวได้ค่ะ แต่ก็สามารถออกไปใกล้ๆ ที่พัก เพื่อซื้ออาหารมารับประทานได้ หรือจะใช้บริการสั่งอาหารผ่าน Application Online มาส่งที่ห้อง ก็ได้เช่นกันค่ะ

ระหว่างนั้น 14 วัน (ไม่นับวันแรกที่ไปถึง) จะต้องตรวจวัดอุณภูมิร่างกายอย่างต่อเนื่องเพื่อแจ้งกับสถาบันของตนเองค่ะ เมื่อครบ 14 วันแล้ว เราก็สามารถที่จะปิดระบบติดตาม Location ได้ค่ะ **ห้ามปิดก่อนเด็ดขาดเลยนะ** 

***หากเราทำผิดกฎข้อใดข้อหนึ่ง มีสิทธิที่จะถูกเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะด้วยนะคะ ดังนั้นต้องทำตามกฎอย่างเคร่งครัด!!***

 


 

หมายเหตุ

ปกติแล้วเมื่อนักเรียนไปถึงที่ญี่ปุ่น จะต้องไปทำการดำเนินเรื่องแจ้งที่อยู่ และทำประกันสุขภาพที่สำนักงานเขต ภายใน 14 วัน ค่ะ แต่เนื่องจากช่วงนี้เป็นกรณีพิเศษที่ชาวต่างชาติทุกคนจะต้องกักตัวทันที่เมื่อไปถึง ทางสำนักงานเขตจึงได้มีการผ่อนผัน ให้สามารถไปทำเรื่องหลังจากเรากักตัวครบ 14 วันได้ ซึ่งแม้จะไม่ได้กำหนดว่าจะต้องไปภายในกี่วัน แต่ทางที่ดีก็ควรไม่เกิน 1-2 วันนะคะ

สำหรับนักเรียนที่ไปเรียนต่อกับเจเอ็ดดูเคชั่น หากพบปัญหา หรือคำถามเกี่ยวกับการเตรียมตัวเดินทาง สามารถติดต่อเข้ามาสอบถามทีมเจ๊เอ๊ดได้ที่ข้อมูลติดต่อด้านล่างนี้ หรือ เข้ามาที่สำนักงานก็ได้เช่นกันเลยนะคะ

 


 

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

เป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของสถาบันการศึกษาที่ญี่ปุ่นโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999  แนะแนวโดยศิษย์เก่าญี่ปุ่น  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง  ไม่คิดค่าดำเนินการใดๆ

รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)

ติดต่อสอบถาม – สมัคร เรียน
โทร. 02-2677726 ต่อ 101-104
email : ask@jeducation.com

คุยกับเจ้าหน้าที่แนะแนว ศิษย์เก่าญี่ปุ่น คลิก  http://bit.ly/jed-line

 

ประกันเดินทาง ต่างประเทศ ก่อนไปเรียนต่อญี่ปุ่น

ประกันเดินทาง ญี่ปุ่น

ว่ากันด้วยเรื่อง ประกันเดินทาง  ประกันสุขภาพ ก่อนเข้าประเทศญี่ปุ่น

สำหรับนักเรียนที่กำลังจะเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ทั้งผู้เดินทางเอง และผู้ปกครองคงมีเรื่องที่น่ากังวลใจหลายอย่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นต้องมีเรื่องของการเตรียมตัวด้านสุขภาพอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะการเดินทางในช่วงที่ยังคงมีการระบาดของ COVID 19 ความปลอดภัยในการวางแผนทำประกันก็เป็นสิ่งที่หลายคนต้องกำลังเตรียมหาข้อมูล

แต่อย่างที่หลายคนทราบกันแล้วว่า  การเดินทางไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยวีซ่านักเรียน ( 留学 : student visa ) เราสามารถยื่นเรื่องทำประกันสุขภาพแห่งชาติได้หลังจากเข้าประเทศ โดยประกันนี้จะครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลที่เกิดจากการไม่สบาย อุบัติเหตุ เป็นจำนวน 70% ของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ( กรณี COVID 19 จะครอบคลุมค่ารักษา 100%)

ประกันสุขภาพแห่งชาติของญี่ปุ่นนี้ จะเริ่มครอบคลุมหลังจากที่นักเรียนเข้าประเทศญี่ปุ่น  ดำเนินการแจ้งถิ่นที่อยู่ และสมัครประกันสุขภาพแห่งชาติกับสำนักงานเขตแล้ว  (ขั้นตอนเหล่านี้ เจ้าหน้าที่เจเอ็ดดูเคชั่นจะมีการปฐมนิเทศก่อนเดินทางให้นักเรียนทราบ  อีกทั้งสถาบันการศึกษาหลายแห่งจะให้คำแนะนำอีกครั้งเมื่อนักเรียนไปถึงญี่ปุ่นแล้ว )

แต่ในช่วงนี้ นักเรียนที่เดินทางจากไทย  เมื่อไปถึงญี่ปุ่นแล้วจะต้องกักตัว 14 วัน ซึ่งในระหว่างกักตัวจะไม่สามารถไปทำเรื่องที่สำนักงานเขตหรือแจ้งสมัครประกันสุขภาพแห่งชาติได้

ในการเปิดให้นักเรียนต่างชาติที่ได้รับใบสถานภาพการพำนัก (COE) เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2020  รัฐบาลญี่ปุ่นได้มีเงื่อนไขเพิ่มมาใน Residence Track (หนังสือสัญญาการเข้าประเทศที่ออกโดยสถาบันการศึกษา) ว่า

“ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่น จะต้องทำ ประกันการเดินทาง จากประเทศของตนมาก่อนด้วย” 

 

เจ๊เอ๊ด ขอมาแนะนำให้รู้จักประกัน 2 ประเภทดังต่อไปนี้ค่ะ

  1. ประกันเดินทาง แบบท่องเที่ยว (ระยะสั้น) 

  • ครอบคลุมวงเงินค่ารักษาพยาบาล 2,000,000 – 5,000,000 บาท
  • ระยะเวลากรมธรรม์สามารถทำได้สมัครได้ตั้งแต่ 1 วัน จนถึง 180 วัน
  • ค่าเบี้ยประกันเริ่มตั้งแต่ 190 – 14,955 บาท (ขึ้นอยู่กับแผนประกันที่เลือกทำ)
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล COVID 19 แต่จะพิจารณาตามเงื่อนไขในแต่ละกรณี

นักเรียนที่จะไปเรียนระยะยาว  ก็สามารถเลือกทำประกันเดินทางประเภทนี้ได้ค่ะ  เนื่องจากรายละเอียดของ Residence Track ไม่ได้กำหนดระยะเวลาอย่างแน่ชัดว่าจะต้องทำระยะเวลาเท่าไร   แต่สถาบันการศึกษาญี่ปุ่นที่ทางเจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน  แนะนำให้ทำประกันในระยะเวลา 31 วันไปก่อนค่ะ

ค่าเบี้ยประกันประมาณเท่าไหร่?

ตัวอย่าง : ระยะเวลาประกัน  31 วัน เลือกแพ็คเกจ  Easy Visa  ซึ่งเป็นแผนที่ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด  เบื้ยประกันจะอยู่ที่ราคา 585 บาท   ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลสูงสุด 2 ล้านบาท

แต่แผนประกันที่ราคาต่ำ  ก็จะไม่ได้ครอบคลุมมากเท่ากับแผนที่จ่ายมากกว่า  ฉะนั้น ควรอ่านรายละเอียดความคุ้มครองให้รอบคอบก่อนเลือกแผนนะคะ

ประกันเดินทาง ต่างประเทศ

ลองคำนวณเบี้ยประกันและดูความคุ้มครองที่ได้รับ คลิกที่นี่ค่ะ

  1. ประกันเดินทาง เพื่อการศึกษาต่อต่างประเทศ

  • ครอบคลุมวงเงินค่ารักษาพยาบาล 2,000,000 – 5,500,00 บาท
  • ระยะเวลากรมธรรม์สามารถทำได้สมัครได้ตั้งแต่ 3 เดือน จนถึง 24 เดือน
  • ค่าเบี้ยประกันเริ่มตั้งแต่ 4,700 บาทขึ้นไป  (ขึ้นอยู่กับแผนประกันที่เลือกทำ)
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล Covid 19 แต่จะพิจารณาตามเงื่อนไขในแต่ละกรณี
  • นอกจากค่ารักษาพยาบาลแล้ว ยังความคุ้มครองด้านอื่น ๆ อีกด้วย เช่น ชดเชยเที่ยวบินล่าช้า , ชดเชยการสูญเสียค่าเล่าเรียน เป็นต้น

ค่าเบี้ยประกันประมาณเท่าไหร่?

ตัวอย่าง : ระยะเวลาประกัน  92  วัน เลือกแพ็คเกจ  Student 3  ซึ่งเป็นแผนที่ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด  เบื้ยประกันจะอยู่ที่ราคา 4,700  บาท   ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลสูงสุด 2 ล้านบาท  ชดเชยการสูญเสียค่าเล่าเรียนสูงสุด  200,000 บาท เป็นต้น

แต่แผนประกันที่ราคาต่ำ  ก็จะไม่ได้ครอบคลุมมากเท่ากับแผนที่จ่ายมากกว่า  ฉะนั้น ควรอ่านรายละเอียดความคุ้มครองให้รอบคอบก่อนเลือกแผนนะคะ

insurance_student

ลองคำนวณเบี้ยประกันและดูความคุ้มครองที่ได้รับ คลิกที่นี่ค่ะ

ประกันประเภทการศึกษาต่อต่างประเทศนี้เหมาะสำหรับน้อง ๆ ที่เดินทางไปเรียนในระยะเวลายาวและต้องการครอบคลุมค่าใช้จ่ายกรณีไม่สบาย, เกิดอุบัติเหตุแบบ 100 % เลย เพราะว่าอย่างที่เจ๊บอกไป ประกันสุขภาพแห่งชาติจะครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลเพียงแค่ 70% เท่านั้น หากน้อง ๆ ต้องการที่จะเพิ่มการครอบคลุมรวมค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลืออีก 30% ด้วย ก็จะทำประกันตัวนี้เสริมไว้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกค่ะ

แต่มีบางสถาบัน จะมีทำประกันกับบริษัทเอกชนเสริมให้กับนักเรียนอยู่ด้วย ดังนั้นถ้ามีประกันเสริมที่นู่นแล้วไม่จำเป็นต้องซื้อเพิ่มจากที่นี่ไปก็ได้ค่ะ  ก่อนจะสมัครประกัน ลองสอบถามกับทางสถาบันหรือพี่ ๆ ทีมเจ๊เอ๊ดก่อนนะคะ

จะเลือกประกันเดินทางแบบที่ 1 หรือแบบที่ 2 ก็แล้วแต่นักเรียนเลยค่ะ
ถ้าไม่แน่ใจ สามารถปรึกษากับเจ้าหน้าที่เจเอ็ดดูเคชั่นได้

หากไม่สบาย ต้องไปพบแพทย์ จะเคลมประกันยังไง?

ประกันสุขภาพ ญี่ปุ่น

วิธีการเข้ารักษาพยาบาลและการเคลมประกัน

*กรณีที่เจ็บป่วยไม่สบายเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถเข้ารักษาที่โรงพยาบาล โดยสำรองเงินไปก่อน

*กรณีที่เข้ารับการรักษากับสถานพยาบาล ที่มีข้อกำหนดด้านประกัน ให้ติดต่อกับศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉินของบริษัทประกันก่อน เช่น กรณีประสบอุบัติเหตุต้องเข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาล หรือกรณีร้ายแรงอื่น ๆ ที่สามารถคาดการณ์ได้ว่ามีค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก

ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น  นักเรียนจะต้องสำรองจ่ายไปก่อน แล้วนำเอกสารมาเคลมประกัน

เอกสารการเคลมประกัน

  1. แบบฟอร์มเคลมประกัน  (Claim form)  เพื่อรับการเคลม แบบฟอร์มนี้จะได้หลังจากทำประกัน
  2. ใบเสร็จการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล (ตัวจริงเท่านั้น)
  3. ใบรับรองแพทย์ (ตัวจริงเท่านั้น)
  4. สำเนาหน้าพาสปอร์ตที่มีรูปผู้ออกกรมธรรม์ และหน้าที่ประทับวันเข้า/ออกประเทศ (เซ็นรับรองสำเนา) หรือสำเนาตั๋วเครื่องบินแสดงวันที่เดินทางไป-กลับ แล้วส่งไปรษณีย์ไปยังบริษัทประกัน

สำหรับการเคลมประกัน สามารถให้ผู้ปกครองที่อยู่ในประเทศไทยทำเรื่องเคลมประกันได้ค่ะ  โดยนักเรียนจะต้องส่งเอกสารตัวจริงกลับมา

 

สำหรับใครที่สนใจอยากจะซื้อประกันการเดินทางสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้นะคะ  ทางเจ๊เอ๊ดทำประกันเดินทางให้น้อง ๆ ที่ไปเรียนมาหลายรุ่น   แนะนำแพ็คเกจประกันที่ตรงกับเป้าหมายของน้อง ๆ ที่จะเดินทางไปเรียนโดยเฉพาะ   รวมถึงดำเนินการสมัครให้ค่ะ    เวลาเกิดฉุกเฉิน  ก็สามารถติดต่อสอบถามกับเจ้าหน้าที่เจเอ็ดดูเคชั่นได้

ถ้าสนใจอยากจะสมัครก็เพียงแค่แอดไลน์และแจ้งเจ้าหน้าที่ได้เลยค่ะ
Line :   http://bit.ly/jed-line

หรือสมัครด้วยตนเองทางอินเตอร์เน็ต (ชำระเงินด้วยบัตรเครดิต)  ได้โดยคลิกที่นี่ค่ะ

 

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

LIVE :  รู้จักกับประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น
LIVE :  อยู่ญี่ปุ่น สั่งอาหาร สั่งของมาส่งที่บ้านยังไง 

 

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

เป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของสถาบันการศึกษาที่ญี่ปุ่นโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999  แนะแนวโดยศิษย์เก่าญี่ปุ่น  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง  ไม่คิดค่าดำเนินการใดๆ

รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)

ติดต่อสอบถาม – สมัคร เรียน
โทร. 02-2677726 ต่อ 101-104
email : ask@jeducation.com

คุยกับเจ้าหน้าที่แนะแนว ศิษย์เก่าญี่ปุ่น คลิก  http://bit.ly/jed-line

ติดต่อ-สอบถาม แนะแนวศึกษาต่อญี่ปุ่น..ฟรี ดำเนินการทุกขั้นตอน…ฟรี ไม่มีค่าดำเนินการใดๆ

เรียนภาษาญี่ปุ่น ใน วัยทำงาน อย่างไร ให้ได้ผลไวๆ คุ้มกับค่าเรียนที่ลงทุน

ผู้ใหญ่ วัยทำงาน ทั้งหลาย ใครกำลังเริ่มคิดอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่บ้างคะ ?

ไม่ว่าจะอยากเรียน เพราะจำเป็นต้องใช้ในการทำงานในอนาคต, อยากใช้เวลาว่างเพิ่มพูนทักษะ หรือมีความหลงใหลในวัฒนธรรมญี่ปุ่นก็ตาม
การที่คน วัยทำงาน อย่างเรา จะเริ่มตัดสินใจเรียนภาษาใหม่ๆ ซักภาษา ก็คงจะหนีไม่พ้นปัญหาเหล่านี้

“ทำงานเลิกก็เย็นแล้ว กว่าจะเดินทางไปถึงโรงเรียนก็เหนื่อย”

“เรียนแค่สัปดาห์วัน กว่าจะวนมาครบก็ลืมที่เรียนไปแล้ว”

“เสียค่าเรียนทั้งทีก็อยากให้เรียนได้ไวๆ เอาไปใช้จริงได้ ”

ฯลฯ

อุตส่าห์มี Passion ในการเรียนผุดขึ้นมาทั้งที จะล้มเลิกไปเพียงเพราะทำงานประจำ ก็รู้สึกเสียดาย…แล้วเราควรทำยังไง ให้แม้เราจะทำงานอยู่ แต่ก็สามารถเริ่มต้น เรียนภาษาญี่ปุ่นไปด้วยได้ดีนะ ?
เจ๊เอ๊ดมีเคล็ดไม่ลับ สำหรับคน วัยทำงาน อย่างเราๆ โดยเฉพาะ ที่อยาก เรียนภาษาญี่ปุ่น ให้ได้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปใช้ได้จริงไวๆ แบบไม่ท้อแท้ไปซะก่อน มาให้ลองอ่านกันดูค่ะ

1. ตั้งเป้าหมาย และ เลือกคอร์สที่ตอบโจทย์นั้น

เพื่อให้การลงทุนของเราคุ้มค่า ลงเรียนแล้วไม่ผิดหวัง เราจึงจำเป็นต้องให้เป้าหมายของเราชัดเจนก่อนค่ะ ว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร จะได้เลือกคอร์สที่ตอบโจทย์เป้าหมายเราได้มากที่สุด
บางคนพอเริ่มต้นหาคอร์ส เรียนภาษาญี่ปุ่น ก็เป็นอันไปต่อไม่ถูก เพราะมีให้เลือกเยอะมาก ทั้งเรียนกับครูญี่ปุ่น เรียนกับครูไทย แล้วสองแบบนี้ต่างกันมั้ยนะ.. ไปๆ มาๆ ก็เริ่มลังเลใจ เอ๊ะ หรือจะลองเรียนด้วยตัวเองดี

นั่นเป็นเหตุผล ที่เราต้องตั้งเป้าหมายก่อนค่ะ

เช่น หากเป้าหมายคือ จะต้องพบปะกับคนญี่ปุ่นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อยากสื่อสารได้ไวๆ แบบนี้การเรียนด้วยตัวเองก็อาจไม่ทัน และถ้าลงเรียน ก็ต้องเลือกคอร์สเรียนที่ไปเร็ว ได้ไวในเวลาจำกัด มีชั่วโมงการเรียนต่อคอร์สมากหน่อย และที่สำคัญ ต้องได้มีการฝึกพูดคุยกับคนญี่ปุ่นจริงๆ ระหว่างเรียนเพื่อให้เราชิน และกล้าพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติเมื่อถึงเวลาต้องใช้จริงนั่นเองค่ะ

2. เลือกที่เรียนที่ไม่ไกล ไปง่าย หรือเรียนออนไลน์

เจ๊เอ๊ดเข้าใจว่าทำงานก็เหนื่อยแล้ว ถ้ามีเรียนหลังเลิกงาน กว่าจะเดินทางไปเรียน กว่าจะเดินทางกลับบ้าน ก็คงเหนื่อยจนหมดแรง ดังนั้น เพื่อไม่ให้เราเหนื่อยกับการเดินทางจนท้อ การเลือกเรียนในสถาบันที่เดินทางสะดวก จะช่วยลดความเหนื่อยลงได้เยอะเลยค่ะ

หรืออย่างปัจจุบันที่เริ่มมีการเปิดคอร์สเรียนแบบสอนสดทางออนไลน์  เราก็สามารถเรียนจากที่ไหนก็ได้ แถมสามารถพูดคุยโต้ตอบได้อีกด้วย ก็ยิ่งเป็นตัวเลือกที่ดีเลยค่ะ

3. นำภาษาญี่ปุ่นเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน

บางคนลงเรียนคอร์สสัปดาห์ละวัน แต่พอกลับไปทำงานยุ่งๆ แล้วกลับมาเรียนอีกครั้ง บทเรียนก็สลายออกไปจากระบบความจำเป็นที่เรียบร้อย วิธีแก้ก็คือ ต้องหาทางนำภาษาญี่ปุ่น เข้ามาวนเวียนในหัวเราให้ได้มากๆ ค่ะ ง่ายที่สุดคือ เปิดหนังสืออ่านบ่อยๆ แต่จะให้อ่านแต่ตำราอย่างเดียว เจ๊เอ๊ดก็ว่าคงหลับคาหนังสือกันได้ ดังนั้นวิธีที่จะทำให้ภาษาญี่ปุ่นผ่านสมองเราแบบเพลินๆ ก็ยังมีอีก เช่น

  • แปะคำศัพท์ที่เรียนมาในแต่ละวันไว้ตามผนังบ้าน
  • เปิดเพลงญี่ปุ่นสไตล์ที่ชอบ ฟังเล่นระหว่างนั่งรถไปทำงาน
  • ถ้าจะดูหนัง หรือ ดูซีรีส์ญี่ปุ่น ก็เปิดดูแบบพากย์ญี่ปุ่น แล้วลองพูดตามบางประโยค
  • หรือใครจะลงทุนติดกล่องดูทีวีญี่ปุ่นไปเลย เพื่อเปิดเพิ่มบรรยากาศแบบญี่ปุ่นๆ ที่บ้านก็ได้เช่นกัน

วิธีเหล่านี้ทั้งหมดจะช่วยให้ ภาษาญี่ปุ่น ติดหูเราเยอะขึ้นโดยธรรมชาติ ถึงเวลาเรียนจริง เราจะไปเร็วขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเลยล่ะ

4. หาแรงบันดาลใจ ให้ตัวเองมีไฟอยู่เสมอ

การเรียนภาษาที่สามไปสักพัก ถ้าจะมีท้อแท้ หมดไฟบ้างก็เป็นเรื่องปกติค่ะ เพราะไม่ใช่ภาษาแม่ กว่าจะจำตัวอักษรใหม่ทั้งหมด กว่าจะอ่านคล่องได้ ก็ต้องใช้เวลา พอท้อแท้ทีก็อยากจะเลิกเอาง่ายๆ ดังนั้นวิธียอดฮิตที่จะทำให้ฮึบขึ้นมาได้ก็คือการ หาแรงบันดาลใจ นั่นเองค่ะ

ลองหาสื่อต่างๆ เกี่ยวกับญี่ปุ่นในด้านที่ชอบมาอ่าน มาดูบ่อยๆ ให้มีกำลังใจอยู่เสมอ หรือถ้ามีไอดอลในดวงใจอยู่ ก็คอยนึกถึงให้ชุ่มชื่นหัวใจเข้าไว้ แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ความจริงแล้ววิธีเหล่านี้ช่วยได้มากเลยนะ! ลองอ่านวิธีจัดการกับ “ภาวะหมดไฟ” ในการเรียนภาษาญี่ปุ่นได้ที่นี่

5. มีวินัย ไม่เททิ้งกลางทาง

สุดท้ายแล้ว ต่อให้มีใครช่วยแค่ไหนก็ตาม คนเดียวที่จะสามารถทำทั้งหมดให้สำเร็จได้ ก็คือตัวเราเองค่ะ สำคัญที่สุดจึง ต้องมีวินัย จัดสรรเวลาทำการบ้านไว้ตอนไหน ก็ต้องลุกขึ้นมาทำตอนนั้นให้ได้ เจ๊เอ๊ดเข้าใจว่าเรียนๆ ไป เราอาจจะถามตัวเองว่า โตแล้วทำไมยังต้องมาทำการบ้านอยู่อีก แต่ในความเป็นจริงคือ การเรียนภาษาจะไม่สามารถสำเร็จได้เลยหากเราไม่ฝึกฝนค่ะ

ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่หาข้ออ้างที่จะโดดเรียน หรือหยุดไปดื้อๆ ขอให้นึกถึงเป้าหมายของเราไว้ในชัด แล้วผลลัพธ์ที่ดีก็จะตามเรามาเองค่ะ ^^

สำหรับใครที่กำลังอยากเริ่มต้น เรียนภาษาญี่ปุ่น เจ๊เอ๊ดเป็นกำลังใจให้ทุกคนเลยนะ ! ระหว่างนี้ถ้าใครยังไม่มีเวลาเริ่มเรียนจริงจัง อาจจะลองฝึกคัดตัวอักษรญี่ปุ่นพื้นฐานไปพลางๆ ก่อนก็ได้นะคะ ถึงเวลาเรียนจริงจะได้สบาย ไปไวขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ !

คลิกที่ภาพเพื่อ download เป็น pdf หรือดูแบบเว็บไซต์ได้ที่นี่


 
สำหรับผู้ที่กำลังมองหา คอร์สเรียนภาษาญี่ปุ่น ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของ “คนวัยทำงาน” ที่

  • ไม่เคยเรียนมาก่อน อยากเริ่มต้นเรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่พื้นฐาน
  • มีงานประจำ ว่างแค่ตอนเย็น หรือเฉพาะวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์
  • อยากนั่งเรียนที่บ้านหรือที่ทำงาน
  • เวลาว่างน้อย แต่ก็อยากเรียนเยอะๆ ให้เป็นไวๆ

คอร์สเรียนภาษาญี่ปุ่นสำหรับผู้เริ่มต้น หลักสูตร Speed Up Beginner 1


หลักสูตรสำหรับผู้ที่มีเวลาว่างจำกัด เช่น ผู้ทำงานประจำ หรือมีเรียนเลิกเย็นทุกวัน แต่อยากเริ่มต้นเรียนภาษาญี่ปุ่นให้ได้ผลเร็ว ไปไว ปูพื้นฐานได้พูดญี่ปุ่นเบื้องต้นได้ภายในเดือนเดียว

  • เรียนสดออนไลน์ผ่าน Zoom อยู่ที่ไหนก็เรียนได้
  • คอร์สมีให้เลือกทั้งเย็นวันธรรมดา หรือวันเสาร์
  • เรียนสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง ได้ผลไว สามารถทำการบ้านส่งทางแอพพลิเคชั่นออนไลน์ได้
  • เรียนกับครูชาวญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์สอนทุกคาบ เน้นการสนทนาและใช้จริง
  • จำนวนนักเรียนต่อห้องน้อย ถามตอบในห้องเรียนอย่างทั่วถึง
  • ได้รับใบรับรองหลังเรียนจบ

สนใจคอร์สเรียน คลิกดูรายละเอียดและตารางเรียนเทอมตุลาคม 2020 ได้ที่นี่

 


 

เรียนภาษาญี่ปุ่นกับ JEDUCATION CENTER
อาคารลิเบอร์ตี้สแควร์ (ปากซอยคอนแวนต์)

เลขที่ 287 ชั้น 23 ห้อง 2303 ถนนสีลม เขตบางรัก กทม. 10500
สถานีรถไฟฟ้า BTS ศาลาแดง / MRT สีลม
โทร. 0-2267-7726 ต่อ 110-112
email : school@jeducation.com

สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียน คลิกเลย  >> https://bit.ly/jed-line

เรียนภาษาญี่ปุ่น ทำไมพูด ญี่ปุ่น ไม่ได้

เรียนภาษาญี่ปุ่นมานาน ทำไม พูด ภาษา ญี่ปุ่น ไม่ได้

เรียนภาษาญี่ปุ่น ทำไมพูด ญี่ปุ่น ไม่ได้

เวลาฟังคน ญี่ปุ่น พูด ก็เข้าใจ แต่พอจะคุยกับเค้าทีไร เหมือนเป็นใบ้ทู๊กกกกที 😥 อยากพูดเก่งได้เร็วๆจังเลย

มาดูกันว่าสาเหตุเกิดจากอะไร เราจะได้แก้ไขให้ถูกจุดกันดีกว่าค่ะ

กลัว พูด ญี่ปุ่น ผิด

กลัวพูดผิด

“ความกลัว” เนี่ยล่ะ คืออุปสรรคใหญ่ของการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลง บางคนอยู่คนเดียวก็พูดได้ ตอนเรียนก็พูดได้ แต่พอถึงเวลาเจอคนญี่ปุ่นจริงๆกลับมือเย็นเป็นน้ำแข็ง พูดไม่ออกซะอย่างงั้น
แล้วเราจะมีวิธีเอาชนะความกลัวเวลาเจอคนญี่ปุ่นยังไงดี ?

☝️ ก่อนอื่นคือต้องเปลี่ยนทัศนคติกันนิดๆหน่อยๆค่ะว่า คนญี่ปุ่นส่วนมาก ไม่มาจับผิดหรือหัวเราะเยาะเรา เพราะฉะนั้น ต่อให้เราจะเผลอพูดผิดบ้าง ก็ไม่เป็นไร กลับกัน เค้าจะชืนชมเราที่ฟัง-พูดกับเค้ารู้เรื่องซะอีกค่ะ

✌️ ตั้งสติค่ะ เวลาเรากลัว เราก็มักจะตื่นเต้น และทำให้สติหลุดได้ จนแกรมม่าเอย คำศัพท์เอย หายวับออกไปจากหัวหมด หายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติ ทำใจให้สบาย แล้วเราก็จะพูดได้เหมือนเวลาฝึกเองค่ะ

พูด ญี่ปุ่น ไม่ได้ เพราะเรียนเพื่อสอบ

เรียนเพื่อสอบมาตลอด

อีกปัญหาที่เด็กไทยเจอกันบ่อยเวลาเรียนอะไรก็ตาม ก็คือการเรียนเพื่อเอาไปสอบ จากนั้นก็ทิ้ง…ไหนใครเป็นบ้างยกมือขึ้น (แต่ก่อนเจ๊เองก็เป็นค่ะ 😭 )

ยิ่งถ้าในการสอบไม่มีสอบพูดล่ะก็ เราก็จะจำแต่ไวยากรณ์ คำศัพท์ คันจิ การอ่านเท่านั้น พอไม่ได้ถูกบังคับฝึกพูดบ่อยๆเข้า ก็ย่อมพูดไม่ได้แน่นอนค่ะ

วิธีแก้ไขก็คือ ลองฝึกด้วยตัวเองร่วมด้วยค่ะ อาจจะเป็นการฝึก Shadowing พูดตามเทป หรือพูดคนเดียวก็ได้ค่ะ

ไม่ได้ใช้บ่อยๆ

ไม่ได้ใช้บ่อยๆ

อะไรไม่ได้ใช้บ่อยๆก็ลืม ทักษะการพูดก็เช่นกัน! ดังนั้น ใครมีคนญี่ปุ่นอยู่ใกล้ๆให้ชวนคุย ห้ามทิ้งโอกาสให้หลุดลอยไปนะคะ เพราะการคุยกับเค้าเป็นการฝึกทั้งทักษะการใช้ภาษา และเป็นการทำให้เราชินกับการพูดกับคนญี่ปุ่นบ่อยๆจนความกลัวลดน้อยลงด้วยค่ะ

หรือถ้าไม่มีจริงๆ การลงคอร์สเรียนในสถาบันที่มีอาจารย์คนญี่ปุ่นเป็นผู้สอน ก็เป็นการเพิ่มโอกาสให้ตัวเองได้เจอคนญี่ปุ่นเช่นกันค่ะ (หรือจะเก็บทุนทรัพย์ไว้บินไปเรียนต่อญี่ปุ่นในอนาคตก็ได้เหมือนกัน)

ไม่รู้คำศัพท์

ไม่รู้คำศัพท์

ตอนเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นใหม่ๆ เราก็เหมือนเด็กอนุบาลดีๆนี่เองล่ะค่ะ ที่ต้องค่อยๆสะสมคำศัพท์ เข้าสมอง จำไปเรื่อยๆ จนพอเริ่มมีข้อมูลคำศัพท์เก็บไว้ ก็เอามาเรียงร้อยเป็นประโยคดีๆได้

ดังนั้น ถ้าเราไม่ยอมท่องจำคำศัพท์ หรือหมั่นเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆเพิ่ม ก็ไม่แปลกเลยที่ไม่รู้จะเอาอะไรมาใช้เรียงประโยคเวลาสนทนากับคนญี่ปุ่นค่ะ
ต่อให้พูดเก่งแล้วก็ตาม อย่างคนที่ทำงานเป็นล่ามที่ต้องใช้ศัพท์เฉพาะ ก็ยังจำเป็นต้องเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆเพิ่มตลอดเวลาเหมือนกันค่ะ

 


 

คอร์สเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ Jeducation Center

– เรียนกับอาจารย์ชาวญี่ปุ่นทุกชั่วโมง พัฒนาทักษะการพูดภาษาญี่ปุ่นได้รวดเร็วอย่างเป็นธรรมชาติ

– จำนวนนักเรียนต่อห้องน้อย ฝึกฝนการพูดภายในห้องได้มากขึ้น

– มีกิจกรรมที่จะให้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับชาวญี่ปุ่น ผ่านกิจกรรมต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ

 

👇 เทอมตุลาคม 2020 กำลังเปิดรับสมัคร 👇

คลิกดูรายละเอียดคอร์สเรียนได้ที่นี่


เรียนภาษาญี่ปุ่น JEDUCATION CENTER

อาคารลิเบอร์ตี้สแควร์ (ปากซอยคอนแวนต์) เลขที่ 287 ชั้น 23 ห้อง 2303 ถนนสีลม เขตบางรัก กทม. 10500
สถานีรถไฟฟ้า BTS ศาลาแดง / MRT สีลม

โทร. 0-2267-7726 ต่อ 111-112
โทรสาร. 0-2631-2040  email : school@jeducation.com

สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียน คลิกเลย  >> https://bit.ly/jed-line

รับมืออย่างไร เมื่อรู้สึก หมดไฟ ในการเรียน ภาษาญี่ปุ่น

ไม่ว่าใครที่เก่งญี่ปุ่น พูดญี่ปุ่นคล่องราวกับเกิดที่นู่น แทบทุกคน จะต้องผ่านการเรียนภาษาญี่ปุ่นสุดตรากตรำมาก่อนทั้งนั้นค่ะ

คนอึดบางคนอาจจะเรียนไปเรื่อยๆ โดยไม่คิดอะไรได้ แต่ว่าสำหรับบางคนแล้ว เมื่อเรียนภาษาญี่ปุ่นไปสักพัก จะเข้าสู่ภาวะหนึ่งที่แม้แต่พี่ๆ ทีมเจ๊เอ๊ดเองก็ผ่านจุดนั้นมาอย่างยากลำบากเหมือนกันค่ะ

นั่นคือ “ภาวะ หมดไฟ ในการเรียน” นั่นเอง

ความจริงก็คล้ายๆ กับภาวะ หมดไฟ ในการทำงาน หรือ Burnout Syndrome นั่นล่ะ ที่เกิดจากความเครียดในการทำงาน จนเหนื่อยล้าทางอารมณ์ เบื่อหน่าย ไม่อยากทำอะไรแล้ว

สำหรับการเรียนภาษาญี่ปุ่น อาการที่เกิดขึ้นก็จะออกมาในรูปแบบคล้ายกัน คือ ไม่อยากเรียนแล้ว รู้สึกว่าความสนุกในการเริ่มต้นเรียนตอนแรกหายไป กลับกลายเป็นความท้อแท้ ทั้งคำศัพท์ คันจิ ไวยากรณ์ อะไรก็ไม่รู้เยอะแยะ เรียนของใหม่แล้วก็ลืมของเก่า

 

บางคนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า

หรือเราจะไม่มีความสามารถในด้านนี้ ?
นี่เรากำลังทำอะไรอยู่ ?
เรียนเท่าไหร่ก็คงไม่เก่งหรอก !!

 

เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่แปลกเลยค่ะ เป็นเรื่องที่เกิดกันแทบทุกคน บทความนี้เลยจะรวบรวมวิธี “ปลุกไฟ” ให้กลับมาฮึดกันอีกครั้ง โดยก็ไม่ใช่วิธีจากใครที่ไหน แต่เป็นวิธีจากพี่ๆ ทีมเจ๊เอ๊ดที่ปัจจุบันผ่าน N1-N2 มากันแล้ว โดยใช้วิธีเหล่านี้ช่วยให้ตัวเองผ่านจุดท้อแท้มาได้ค่ะ

หมดไฟ ไปหาแรงบันดาลใจ

1. กลับไปหาแรงบันดาลใจแรก ที่ทำให้ชอบภาษาญี่ปุ่นอีกครั้ง

เจ๊เอ๊ดเชื่อว่าการที่เราจะตัดสินใจเรียนภาษาที่สามสักภาษา ต้องไม่ใช่การหลับตาจิ้ม หรือหมุนวงล้อเลือกแน่นอนใช่มั้ยคะ

บางคนเกิดจากการ ชอบฟังเพลงญี่ปุ่น ชอบดารา ชอบอนิเม มังงะ หรือไปเที่ยวแล้วเกิดติดใจในภาษาญี่ปุ่นขึ้นมา ก็หยิบเรื่องนั้นขึ้นมาค่ะ

เช่น ถ้าชอบฟังเพลง ลองกดเปิดเพลงแรกเพลงนั้นที่ทำให้เราชอบจนอยากเรียนภาษาญี่ปุ่น ขึ้นมาฟังอีกครั้งดู ขอบอกว่านอกจากความรู้สึกดีๆ กับภาษาญี่ปุ่นจะกลับมาแล้ว ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงอีกอย่างนึงเลยก็คือ ..

เราจะเริ่มฟังเพลงนั้นรู้เรื่องแล้วค่ะ~

และความรู้สึกนี้แหละ ที่จะพาเราลืมทุกความเหนื่อยที่ผ่านมา และค้นพบว่าเราเหนื่อยมาขนาดนี้ นี่ไงล่ะผลลัพธ์ เราเก่งขึ้นแล้วนะ!

ถ้า หมดไฟ ให้ลองหาไอดอล

2. หาไอดอล

เวลาทำอะไรสักอย่าง การมีสิ่งยึดเหนี่ยว จำเป็นอย่างคาดไม่ถึงจริงๆ นะ

ให้เรายกใคร หรืออะไรสักอย่างที่เราชื่นชม มาเป็นตัวอย่างให้เรา ไม่ต้องไกลตัวก็ได้ค่ะ จะเป็นรุ่นพี่คนนึงที่เป็นล่ามที่เก่งมากและเราปลื้มเขา หรือจะเป็นไอดอลญี่ปุ่น (2D, 3D หรือสามี ภรรยาในมโนได้หมด) ให้เราคอยนึกว่า

 

“พี่เขายังทำได้เลย เราก็ต้องทำได้บ้าง”
“สักวันจะฟังที่น้องOOเค้าพูดรู้เรื่องให้ได้เลย”

 

(บางคนสไตล์เจ้าคิดเจ้าแค้นหน่อย จะเอาคนที่เคยดูถูกเรามาเป็นแรงผลักดัน อย่าง “ฉันจะไม่ยอมเป็นอย่างที่เคยโดนดูถูกหรอก” ก็ได้เหมือนกัน)

ข้อนี้ฟังดูออกจะสไตล์ติ่งนิดๆ แต่ขอกระซิบว่าพี่ๆ หลายคนที่ประสบความสำเร็จ ต่างก็ผ่านอดีตความติ่งมาแล้วทั้งนั้นล่ะ ส่วนทีมเจ๊เอ๊ดติ่งใครขออุบไว้ กลัวพูดไปเดี๋ยวเด็กๆ ไม่รู้จักแล้วจะเขิน ><

มองเป้าหมาย

3. มองเป้าหมายไว้ให้ชัด

บางคนเรียนเพื่ออัพเงินเดือน
ก็ท่องไว้ค่ะ “อนาคตจะต้องได้เงิน”

บางคนเรียนเพื่อที่จะไปเรียนต่อญี่ปุ่น
ก็ท่องไว้ว่า “ฉันจะต้องไปญี่ปุ่นให้ได้”

ไม่ว่าจะเป้าหมายจะเป็นอะไรก็ตาม ถ้าท้อเมื่อไหร่ นึกถึงมันเอาไว้ค่ะ เพราะเป้าหมายเหล่านี้จะทำให้เราไม่ไขว้เขวง่ายๆ ต่อให้ท้อแค่ไหน เราก็ต้องอดทน สู้จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย พอหันกลับมามองตัวเองในอดีต เราจะได้ไม่รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้สู้ในตอนนั้นเนอะ

 

やってしまったことの後悔は日々小さくなるが、やらなかったことの後悔は日々大きくなる。

– 林真理子 –

ความรู้สึกเสียใจในสิ่งที่ได้ทำผิดพลาดไป นับวันจะยิ่งรู้สึกน้อยลง แต่ความรู้สึกเสียใจในสิ่งที่ไม่ได้ลงมือทำ นับวันจะยิ่งรู้สึกเสียใจมากขึ้น

– Hayashi Mariko –

 

อ้างอิง :: Burnout Syndrome โดย โรงพยาบาลสมิติเวช

 

คอร์สเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ Jeducation Center เปิดคอร์สตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ไปจนถึงระดับสูง

มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นอยู่แล้ว อยากเรียนต่อกับเจเซ็นเตอร์ ไม่ต้องรอเปิดคอร์สใหม่ เข้าเรียนแทรกคลาสได้เลย !!
แค่สอบ Placement Test เพื่อเทียบคลาส และเริ่มเรียนในระดับที่เหมาะสมกับตัวเองได้ทันที พร้อมชำระเงินนับจากวันที่เริ่มสมัคร

👇 Placement Test ได้ที่นี่ 👇

https://bit.ly/placement-jcenter

ดูรายละเอียดคอร์สเรียนเทอมตุลาคม 2563 คลิกที่นี่


เรียนภาษาญี่ปุ่น JEDUCATION CENTER

อาคารลิเบอร์ตี้สแควร์ (ปากซอยคอนแวนต์) เลขที่ 287 ชั้น 23 ห้อง 2303 ถนนสีลม เขตบางรัก กทม. 10500
สถานีรถไฟฟ้า BTS ศาลาแดง / MRT สีลม

โทร. 0-2267-7726 ต่อ 110-112
email : school@jeducation.com

สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียน คลิกเลย  >> https://bit.ly/jed-line

พูด ภาษาญี่ปุ่น เก่งขึ้นใน 3 เดือน!

พูด ภาษาญี่ปุ่น เก่งขึ้นใน 3 เดือน!

กฎเหล็ก 5 ข้อ ที่จะทำให้ พูด ภาษาญี่ปุ่น เก่งขึ้นใน 3 เดือน!

มีคำถามว่า คอร์สเรียน 3 เดือนของ Jeducation Center จะทำให้พูดภาษาญี่ปุ่นได้รึเปล่า หรือคนที่รู้ ภาษาญี่ปุ่น อยู่แล้ว จะ พูด ได้เก่งขึ้นมั๊ย ขอตอบอย่างมั่นใจว่า พูดได้แน่นอน แต่เซนเซฝากกฎเหล็กมา 5 ข้อ เพื่อใช้ปฏิบัติประกอบการเรียนที่จะทำให้ 3 เดือนของคุณ พูด ภาษาญี่ปุ่น ได้เป๊ะค่ะ..

 

กฎเหล็ก พูดญี่ปุ่น 1

 

ข้อแรก อ่านเยอะ ได้เยอะ : อะไรที่คุณสนใจ งัดมาอ่านเข้าไปเลยค่ะ ถ้ายังไม่มีเรื่องที่สนใจ เอาหนังสือเรียนออกมาอ่านนี่แหละค่ะ การอ่านที่ดีคือ ตามองสิ่งที่อ่าน ปากก็ออกเสียง มันจะทำให้คุณจำได้, ชินปาก และก็พูดออกมาได้ค่ะ แถมอีกนิด การฟังเยอะๆ และพูดออกเสียงตามไปด้วย ก็จะช่วยให้คุณพูดอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ

ภาษาญี่ปุ่น 2

ข้อสอง มีวินัยใฝ่ศึกษา :  จะเรียนภาษาอะไรก็ตาม คุณควรจะมีวินัย ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ

เรียนภาษาญี่ปุ่นก็เหมือนจีบกันช่วงแรก ที่คุณจะต้องเจอกันทุกวัน กินข้าวด้วยกันทุกเย็น กลับบ้านต้องโทรคุย เรียนภาษาญี่ปุ่น ก็ให้ได้ยังงั้นเลยนะคะ

การทบทวนหรือการทำเหมือนเดิมซ้ำๆ จะทำให้เราจำได้ไวขึ้นค่ะ ถ้าคุณอยากพูดได้ คุณก็ต้องเริ่มจากวินัยในการฟังเข้าไปก่อน เช่น  ตั้งกฎกับตัวเองเอาไว้ ว่าชั้นจะนอนดู นอนฟังซีรี่ย์ญี่ปุ่นเรื่องที่ชอบซ้ำไปซ้ำมาก่อนนอน หรือเวลาที่ขึ้นรถไฟฟ้า ก็จะฟังซีดีบทสนทนาในหนังสือเรียน เป็นต้นค่ะ

พูด ภาษาญี่ปุ่น ไม่ต้อง perfect

 

ข้อสาม ไม่ต้อง Perfect  : ขอยืนยัน นั่งยัน นอนยันตรงนี้เลยค่ะว่า ไออาการกลัวที่จะพูดผิด โอ้ยชั้นพูดผิดแย่แล้ว ตายแล้ว เป็นสิ่งที่เราคิดขึ้นมาเองทั้งนั้น พูดผิดก็ไม่มีใครว่าอะไรเลยจริงๆนะคะ  อย่าไปกลัวว่าเราจะพูดผิดไวยากรณ์ ลองคิดดูนะคะ เวลาเราพูดภาษาไทย เราเคยนึกถึงไวยากรณ์รึเปล่า การพูดคือการสื่อสาร ไม่ใช่การทำข้อสอบซักหน่อยค่ะ :))

เพราะฉะนั้น เลิกนะคะเลิก.. อย่าเอาความกลัวพูดผิด มาเป็นเกราะทำให้เราไม่กล้าพูดเลยค่ะ เคยเห็นคนต่างชาติพูดภาษาไทยผิดๆถูกๆมั้ยคะ น่ารักน่าเอ็นดู แถมคนอื่นมาช่วยแก้คำผิดให้อีกค่ะ

หาเพื่อนคุย ญี่ปุ่น

 

ข้อสี่  หาเพื่อนญี่ปุ่นซักคน :  จะเรียนภาษาของเค้า เราก็ต้องยึดเจ้าของภาษาเป็นตัวประกันซักหน่อยค่ะ  เพื่อนเป็นคนที่ทำให้เราได้ฝึกภาษาเป็นอย่างดี ทำให้การพูดของเราพัฒนา ช่วยแก้ไขประโยคที่เราพูดผิดอีกด้วยค่ะ ที่พูดมานี้ไม่ได้หมายถึงการ Chat ทาง Online นะคะ แต่หมายถึงการเจอกัน ไป Hang out ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้เราได้พูด พูด พูดค่ะ ส่วนใครที่สงสัยต่อว่า แล้วชั้นจะหาเพื่อนญี่ปุ่นจากไหน ขอแนะนำเลยว่า Jeducation Center มีกิจกรรม Exchange Corner ฝึกภาษากับเพื่อนชาวญี่ปุ่นทุกเดือน สำหรับนักเรียนโดยเฉพาะค่ะ

 

กล้า พูด ภาษาญี่ปุ่น

ข้อสุดท้าย  กล้าเท่านั้นที่ครองโลก : จำไว้ว่า ถึงคุณจะ เรียนภาษาญี่ปุ่น มานาน แต่ถ้าไม่กล้าพูด หรือเขินอายที่จะพูดภาษาญี่ปุ่น มันไม่มีประโยชน์ค่ะ เพราะคุณจะกลายเป็นคนที่เก่งแค่ในตำรา แต่พูดไม่ได้

ในเมื่อคุณอยากพูดภาษาญี่ปุ่นเก่ง คุณก็ต้องเริ่มจากการกล้าพูดใช่มั๊ยละคะ

อย่าไปกลัวถ้าคุณเกิดไปพูดกับคนญี่ปุ่นแล้ว เค้าจะพูดกลับมาแบบสปีดชินคันเซ็น คุณก็แค่กล้าที่จะบอกเค้ากลับไปว่า ช่วยพูดช้าๆหน่อยได้มั๊ย แค่นั้นเอง  แต่ข้อนี้เชื่อว่า นักเรียนเจเซ็นเตอร์ของเราน่าจะผ่านฉลุย เพราะบรรยากาศในโรงเรียน เราเปิดให้นักเรียนสามารถพูดคุยและปรึกษาเซนเซได้ตลอดเวลา และเป็นกันเองอยู่แล้วค่ะ

 


 

เรียน ภาษาญี่ปุ่น กับ JEDUCATION CENTER เปิดรับสมัครเทอมมกราคม 2021 แล้ว!

 

แนะนำหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นของ Jeducation Center

สถาบันสอนภาษาญี่ปุ่น Jeducation Center
อาคารลิเบอร์ตี้สแควร์ ชั้น 23  ถ.สีลม บางรัก กรุงเทพ
โทร. 0-2267-7726
อีเมล์ : school@jeducation.com
LINE : https://bit.ly/jed-line

ไป gap year ที่ญี่ปุ่น

Gap Year ที่ญี่ปุ่น

ไป gap year ที่ญี่ปุ่น

น้องๆจบใหม่ ยุค 4.0 ทุกคน คงต้องมีความฝัน อยากจะไปเรียนต่อในประเทศที่ตัวเองชอบ  หรือ อยากจะเดินทางไปท่องเที่ยว เก็บเกี่ยวประสบการณ์สักครั้งในชีวิต ใช่มั้ยคะ

เจ๊ได้รับคำปรึกษากับน้องๆ ที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยมาหลายคน ว่ารู้สึกตัวเองยังไม่เก่งเลย ถ้ายังไม่ทำงาน แต่อยากจะ Take Gap Year ไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นระยะยาวดูสักครั้ง ให้ได้ภาษาที่สามเพิ่ม ได้ประสบการณ์ก่อน จะคุ้มค่ากับเวลาหนึ่งปี หรือสองปีที่จะลงทุนไปมั้ย

วันนี้เจ๊จะมาสรุปให้เห็นเลยว่า นอกจากภาษาที่สามแล้ว สิ่งที่เราจะได้จากการ ไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นซักปี เราจะได้อะไรกลับมาบ้างกันค่ะ

หาประสบการณ์ ที่ญี่ปุ่น

1. ได้เพิ่มทักษะรอบด้าน / พัฒนาตนเอง

เพราะปัจจุบันสังคมเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทั้งสังคม และ เศรษฐกิจ ซึ่งบุคคลากรที่บริษัทต้องการนับจากนี้ จะไม่ใช่เพียงคนที่เก่งเฉพาะด้าน แต่เป็นคนที่ เก่งรอบด้าน ค่ะ

และ สิ่งที่สำคัญในการพัฒนาตนเองให้เก่งรอบด้านก็คือ ความรู้ ประสบการณ์ที่นอกเหนือจากสิ่งที่เราได้จากในห้องเรียน ซึ่งการไปใช้ชีวิตในต่างแดน ได้เปิดรับวัฒนธรรมใหม่ ๆ เจอผู้คนที่หลากหลาย เข้าใจภาษาที่จะสื่อสารกับกลุ่มคนใหม่ ๆ มากขึ้นจะทำให้เรามีทัศนคติ และความรู้ที่กว้างขึ้นกว่าคนอื่นค่ะ

2. ได้ทักษะภาษาญี่ปุ่น พูดได้แบบเจ้าของภาษา

ภาษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างนึงที่เมื่อเราไปเรียนอยู่ต่างประเทศจะเป็นสิ่งที่ได้รับกลับมาแน่นอน ทั้งนี้ใครที่เรียนภาษาญี่ปุ่นน่าจะรู้ว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนภาษาญี่ปุ่นก็คือ การพูดและฟัง เพราะเรียนมากี่ปีก็ยังพูดไม่คล่อง เวลาพูดก็ยังไม่มั่นใจว่าพูดแบบนี้ถูกไหม ? หรือว่าคนญี่ปุ่นจะเข้าใจไหม ? รวมถึงไม่สามารถเรียบเรียงประโยคได้ตามใจนึก

แต่ว่าสิ่งเหล่านี้จะสามารถพัฒนาได้ ถ้าเราได้ใช้ภาษาอยู่บ่อย ๆ มีโอกาสใช้ภาษาในทุกวันค่ะ ซึ่งการพาตัวเองไปอยู่ในประเทศญี่ปุ่นเลย จะทำให้เราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดคุยสนทนาด้วยภาษาญี่ปุ่น ตั้งแต่การคุยกับพนักงานที่ร้านสะดวกซื้อ ทักทายเพื่อน ๆ คุยกับอาจารย์ พูดกับลูกค้าในที่ทำงานพิเศษ ฯลฯ จนทำให้เราพูดได้โดยไม่ต้องคิดเยอะ แบบที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ตัวเลยล่ะค่ะ

gap year ได้พัฒนาภาษา

3. เรียนต่อระดับสูงที่ญี่ปุ่นได้เลย

ถ้าใครมีเป้าหมาย อยากเรียนต่อ ป.โท ที่ญี่ปุ่น ในหลักสูตรที่ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นอยู่แล้วล่ะก็ การเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นก่อนซักปี จะช่วยให้เราได้เปรียบกว่าคนที่ไม่เคยไปเรียนเป็นเท่าตัวเลยล่ะค่ะ

เพราะการจะเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น สิ่งสำคัญเวลาสอบเข้าคือการสื่อสารให้อาจารย์เข้าใจ และ อยากรับเราเข้าเรียนต่อ ดังนั้นภาษาจึงสำคัญมากๆ ที่จะสื่อสารกับอาจารย์ รวมถึงยิ่งถ้าเราได้เรียนในหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นเพื่อการเตรียมตัวศึกษาต่อ อาจารย์ที่โรงเรียนสอนภาษา จะคอยช่วยบอกเทคนิคการเขียนคำตอบตอนไปสอบเข้า, เทคนิคการตอบตอนสัมภาษณ์ ทั้งหมดนี้ อาจารย์ก็จะช่วยเตรียมความพร้อม และเป็นที่ปรึกษาได้ดีเลยค่ะ

4. ได้เพื่อนและสังคมใหม่

เวลาไปเรียนที่ญี่ปุ่น เสมือนได้เจอเพื่อนที่หลากหลายเหมือนเล่น Tinder เลยค่ะ เพราะว่าโรงเรียนสอนภาษาจะมีนักเรียนจากหลายประเทศทั่วโลกมารวมตัว เรียนอยู่ในสถาบันเดียวกันกับเรา บางสถาบันมีนักเรียนมากว่า 60 ประเทศ ไปที่เดียวเจอเพื่อนได้หลายประเทศเลยค่ะ พอได้เจอเพื่อน มีสังคมใหม่ แนวคิดต่างๆ หรือเป้าหมายของตัวเราก็จะชัดเจนขึ้นด้วยค่ะ

5. ได้ประสบการณ์จากการทำงาน (และได้เงิน)

บางคนเรียนที่ประเทศไทยมาตลอด การทำงานพิเศษระหว่างเรียนอาจจะไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทุกคนเคยทำใช่มั้ยคะ

แต่พอได้ไปเรียนที่ญี่ปุ่นแล้ว เจ๊เอ๊ดอยากลองให้ทุกคนทำงานพิเศษดูค่ะ ไม่ใช่แค่เพื่อเงินเพียงอย่างเดียว แต่งานพิเศษจะทำให้เราเข้าใจในวัฒนธรรมคนญี่ปุ่น การทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่น เรียนรู้ความรับผิดชอบ และได้ฝึกการใช้ภาษาในชีวิตจริง

ซึ่งถ้าใครมีเป้าหมายอยากทำงานในบริษัทญี่ปุ่นอยู่แล้วล่ะก็ ได้ทำงานพิเศษที่ญี่ปุ่นมาก่อนก็คือชนะเลิศไปเลย บริษัทจะเห็นว่าเรามีทั้งภาษาและประสบการณ์ที่จะสามารถรับมือกับลูกค้าญี่ปุ่นได้ และพิจารณาเราเป็นพิเศษเลยล่ะค่ะ นอกจากนี้ ยังทำให้เราจะเข้าใจเรื่องการใช้เงิน และเห็นค่าของเงินมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

Gap year ทำงานพิเศษ

6. ได้ท่องเที่ยวในที่ที่ไม่เคยไป

รางวัลอีกหนึ่งอย่างของการไปเรียน คือ การท่องเที่ยว นี่ล่ะค่ะ แม้จะเรียน ทำงาน จนเหนื่อยยากแค่ไหน แต่พอวันหยุดเราได้นั่งรถไฟไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นที่ไหนซักที ความเหนื่อยต่าง ๆ มลายหายสิ้นไปเลยล่ะค่ะ บางทีแค่ได้นั่งมองบรรยากาศจากหน้าต่างรถไฟก็คุ้มแล้ว

เวลาได้ไปท่องเที่ยว เราจะได้เจอผู้คนใหม่ ๆ ได้เรียนรู้ระหว่างการเดินทาง ได้แรงบันดาลใจ ไอเดีย ได้ใช้เวลากับตัวเองมากขึ้น ก็ทำให้รู้และเข้าใจเป้าหมายของตัวเองมากขึ้นก่อนที่เราจะมาดำเนินชีวิตจริงหลังเรียนจบอีกด้วยค่ะ

 

ลองถามตัวเองดูว่า สิ่งเหล่านี้ที่เราจะได้หลังจากใช้เวลา Take Gap Year ที่ญี่ปุ่นไปแล้ว สำหรับเรา คุ้ม หรือ ไม่คุ้ม แต่สำหรับพี่ ๆ ศิษย์เก่าแต่ละคนที่จบมาแล้วกลับมาคุยกันกับเจ๊เอ๊ด พูดเป็นเสียงเดียวกันทุกคนเลยว่า ถ้ามีเวลามากกว่า 1 ปี ล่ะก็ อยากจะ Take Gap Year ไปเรื่อย ๆ ไม่อยากกลับมาทำงานเลยล่ะค่ะ

 

 

“ประสบการณ์สร้างขึ้นเอง ด้วยตัวเรา”

อยากลองไป Take Gap Year ที่ญี่ปุ่น ไม่ใช่เรื่องยากหรือไกลตัว !!

มาทำความรู้จักโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น จากทั่วทุกภูมิภาคของญี่ปุ่น ที่เตรียมมาให้ข้อมูล พูดคุย สอบถามตัวต่อตัว ทางออนไลน์

ในงาน JAPAN EDUCATION FAIR 2020

ในวันที่ 29-30 สิงหาคม และ 5-6 กันยายน  2020

(จัดภายใต้งาน NIPPON HAKU BANGKOK 2020)

 

กิจกรรมสำหรับผู้ที่อยากวางแผนเรียนต่อภาษาที่ญี่ปุ่น


พูดคุยกับสถาบันสอนภาษากว่า 40 แห่งโดยตรง

เจาะลึกการเตรียมตัว, วางแผนค่าใช้จ่าย, หลักสูตร, สภาพแวดล้อมในการเรียน คุยกันได้เลยจากที่บ้าน ! ชวนผู้ปกครอง ชวนเพื่อนมาฟังพร้อมกัน (มีล่ามและรุ่นพี่คนไทย)

วันที่ 5 – 6 กันยายน 2020
เวลา 10.00 – 19.00 น.

» คลิกดูรายชื่อสถาบัน «

japan education fair พูดคุยกับสถาบัน

สัมมนาวางแผนเรียนภาษาญี่ปุ่น

เรียนต่อทั้งที ต้องวางแผนกันให้พร้อม ! สัมมนาเรียนต่อภาษาที่ญี่ปุ่น หลากหลายหัวข้อรอให้เข้าไปเก็บข้อมูล และกิจกรรมด้านอื่นๆอีกมากมาย

วันที่ 29 – 30 สิงหาคม 2020

» ลงทะเบียนเข้าฟังที่นี่ «

 


ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น
เป็นสำนักงานในประเทศไทยของสถาบันโดยตรง  แนะแนวศึกษาต่อญี่ปุ่นทุกระดับ โดยศิษย์เก่าญี่ปุ่น  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน  โดยไม่คิดค่าดำเนินการใด ๆ รวมถึงค่าส่งเอกสารไปที่ญี่ปุ่น

ปรึกษาเรื่องเรียนต่อญี่ปุ่น โทร. 02-267-7726
email : ask@jeducation.com

ขอข้อมูลเพิ่มเติม คุยกับเจ้าหน้าที่ คลิกเลย  >> https://bit.ly/jed-line

การเลือก ที่พักในญี่ปุ่น

เมื่อตัดสินใจจะเดินทางไปเรียนต่อต่างแดนอย่างที่ญี่ปุ่น “ที่พัก” ย่อมเป็นสิ่งแรกๆ ที่เข้ามาในหัวของทุกคนเลยใช่มั้ยคะ

เพราะ “ที่พัก” เป็นที่ที่เราจะต้องอยู่อาศัย พักผ่อน ทำงาน ทำการบ้าน ตลอดเวลาที่เราเรียน จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ที่พัก” เป็นหนึ่งในปัจจัยหลัก ที่จะทำให้คนๆหนึ่งตัดสินใจทำงาน หรือเรียนที่บริเวณนั้นๆ เลยล่ะค่ะ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในต่างแดนที่ห่างจากบ้านเราไกลกว่า 4,000 กิโลเมตรอย่างประเทศญี่ปุ่น การตัดสินใจเลือกที่พักที่ญี่ปุ่นซักที่ จึงถือเป็นเรื่องใหญ่เรื่องนึงเลยค่ะ

และเพื่อให้นักเรียนที่จะไปเรียนต่อทุกคน เลือกที่พักได้เหมาะสมกับตัวเอง และอาศัยที่ญี่ปุ่นได้อย่างมีความสุขที่สุด เรามาดู 3 สิ่งควรคำนึง ก่อนจะตัดสินใจเลือก ที่พักในญี่ปุ่น กันดีกว่าค่ะ

ที่พักในญี่ปุ่น อพาร์ทเม้นท์

1.  รูปแบบที่พักในญี่ปุ่น

แน่นอนว่าการหา ที่พักในญี่ปุ่น นั้น ไม่ได้มีเพียงแต่การเช่าบ้านเป็นหลังเท่านั้น แต่มีตัวเลือกมากมายที่แตกต่างกันไปตามสไตล์การใช้ชีวิตของแต่ละคน โดยหลักๆจะประกอบไปด้วย

อพาร์ทเม้นท์ และ เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์

ซึ่งมีความต่างคือ อพาร์ทเม้นท์โดยปกตินั้น มักจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์ในห้องให้ แต่ของเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์จะมีเฟอร์นิเจอร์มาให้อย่างครบครันนั่นเอง

โดยห้องส่วนใหญ่มักจะเป็นห้องเดี่ยว ซึ่งการวัดขนาดนั้น ของญี่ปุ่นจะวัดขนาดตามขนาดของจำนวนเสื่อตาตามิ (1 ผืน = 1.8 ม. X 90 ซม.) ถึงแม้ว่าในความเป็นจริง ห้องนั้นจะไม่ได้ปูด้วยเสื่อตาตามิก็ตาม เช่นห้องขนาด 6 เสื่อ ( ประมาณ 9.7 ตารางเมตร ) , ห้องขนาด 10 เสื่อ ( ประมาณ 16 ตารางเมตร ) เป็นต้น

เนื่องจากห้องแบบอพาร์ทเม้นท์จะเป็นห้องเดี่ยวที่ค่อนข้างอิสระ ฉะนั้นจึงเหมาะกับคนที่มีโลกส่วนตัวสูง หรือคนที่ชอบชวนเพื่อนมาเที่ยวที่ห้องนั่นเองค่ะ

แชร์เฮ้าส์

แชร์เฮ้าส์ เป็นที่พักอีกแบบหนึ่งสำหรับนักเรียนหรือคนทำงาน ที่ไม่อยากอยู่คนเดียวโดดเดี่ยวจนเกินไป โดยจะมีโอกาสได้พบปะเพื่อนต่างชาติและคนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันได้นั่นเอง

ซึ่งรูปแบบทั่วไปของแชร์เฮ้าส์นั้น มักจะเป็นที่พักที่มีส่วนกลางใช้รวมกัน และมีห้องนอนแยกเป็นคนๆไป ซึ่งในปัจจุบันมีแชร์เฮ้าส์เกิดขึ้นมากมาย แม้แต่แชร์เฮ้าส์ของคนไทยเองก็ยังมีนะคะ

เนื่องจากเป็นรูปแบบที่พัก ที่มีส่วนรวมร่วมกับผู้อื่น ทั้งห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น แชร์เฮ้าส์จึงเหมาะกับผู้ที่ชอบการเข้าสังคมหรืออยากฝึกการใช้ภาษาในต่างแดน แต่ในทางกลับกันก็จะไม่เหมาะกับผู้ที่ชอบปิดกั้นและมีความเป็นโลกส่วนตัวสูงค่ะ

โฮมสเตย์

โฮมสเตย์เป็นรูปแบบของที่พักที่เรียกได้ว่า สามารถสัมผัสกับความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างแท้จริง เพราะเป็นการเข้าพัก กับครอบครัวของคนญี่ปุ่นจริงๆนั่นเองค่ะ แน่นอนว่าการเข้าไปอยู่อาศัยกับคนญี่ปุ่นนั้น เป็นการฝึกภาษาญี่ปุ่น และกฏระเบียบในที่พักอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังได้รู้สึกเหมือนมีอีกครอบครัวหนึ่งเพิ่มขึ้นมาอีกด้วยค่ะ

ฉะนั้น การพักแบบนี้จึงเหมาะกับผู้ที่มีความสามารถในการสื่อสารภาษาญี่ปุ่นในระดับนึงอยู่แล้ว และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับกฏระเบียบแบบคนญี่ปุ่นแท้ๆนั่นเองค่ะ

แชร์เฮ้าส์

2. รายละเอียด – สิ่งอำนวยความสะดวก

ในการตัดสินใจเลือกห้องพักนั้น นอกเหนือไปจากขนาดของห้องแล้ว เฟอร์นิเจอร์และสิ่งอำนวยความสะดวกในห้อง และส่วนกลางก็สำคัญไม่แพ้กัน นอกเหนือไปจากตู้เย็น ครัว โต๊ะเตียงในห้องแล้ว มีอีกหลายสิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้เลยเช่น

  • ความปลอดภัยของที่พัก
    หลายๆที่พักจะมีระบบรักษาความปลอดภัยในการกดรหัสหน้าประตู หรือสแกนลายนิ้วมือ
  • ความปลอดภัยบริเวณรอบๆที่พัก
    หลายๆครั้งที่เรามองข้ามไปว่าบริเวณโดยรอบของที่พักนั้นอยู่ในย่านอะไร มีความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบขนาดไหน จึงไม่ควรดูแค่ตัวที่พัก แต่เป็นบริเวณโดยรอบด้วย
  • บริการส่วนกลางของที่พัก
    นอกจากลิฟท์สำหรับอำนวยความสะดวกแล้ว บางที่พักยังมีบริการพิเศษอย่างการแยกขยะอีกด้วย
  • กฏระเบียบห้องพัก
    รายละเอียดเช่นการพาคนนอกเข้ามาพัก หรือกฏเรื่องการควบคุมเสียงในห้องพักนั้น ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะบางคนเลือกห้องพักซะดิบดีอยากจะพาเพื่อนมาเที่ยว แต่ถ้ามีกฏห้ามส่งเสียงดังก็เศร้าได้เหมือนกันนะคะ
  • อินเตอร์เน็ต
    หรือปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์ ซึ่งต้องดูว่าเป็นแบบ Wifi หรือเป็นสายแลนที่เราต้องหาซื้อตัวปล่อยสัญญาณเพิ่มนั่นเอง

 

ที่พักในญี่ปุ่น โฮมสเตย์

3. สัญญา

สิ่งที่ลำบากที่สุดสำหรับคนหาที่พักเอง นั่นคือรายละเอียดของสัญญา ที่แน่นอนว่าเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญญาที่พักของญี่ปุ่น ที่มีค่าใช้จ่ายบางอย่างไม่เหมือนในบ้านเรา เช่น

เงินค่าเช่า ( 家賃 yachin )
คือค่าเช่าห้องเป็นเวลา 1 เดือน โดยปกติแล้วเป็นการชำระล่วงหน้า เงินค่าเช่าของเดือนถัดไป จะต้องจ่ายภายในสิ้นเดือนนี้ หรือบางที่อาจจะจ่ายเป็นรายปีเป็นต้น

เงินกินเปล่า ( 礼金 reikin )
หนึ่งในเงินที่ทุกคนสงสัยเวลาต้องจ่าย เพราะไม่มีที่ไทย โดยเป็นเงินค่าธรรมเนียมประเภทหนึ่งที่ต้องจ่ายให้เจ้าของบ้านเวลาที่จะเช่าห้อง โดยปกติคิดเป็นเงิน 1 ถึง 2 เท่าของค่าเช่าห้อง ซึ่งเงินนี้จะไม่ได้รับคืนอีกด้วย!

เงินมัดจำ (敷金 shikikin )
เป็นเงินที่เจ้าของบ้านจะเก็บไว้เพื่อเป็นเงินประกัน ในกรณีที่ผู้เช่าค้างจ่ายค่าเช่า หรือทำความเสียหายให้แก่ห้องเช่า โดยปกติคิดเป็นเงิน 1 ถึง 2 เท่าของค่าเช่าห้อง เวลาที่ย้ายออก ผู้เช่าจะได้รับเงินก้อนนี้คืน ( ถ้ามีเหลือ ) หลังจากที่หักค่าซ่อมแซมห้องแล้ว

ค่านายหน้า (仲介料:chuukairyou) ในกรณีที่ติดต่อเช่าบ้านโดยผ่านนายหน้าจัดหาบ้านเช่า จะต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมนี้ให้แก่นายหน้า โดยปกติจะคิดเป็นเงินเท่ากับค่าเช่าห้อง 1 เดือน
 
ค่าเปลี่ยนกุญแจ (鍵交換費用:Kagi koukan hiyou) ห้องพักบางแห่ง จะมีการเปลี่ยนกุญแจประตูเพื่อปลอดภัยของผู้เช่าใหม่ เนื่องจากอาจมีกรณีที่ผู้เช่าคนเก่าทำการปั้มกุญแจเอาไว้ โดยปกติคิดเป็นเงินประมาณ 10,000 – 30,000 เยน

ค่าประกันอัคคีภัย (火災保険料:Kasai Hokenryou) ห้องเดี่ยวประมาณ 17,000 – 30,000 เยนต่อ 2 ปี

ค่าใช้จ่าย ค่าเช่า ที่พักในญี่ปุ่น

3 สิ่งที่ว่ามาข้างต้นนั้น เป็นเรื่องที่เราควรตรวจสอบเป็นหลักๆ ก่อนจะทำการตัดสินใจในการจองที่พักค่ะ แต่ทั้งนี้การจะไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น ก็ยังมีอีกหลายสิ่งมากมายที่เราจะต้องคำนึงถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผู้ค้ำประกัน การย้ายเข้า การเช่าเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ซึ่งเราควรสอบถามกับเจ้าของที่พักโดยตรงอย่างละเอียดตั้งแต่ก่อนตัดสินใจค่ะ

 

มาเลือกที่พักที่เหมาะกับตัวเอง จากบริษัทจัดหาที่พักชื่อดังในญี่ปุ่น

ที่ Stand by รอให้ข้อมูลทุกคน กันได้เลยที่ งาน JAPAN EDUCATION FAIR 2020

JAPAN EDUCATION FAIR 2020

✅ เลือกรูปแบบที่พักตามความชอบ

✅ สอบถามข้อมูลรายละเอียดต่างๆแบบละเอียด

✅ ชมรูปภาพ คลิปวิดีโอ ของห้องพักจริงประกอบการตัดสินใจ

✅ เข้าร่วมฟรี ได้ทางออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Zoom

✅ มีล่ามให้ทุกห้อง ไม่ต้องกลัวคุยกันไม่รู้เรื่อง

พบกัน วันที่ 5 – 6 กันยายน 2563  

ลงทะเบียนจองวัน – เวลา ที่ต้องการพูดคุยได้ที่นี่เลยค่ะ

คุยกับ OAKHOUSE  

บริษัทอสังหาริมทรัพย์ โดยให้บริการจัดหาที่พักทั้งเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ อพาร์ทเมนท์ และแชร์เฮ้าส์ ใน Tokyo, Kanagawa, Chiba, Saitama, Osaka, Kyoto และ Hyogo

จองเวลาพูดคุย


คุยกับ Home stay in Japan

บริษัทจัดหาโฮมสเตย์ทั่วประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันมีโฮสแฟมิลี่ที่ลงทะเบียนไว้ใน 47 จังหวัดทั่วประเทศ รวมกว่า 5,000 บ้าน เข้าพักได้ตั้งแต่ 1 คืน จนไปถึงเข้าพักระยะยาว

จองเวลาพูดคุย


คุยกับ LAND HOUSING

บริการหาห้องพักทั่วประเทศญี่ปุ่นตามความต้องการ Made-to-order

จองเวลาพูดคุย

สนใจเรื่อง ที่พักในญี่ปุ่น อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่


ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น
เป็นสำนักงานในประเทศไทยของสถาบันโดยตรง  แนะแนวศึกษาต่อญี่ปุ่นทุกระดับ โดยศิษย์เก่าญี่ปุ่น  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน  โดยไม่คิดค่าดำเนินการใด ๆ รวมถึงค่าส่งเอกสารไปที่ญี่ปุ่น

ปรึกษาเรื่องเรียนต่อญี่ปุ่น โทร. 02-267-7726
email : ask@jeducation.com

ขอข้อมูลเพิ่มเติม คุยกับเจ้าหน้าที่ คลิกเลย  >> https://bit.ly/jed-line

โฮมสเตย์ที่ญี่ปุ่น : Homestay in Japan

ไปอยู่ โฮมสเตย์ ที่ญี่ปุ่น

การเรียนภาษาญี่ปุ่นให้เก่งขึ้น สิ่งสำคัญคือการฝึกฝน   หลายคนแม้จะเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น ก็ใช่ว่าจะมีโอกาสได้พูดคุยกับคนญี่ปุ่นได้บ่อยๆ

การพักอาศัยแบบ โฮมสเตย์  ที่ทำให้เราได้มีโอกาสพักอาศัยอยู่กับครอบครัวคนญี่ปุ่นจริงๆ  จึงเป็นหนึ่งทางเลือกที่นอกจากจะได้ฝึกฝนภาษาญี่ปุ่นแล้ว  ยังได้เรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นจริงๆ อีกด้วย

โฮมสเตย์เหมาะกับใคร?

・ผู้ที่ต้องการพัฒนาภาษาญี่ปุ่นให้เก่งขึ้น
・ผู้ที่ต้องการเรียนรู้ประเพณีและวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น
・ผู้ที่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นจากประสบการณ์จริง

พักแบบโฮมสเตย์ได้ประโยชน์ยังไง 

・ได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นที่เรียนจากโรงเรียนมาฝึกพูดคุยกับโฮส
・ได้เรียนรู้คำศัพท์ บทสนทนา แบบที่เป็นธรรมชาติ ภาษาญี่ปุ่นในแบบที่คนญี่ปุ่นใช้กันจริงๆ
・หากมีข้อสงสัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษาญี่ปุ่น การใช้ชีวิตในญี่ปุ่น สามารถสอบถามโฮสได้
・ได้เข้าใจวิถีชีวิต ประเพณี  วัฒนธรรม แบบญี่ปุ่นจริงๆ
・หลังจากกลับประเทศแล้วยังสามารถติดต่อครอบครัวเจ้าบ้านต่อได้

พักแบบโฮมสเตย์ที่ไหนได้บ้าง

ครอบครัวโฮสต์แฟมิลี่ของ Next Stage หน่วยงานซึ่งจัดหา โฮมสเตย์ที่ญี่ปุ่น นั้น มีอยู่ทั่วประเทศ
○ มีหลายครอบครัวที่มีแม่บ้านอายุประมาณ 30 ถึง 40 ปี
⇒หลายครอบครัวมีสมาชิกที่มีประสบการณ์ท่องเที่ยวหรือศึกษาในต่างประเทศ
○ หลายครอบครัวมีสมาชิกที่มีประสบการณ์ในการศึกษาในต่างประเทศ
⇒สามารถเข้าใจท่านได้เพราะมีประสบการณ์การเรียนต่างประเทศมาแล้ว
○ หลายครอบครัวสนใจที่จะสนับสนุนนักเรียนต่างชาติ
○ หลายครอบครัวต้องการและชอบที่จะต้อนรับนักเรียนต่างชาติ

โฮมสเตย์ที่ญี่ปุ่น

จะได้อยู่กับโฮสต์แบบไหน 

ทางหน่วยงานจะจัดหาบ้านที่เหมาะสมให้  ตามที่นักเรียนขียนในแบบฟอร์มใบสมัครเป็นหลัก เช่น
・สูบบุหรี่, ไม่สูบบุหรี่
・ต้องการบ้านมีเด็กหรือไม่
・ชอบสัตว์, ไม่ชอบสัตว์
・โรคภูมิแพ้
・งานอดิเรก
เป็นต้น

 

ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร

ค่าดำเนินการ  ¥21,600 เยน (รวมภาษี)

ค่าโฮมสเตย์
1. แบบอาหารสองมื้อ(เช้า・เย็น) 5,292 เยนต่อคืน (รวมภาษี)
2. แบบอาหารหนึ่งมื้อ(เช้า)          4,752 เยนต่อคืน (รวมภาษี)

~สิ่งที่รวม~
○เอกสารปฐมนิเทศโฮมสเตย์
○ปฐมนิเทศโฮมสเตย์
○ค่าที่พักโฮมสเตย์ (ค่าอาหาร)
○สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ 24 ชั่วโมง

บริการรับจากสนามบิน
เที่ยวละ  16,000 เยน (รวมภาษี)
※เจ้าหน้าที่จะใช้ระบบรถสาธารณะไปรับท่านที่สนามบิน ราคานี้รวมค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
หมายเหตุ ไม่มีบริการรับโดยรถส่วนบุคคล

 

จะสมัครอย่างไร

◆  แจ้งกับเจ้าหน้าที่แนะแนวของเจเอ็ดดูเคชั่น  ว่าต้องการพักแบบโฮมสเตย์
◆  เจ้าหน้าที่จะส่งแบบฟอร์มใบสม้คร และแบบสอบถามให้นักเรียนกรอกข้อมูล

หลังจากสมัครแล้ว ทางหน่วยงานผู้ดำเนินการจะจัดหาครอบครัวที่เหมาะสมให้นักเรียน
ทั้งนี้ นักเรียนไม่สามารถเลือกครอบครัวเองได้  จึงควรตอบคำถามในแบบสอบถามให้ละเอียด เพื่อที่จะหาครอบครัวให้นักเรียนได้อย่างเหมาะสม

 

มาเลือกที่พักที่เหมาะกับตัวเอง จากบริษัทจัดหาที่พักชื่อดังในญี่ปุ่น

ที่ Stand by รอให้ข้อมูลทุกคน กันได้เลยที่ งาน JAPAN EDUCATION FAIR 2020

JAPAN EDUCATION FAIR 2020

✅ เลือกรูปแบบที่พักตามความชอบ

✅ สอบถามข้อมูลรายละเอียดต่างๆแบบละเอียด

✅ ชมรูปภาพ คลิปวิดีโอ ของห้องพักจริงประกอบการตัดสินใจ

✅ เข้าร่วมฟรี ได้ทางออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Zoom

✅ มีล่ามให้ทุกห้อง ไม่ต้องกลัวคุยกันไม่รู้เรื่อง

พบกัน วันที่ 5 – 6 กันยายน 2563  

ลงทะเบียนจองวัน – เวลา ที่ต้องการพูดคุยได้ที่นี่เลยค่ะ

คุยกับ OAKHOUSE  

บริษัทอสังหาริมทรัพย์ โดยให้บริการจัดหาที่พักทั้งเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ อพาร์ทเมนท์ และแชร์เฮ้าส์ ใน Tokyo, Kanagawa, Chiba, Saitama, Osaka, Kyoto และ Hyogo

จองเวลาพูดคุย


คุยกับ Home stay in Japan

บริษัทจัดหาโฮมสเตย์ทั่วประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันมีโฮสแฟมิลี่ที่ลงทะเบียนไว้ใน 47 จังหวัดทั่วประเทศ รวมกว่า 5,000 บ้าน เข้าพักได้ตั้งแต่ 1 คืน จนไปถึงเข้าพักระยะยาว

จองเวลาพูดคุย


คุยกับ LAND HOUSING

บริการหาห้องพักทั่วประเทศญี่ปุ่นตามความต้องการ Made-to-order

จองเวลาพูดคุย

 

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

เป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของสถาบันโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง  ไม่คิดค่าดำเนินการใดๆ

รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)

ติดต่อสอบถาม-ปรึกษาเรื่องเรียนต่อญี่ปุ่น
โทร. 02-267-7726
email : ask@jeducation.com

ขอข้อมูลเพิ่มเติม คุยกับเจ้าหน้าที่ คลิกเลย  >> https://bit.ly/jed-line