4 Steps ขั้นตอนการหา ทุนเรียนต่อญี่ปุ่น

4 Steps ขั้นตอนการหา ทุนเรียนต่อญี่ปุ่น

SHARE
, / 7695 0
Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+Share on LinkedInDigg thisShare on Tumblr

ทุนเรียนต่อญี่ปุ่น  จริงๆแล้วมีอยู่มากมายค่ะ
เพียงแต่ว่า ใครจะมีความพยายามในการศึกษาหาข้อมูลมากกว่ากัน

จะทำยังไงให้ได้ทุน? #เจ๊เอ๊ด สรุปมาให้แล้ว
อย่าแค่อ่านแล้วผ่านไป ตั้งเป้าหมายและลงมือทำเลยค่ะ

Step 1. หาข้อมูล

ถ้าไม่เริ่มต้นค้นหา จะเจอทุนได้อย่างไร ?
ไม่ใช่เราคนเดียวที่อยากได้ทุนไปเรียนต่อ
คนอื่นที่หาข้อมูลก่อน พยายามหาข้อมูลมากกว่า ก็นำหน้าเราไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

หาจากที่ไหน?

💻 อินเตอร์เน็ต
google อากู๋มีคำตอบให้มากมาย เพียงแค่คีย์ Keyword เช่น เรียนต่อญี่ปุ่น ทุนเรียนต่อญี่ปุ่น ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ฯลฯ ก็มีข้อมูลออกมามากมาย ทั้งประกาศรับสมัครทุน , บอกเล่าประสบการณ์ หรือรีวิวจากรุ่นพี่ที่เคยสอบชิงทุน ฯลฯ

Tips
– เมื่อได้ชื่อทุนนั้นๆ มา ก็ลองเอามาเซิร์ซหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้ได้รายละเอียดมากขึ้น
– ควรเซิร์ซทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ( ถ้าคนที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่น จะเซิร์ซภาษาญี่ปุ่นเพิ่มอีกทางก็ได้ )

🎓 งานแนะแนวศึกษาต่อญี่ปุ่น
งานแนะแนวเรียนต่อ มักจะมีบูธให้ข้อมูลเรื่องทุนการศึกษา มีสัมมนาเรื่องทุนต่างๆ  มีรุ่นพี่ที่เคยได้ทุนมาให้คำแนะนำ ฉะนั้น การไปงานแนะแนวเรียนต่อ จะทำให้ได้ข้อมูลเรื่องทุนมากขึ้น

อีกทั้งตามบูธของสถาบันต่างๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย มักจะมีรุ่นพี่ศิษย์เก่ามาเป็นล่ามให้ข้อมูล ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนทุน หรือทราบข้อมูลการขอทุนของมหาวิทยาลัยนั้นๆ

ถ้าสนใจจะสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยนั้นอยุ่แล้ว ก็ลองสอบถามดูเผื่อจะมีทุนบางประเภท เช่น ทุนส่วนลดค่าเล่าเรียน

🏫 สถาบันที่เรียนอยู่ อาจารย์
ถ้าเป็นนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย  ควรไปติดต่อสอบถามที่หน่วยงานวิเทศสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยก่อนเลยค่ะ มหาวิทยาลัยญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อย ที่มีการทำสัญญากับมหาวิทยาลัยไทย ในการให้ทุนแลกเปลี่ยนระยะสั้น

และขอบอกว่า ” ไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กเอกญี่ปุ่นเท่านั้น  เรียนคณะอะไรก็มีโอกาสได้ทุนไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นได้ค่ะ”

ปรึกษากับอาจารย์ที่ภาควิชาหรือที่คณะ ลองหาข้อมูลดูว่าอาจารย์ท่านใดจบการศึกษาจากญี่ปุ่น ปรึกษาท่านดูว่าท่านจบจากที่ไหน หรือเคยได้ทุนอะไร  แล้วก็เอามาหาข้อมูลเพิ่มเติม

ที่สำคัญคือ
ต่อไปนี้… ควรจะเลิกถามว่า ” มีทุนอะไรบ้าง”

คำถามประเภท ” อยากเรียนต่อญี่ปุ่น มีทุนอะไรบ้างคะ” ” อยากเรียนต่อวิศวะ มีทุนไหมครับ” ” มีทุนไหนดีๆ แนะนำบ้างไหมคะ”

ควรเลิกถามได้แล้วค่ะ เพราะคำถามพื้นๆ แบบนี้ คุณควรเริ่มต้นหาข้อมูลด้วยตัวเองก่อน ไม่ใช่หวังพึ่งคนอื่น   ถ้าพอมีข้อมูลมาแล้ว หากมีข้อสงสัยใดๆ  ก่อนอื่นเลย ควรถามหน่วยงานผู้ให้ทุนนั้นโดยตรง หรือสอบถามคนที่เคยได้ทุนนั้นมาก่อน

การที่คุณได้ศึกษาข้อมูลมาบ้างแล้ว มีความพยายามมาบ้างแล้วล่ะก็  รับรองว่าจะได้คำแนะนำดีๆ แบบคาดไม่ถึงค่ะ ใครๆ ก็อยากให้ความช่วยเหลือคนที่มีความพยายาม มากกว่าคนที่แบมือรออย่างเดียว ไม่ทำอะไรนะคะ

คราวนี้มาทำความรู้จักทุนประเภทต่างๆ กันค่ะ ว่ามีทุนประเภทไหนบ้าง

ทุนจากหน่วยงานต่างๆ ที่สมัครก่อนไปญี่ปุ่น
หมายถึงทุนที่สมัครในเมืองไทย ถ้าได้ทุนแน่นอนแล้วก็ค่อยไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น มีทั้งทุนให้เปล่า และทุนที่ต้องกลับมาใช้ทุน เช่น ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น , ทุนรัฐบาลไทย , ทุนหน่วยงานองค์กรต่างๆ ในไทย , ทุนแลกเปลี่ยนระยะสั้นของมหาวิทยาลัย   ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://jeducation.com/main/scholarship/

 

ทุนของมหาวิทยาลัยที่สมัครพร้อมสมัครเรียน
มหาวิทยาลัยญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยค่ะ ที่ให้ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติที่สมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นๆ ส่วนใหญ่ในเว็บไซท์ของมหาวิทยาลัยจะเขียนไว้เลยว่า มีระบบทุนการศึกษาหรือระบบลดค่าเล่าเรียนให้นักศึกษาต่างชาติอย่างไรบ้าง มีทั้งทุนยกเว้นค่าเล่าเรียน 100% ทุนลดค่าเล่าเรียนส่วนหนึ่ง , ทุนช่วยเหลือค่าครองชีพ ฯลฯ

ในกรณีที่มีการให้ขอทุนตั้งแต่การสมัครเข้าเรียน  ในขั้นตอนการสมัครจะมีฟอร์มให้กรอกแจ้งความจำนงขอทุนการศึกษาไว้ด้วย   หน้าที่ของคุณก็คือกรอกใบสมัครแจ้งความจำนงในการขอทุนไป  ทำตามขั้นตอนที่เค้าอธิบายไว้ในเว็บไซต์นั่นล่ะค่ะ 

นอกจากนั้น ยังมีหลายๆ แห่งเขียนไว้ตัวเป้งมาก ว่าสามารถยื่นสมัครขอทุนรัฐบาลญี่ปุ่นได้ด้วย (ทุนประเภท University Recommended)

แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ผู้สมัครจะได้ทุนทุกคนนะคะ
บางคน มหาวิทยาลัยรับเป็นนักศึกษา แต่ไม่ได้รับทุน
บางคน มหาวิทยาลัยรับเป็นนักศึกษาและให้ทุนด้วย

การจะหาทุนประเภทนี้ คือหามหาวิทยาลัยที่ต้องการจะสมัครเข้าเรียน แล้วดูว่ามหาวิทยาลัยนั้น ให้ยื่นขอทุนพร้อมกับการสมัครเข้าเรียนหรือไม่

 

ทุนที่สมัครเมื่อเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น
ทุนที่มีเยอะที่สุดคือทุนสำหรับนักเรียนต่างชาติ ที่กำลังศึกษาอยู่ในญี่ปุ่นแล้ว มีทั้งทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ทุนของหน่วยงานราชการหรือท้องถิ่น ทุนองค์กรเอกชนหรือหน่วยงานต่างๆ ในญี่ปุ่น

ทุนประเภทนี้ บางทุนจะมีเงื่อนไขแตกต่างกันไป ตามแต่วัตถุประสงค์ของผู้ให้ทุน เช่น ให้เฉพาะนักเรียนต่างชาติจากประเทศ…. , ให้นักเรียนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเขต…. , นักเรียนต่างชาติที่เรียนสาขาวิชา… เป็นต้น

ดูข้อมูลทุนที่สมัครได้ที่ญี่ปุ่น
http://www.jasso.go.jp/en/study_j/scholarships/brochure.html
http://www.jpss.jp/th/scholarship/

 จดโน้ตไว้ว่าทุนนั้นๆ เปิดรับสมัครช่วงไหน

ระหว่างที่หาข้อมูล ใช่ว่าจะมีทุนที่เปิดรับสมัครอยู่ช่วงนั้นพอดี
ฉะนั้น เมื่อเจอทุนไหนที่คิดว่าตัวเองพอจะมีคุณสมบัติที่สามารถสมัครได้ ควรบันทึกข้อมูลไว้  ทำลิสต์รายการไว้เลยว่ามีทุนอะไรบ้าง จะสมัครทุนนั้นต้องมีคุณสมบัติยังไงบ้าง  ที่สำคัญคือ โน้ตไว้เลยว่าทุนนั้น เปิดรับสมัครช่วงไหน เพราะส่วนใหญ่แล้วแต่ละทุนมักจะเปิดรับสมัครช่วงเวลาเดียวกันของทุกปี

 

 Step 2. เตรียมคุณสมบัติให้พร้อม  

 

ถ้าคิดจะสอบชิงทุนแล้วล่ะก็ ก่อนอื่นเลยคือต้องเตรียมคุณสมบัติตัวเองให้พร้อมค่ะ
เพราะถ้าคุณสมบัติไม่ตรงตามเงื่อนไข ก็หมดสิทธิ์ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม


GPA เกรดเฉลี่ย

แน่นอนว่าทุนส่วนใหญ่ใช้วิธี screen ผู้สมัครในขั้นต้นด้วยเกรดเฉลี่ย ไม่ต้องมางอแงเลยค่ะว่า ตัวเองเกรดไม่สวย เรียนไม่เก่ง  ถ้าอยากจะได้ทุน สิ่งสำคัญที่สุดคือทำเกรดเฉลี่ยให้สูงที่สุดศึกษาข้อมูลเลยค่ะว่าทุนที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะสมัครนั้น
เค้ากำหนดเกรดเฉลี่ยไว้ไหม ถ้ากำหนดจะต้องได้เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่
ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าจะสมัครทุนรัฐบาลญี่ปุ่น
ทุนระดับปริญญาตรี จะต้องได้เกรดเฉลี่ย 3.8
ทุนระดับนักศึกษาวิจัย
– ถ้าจะต่อป.โท เกรดเฉลี่ยป.ตรี 3.25
– ถ้าจะต่อป.เอก เกรดเฉลี่ยป.ตรี 3.25 ป.โท 3.50
( ยกเว้นผู้สมัครที่มีผลสอบวัดระดับ JLPT หรือคะแนน EJU มาใช้ประกอบการสมัคร )

ผลสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น JLPT , EJU

ถ้าคิดจะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นอยู่แล้ว เริ่มต้นเรียนภาษาญี่ปุ่นเลยค่ะ การมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นจะเป็นข้อได้เปรียบ เพราะทุนที่ให้ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น เค้าคาดหวังว่าคุณจะสามารถเรียนและใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นได้แน่ๆ ไม่ใช่ไปเจอความยากของภาษาญี่ปุ่น หรือทนไม่ไหวกับการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นที่ต้องใช้แต่ภาษาญี่ปุ่น แล้วถอดใจกลับไทย

ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ยังมีข้อยกเว้นในเรื่องเกรดเฉลี่ย ที่สามารถต่ำกว่าเกณฑ์ได้ ถ้ามีผลคะแนนภาษาญี่ปุ่นมาประกอบ

ยกตัวอย่างเช่น

ทุนระดับปริญญาตรี
ถ้าเกรดเฉลี่ย 3.50 ขึ้นไปแต่ไม่ถึง 3.80
สามารถนำผลสอบ JLPT ระดับ3 หรือ N3 มายื่นประกอบได้

ถ้าเกรดเฉลี่ย 3.30 ขึ้นไปแต่ไม่ถึง 3.50
สามารถนำผลสอบ JLPT ระดับ 1 หรือ N1 / ระดับ2 หรือ N2 มายื่นประกอบได้

ทุนระดับนักศึกษาวิจัย ต่อป.โท
ถ้าเกรดเฉลี่ย 3.15 ขึ้นไปแต่ไม่ถึง 3.25
สามารถนำผลสอบ JLPT ระดับ3 หรือ N3/N4 มายื่นประกอบได้

ถ้าเกรดเฉลี่ย 3.00 ขึ้นไปแต่ไม่ถึง 3.15
สามารถนำผลสอบ JLPT ระดับ2 หรือ N2 มายื่นประกอบได้
เป็นต้น

ผลสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ
หลายทุนที่ให้ไปเรียนด้วยหลักสูตรภาษาอังกฤษ จะกำหนดให้ยื่นผลสอบภาษาอังกฤษ เช่น TOEFL หรือ IELTS ด้วย  ถ้าถามว่าควรได้คะแนนเท่าไร? ขึ้นอยู่กับแต่ละทุน
แต่โดยทั่วไปแล้ว ไม่ควรต่ำกว่าเกณฑ์ด้านล่างนี้ค่ะ
TOELF-iBT: 79 คะแนนขึ้นไป
TOELF-PBT: 550 คะแนนขึ้นไป
IELTS (Academic Module): 6.0 ขึ้นไป
Step 3 : ขั้นตอนการสมัคร 
มาถึงขั้นตอนการสมัครกันล่ะค่ะ ไม่ต้องรอให้ทุนเปิดรับสมัครแล้วค่อยหาข้อมูลนะคะ ศึกษาข้อมูลการรับสมัครไว้ล่วงหน้าเลยค่ะ

🔎 ศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขของทุนให้ละเอียด

ที่สำคัญคือ ทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ของทุนนั้นให้ดี คนสมัครกันเยอะแยะ ทำไมเค้าถึงต้องเลือกเรา เรามีคุณสมบัติหรือมีความเหมาะสมที่จะได้รับทุนนี้อย่างไร    อ่านรายละเอียดวิธีการสมัครให้รอบคอบ และทำตามให้ถูกต้อง

เตรียมเอกสารต่างๆ ให้ครบถ้วน
ระวังเรื่องอายุของเอกสารด้วยนะคะ  เช่น จะต้องเป็นเอกสารที่ออกมาไม่เกินกี่เดือน หรือผลคะแนนภาษาต่างๆ ต้องภายในกี่ปี
รูปถ่าย
รูปถ่ายที่สุภาพเรียบร้อย ขนาดและจำนวนให้ตรงที่ทางทุนกำหนด
เขียนชื่อนามสกุลภาษาอังกฤษไว้หลังรูปทุกใบ หรือเขียนรายละเอียดตามที่ทางทุนกำหนด

Letter of Recommendation จดหมายแนะนำจากอาจารย์ , ผู้บังคับบัญชา
มีหลายทุนที่จะต้องยื่น Letter of Recommendation จากอาจารย์หรือหัวหน้างาน เพื่อดูลักษณะนิสัยหรือคุณสมบัติของผู้สมัครในแง่มุมอื่นจากบุคคลที่อยู่ในระดับสูงกว่า

 Letter of Recommendation ที่ดี ไม่ใช่ว่าจะให้ใครเขียนก็ได้นะคะ 
  • ควรเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับสาขานั้น รู้จักเราจริงๆ และสามารถเขียนถึงเราในแง่มุมที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่เขียนในมุมกว้างๆ ทั่วๆไป เหมือนๆ กันหมดทุกคน ที่สำคัญคือจะต้องเป็นผู้ที่มองเห็นเราในแง่มุมที่ดี
  • การจะติดต่ออาจารย์หรือเจ้านายให้เขียนจดหมายแนะนำ ต้องติดต่อล่วงหน้านะคะ ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บจะขอจดหมาย  พร้อมบอกกำหนดการให้ทราบว่าจะต้องใช้เมื่อไหร่ ควรให้ได้มาล่วงหน้าก่อนเดทไลน์การปิดรับสมัครพอสมควร
  • ต้องไปพบท่านด้วยตัวเองนะคะ ไม่ใช่ส่ง line หรืออีเมล์ไปขอดื้อๆ นัดเข้าไปพบอย่างเป็นทางการ  พร้อมอธิบายให้ท่านทราบด้วยว่า คุณจะสมัครทุนอะไร ถ้าสามารถแนบตัวอย่าง Personal Statement หรือ Research Plan ไปด้วยก็ได้
  • และไม่ว่าจะได้ทุนหรือไม่ ควรส่งจดหมายไปขอบคุณทุกท่านที่กรุณาเขียนจดหมายแนะนำให้  ไม่แน่ว่า…คุณอาจจะต้องรบกวนท่านอีกครั้งในอนาคต
ตอนที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย ใครที่สนิทกับอาจารย์ ไม่ใช่แค่ตีซี้อาจารย์นะคะ สนิทในแง่มุมของการเป็นนิสิตนักศึกษาที่ดี มีความตั้งใจ ก็ขออาจารย์ให้ช่วยเขียนได้ไม่ยาก
แต่ใครที่ไม่เคยโผล่หน้าไปให้อาจารย์เห็นเลย แล้วจู่ๆ จะไปขอจดหมายแนะนำ นี่ก็…อืมม์ เชื่อว่าอาจารย์ท่านก็ยินดีเขียนให้ล่ะค่ะ แต่จะกลายเป็นจดหมายแนะนำแบบที่เป็นแพทเทิร์นทั่วไป ไม่ได้ช่วยทำให้เราโดดเด่นหรือแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร

Personal Statement / Research Proposal

ในการสมัครทุน นอกเหนือจากประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษาหรือการทำงานทั่วไปแล้ว จะมีแบบฟอร์มสำหรับเขียน
Personal Statement หรือถ้าเป็นระดับบัณฑิตวิทยาลัย จะมีให้เขียน Research Plan อธิบายแผนการวิจัยด้วย

ศึกษาวิธีการเขียนที่ถูกต้อง ถ้าไม่รู้ว่าจะเขียนยังไงดีถามอากู๋เลยค่ะ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ...เพียบ!
เขียนจากสิ่งที่เป็นความคิดของตัวเอง ไม่ก๊อปปี้คนอื่น  ความยาวตามที่กำหนด ไม่สั้นหรือยาวเกินกว่าที่กำหนด

Personal Statement / Research Plan    จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษ (หรือญี่ปุ่น) ดังนั้น เมื่อเขียนเสร็จแล้ว ควรให้คนที่เก่งด้านภาษาช่วยตรวจทานการใช้ภาษา คำศัพท์และไวยากรณ์ที่ถูกต้องอีกครั้ง

 

รวบรวมเอกสารให้ครบถ้วน
  • เมื่อได้เอกสารครบแล้ว ตรวจทานเอกสารอีกครั้งอย่างถี่ถ้วน
  • เรียงเอกสารตามลำดับที่ทางทุนระบุไว้  ถ้ามี checklist ให้เรียงเอกสารตาม checklist นั้น
  • ก่อนจะส่งเอกสารสมัคร  อย่าลืม ถ่ายสำเนาเอกสารการสมัครไว้ทั้งหมดด้วยค่ะ
ส่งเอกสารก่อนวันปิดรับสมัค
ควรดำเนินการสมัครให้เสร็จก่อนวันปิดรับสมัครวันสุดท้าย เพราะหากฉุกเฉินเกิดอะไรผิดพลาด ส่งไม่ทันตามกำหนด เช่น ถ้าต้องไปส่งด้วยตนเอง ดั๊นเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ไปยื่นไม่ทันตามเวลา หรือต้อง submit เอกสารออนไลน์ แต่อินเตอร์เน็ตมีปัญหากระทันหัน จะทำให้พลาดไปอย่างน่าเสียดาย
Step 4 : การสอบ

ทุนส่วนใหญ่ที่สมัครในไทยจะมีการสอบข้อเขียน , สอบสัมภาษณ์
ทุนที่สมัครไปยังมหาวิทยาลัย อาจจะพิจารณาจากเอกสาร แล้วนัดสัมภาษณ์ทางอินเตอร์เน็ต
แล้วแต่การคัดเลือกของแต่ละทุนไป

ศึกษาข้อสอบเก่า (ถ้ามี)
  • ลองเซิร์ซอินเตอร์เน็ตดูเลยค่ะ  ถ้ามีข้อสอบเก่า ให้ฝึกทำข้อสอบเก่าโดยจับเวลาสอบตามจริง
  • อ่านรีวิวจากรุ่นพี่ที่เคยได้ทุนนั้นๆ  รุ่นพี่ใจดีเขียนรีวิวไว้เยอะแยะ
  • อ่านหนังสือพิมพ์ อ่านข่าวสารต่างๆ เพิ่มพูนความรู้รอบตัวด้วย
สอบข้อเขียน
  • ไปถึงสถานที่สอบล่วงหน้า ก่อนเวลาสอบจริง เผื่อเวลาหลงทางหรือหาห้องสอบไม่เจอ
  • กินให้อิ่มพอประมาณ
  • เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนเข้าห้องสอบ
  • ทำใจให้สบาย ไม่ต้องเครียด มาถึงวันนี้แล้ว จะทำข้อสอบได้หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่การพยายามนั่งท่องหนังสืออยู่หน้าห้องสอบค่ะ แต่เป็นความรู้ที่สั่งสมมาในระยะยาว
  • ทำข้อสอบอย่างมีสติ ไม่ต้องกังวลกับคนรอบข้าง ที่ดูเหมือนจะเทพๆ กันทั้งน้าน

สอบสัมภาษณ์
ถ้าผ่านมาถึงขั้นตอนการสอบสัมภาษณ์ได้  แปลว่าเท้าคุณก้าวเข้าไปเป็นนักเรียนญี่ปุ่นข้างนึงล่ะค่ะ เหลืออีกข้าง จะชี้เป็นชี้ตาย ก็อยู่ที่ตอนสอบสัมภาษณ์เนี่ยล่ะ

ซักซ้อมให้มั่นใจ
อย่าคิดว่าเราจะตอบคำถามได้ดี ถ้าไม่ซ้อมมาก่อน
ควรซักซ้อมการตอบคำถาม ด้วยการออกเสียงจริง เพราะเมื่อถึงเวลาสอบสัมภาษณ์จริง เราอาจจะตื่นเต้น ประหม่า เกิดอาการมึนตึ๊บ นึกคำศัพท์ไม่ออก อธิบายไม่ถูก

โดยเฉพาะในส่วนของ Research Proposal ต้องเป๊ะ เขียนอะไรส่งไปตอนสมัคร เอากลับมาทบทวนอีกที

 

แต่งกายสุภาพ รู้จักกาละเทศะ
แต่งกายที่สุภาพเหมาะสม ผมเผ้าไม่ยุ่งเหยิง
ถ้าเป็นนักเรียน นิสิตนักศึกษา ใส่เครื่องแบบไปได้ค่ะ แต่ไม่ใช่ชุดนักศึกษากระโปรงสั้นเต่อหรือเสื้อรัดรูปจนเกินไป

ถ้าเป็นคนทำงาน แต่งกายสุภาพ ผู้ชายใส่เสื้อเชิ๊ตเอาเสื้อเข้าในกางเกง ผู้หญิงใส่ชุดกระโปรงแบบสุภาพ ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป ดูให้เหมาะสมกับกาละเทศะ   หรือเพื่อความปลอดภัย ใส่สูทไปเลยก็ได้ ถ้าผู้สัมภาษณ์เป็นคนญี่ปุ่น การใส่สูทเป็นเรื่องปรกติธรรมดามากค่ะ

 

ศึกษามารยาทแบบญี่ปุ่น
ก็จะไปเรียนต่อญี่ปุ่นอ่ะนะคะ ถ้าหน่วยงานผู้ให้ทุนนั้น เป็นหน่วยงานญี่ปุ่นล่ะก็ ศึกษามารยาทของญี่ปุ่นไว้บ้างก็ดีค่ะ
แต่ถ้าไม่มั่นใจ กลัวทำผิด ก็ขอให้แสดงมารยาทงามๆ แบบไทยเนี่ยล่ะค่ะ

 

ระหว่างการสัมภาษณ์
  • พยายามสงบจิตสงบใจ ไม่ให้ตื่นเต้น พูดจาชัดถ้อยชัดคำ หน้าตาที่สดชื่นพร้อมรอยยิ้
  • ถ้าไม่เข้าใจคำถาม ให้ถามกลับไปอีกครั้ง อย่าพยายามตอบคำถามทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเค้าถามอะไรมา
  • ถ้าโดนคำถามที่เหมือนจะแกล้งถามแบบกวนๆ ให้หายใจเข้าลึกๆ แล้วตอบคำถามแบบใจเย็น ไม่ชักสีหน้าหรือแสดงความโกรธออกไป
  • สัมภาษณ์เสร็จแล้ว อย่าลืมกล่าวขอบคุณผู้สัมภาษณ์ทุกท่าน
  • ที่สำคัญ* อย่าลืมปิดโทรศัพท์มือถือก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์นะคะ

คนที่ได้ทุนไปเรียนต่อ
ไม่ใช่เพราะโชคช่วยค่ะ
แต่เพราะความมุ่งมั่นและมีความพยายาม
คุณก็สามารถเป็นหนึ่งในนักเรียนทุนญี่ปุ่นได้เช่นกัน
頑張ってください。ganbattekudasai.
สู้! สู้! ค่ะ
#เจ๊เอ๊ด เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่มุ่งมั่นและพยายามนะคะ
ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น
เป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของสถาบันการศึกษาที่ญี่ปุ่นโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง  ไม่คิดค่าดำเนินการใดๆ
รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)
ติดต่อสอบถาม – สมัคร เรียน
สาขาสีลม โทร. 02-2677726 ต่อ 101-104
สาขาอโศก โทร. 02-665-2969
email : ask@jeducation.comเพิ่มเพื่อน
Be Sociable, Share!

PASSWORD RESET

LOG IN