บทเรียนชีวิตนอก Comfort Zone ของ “นิว” รุ่นพี่ EHLE

จากโปรแกรมเมอร์สู่ชีวิตนักเรียนในโอซาก้า: บทเรียนชีวิตนอก Comfort Zone ของ “นิว” รุ่นพี่ EHLE

การมาเรียนต่อญี่ปุ่นอาจเริ่มต้นจากความฝัน แต่เมื่อได้มาใช้ชีวิตจริง สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน สำหรับ “นิว” รุ่นพี่เจ๊เอ๊ดที่กำลังเรียนอยู่ที่ EHLE INSTITUTE Japanese Language School ในโอซาก้า ปี 2026 การเดินทางครั้งนี้คือการลองเริ่มต้นชีวิตใหม่ พร้อมผลสอบ JLPT N2 เงินเก็บ และประสบการณ์ทำงานด้านโปรแกรมเมอร์ 5 ปี

จากบัตรพำนักที่หายตั้งแต่วันแรก ไปจนถึงการติดต่อหน่วยงานราชการ การไปโรงพยาบาล และเรื่องเล็ก อย่างการเชื่อมต่อ Wi-Fi ทุกเหตุการณ์กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้เขารู้จักตัวเองมากขึ้น นิวจึงอยากแบ่งปันประสบการณ์เหล่านี้ให้คนที่กำลังคิดจะมาเรียนต่อญี่ปุ่นได้เห็นภาพว่า การก้าวออกจากพื้นที่คุ้นเคยเป็นอย่างไร ผ่านเรื่องเล่าของเขาต่อจากนี้

พกภาษาญี่ปุ่น เงินเก็บ และประสบการณ์ทำงาน มาเริ่มต้นชีวิตใหม่

“ญี่ปุ่นน่าเที่ยว แต่ไม่น่าอยู่” เป็นประโยคที่ผมได้ยินมานาน ยิ่งเมื่อมองข่าวสาร สถานการณ์ค่าเงิน และความไม่แน่นอนต่างๆ ในช่วงที่ตัดสินใจ ก็มีเหตุผลให้คิดเหมือนกันว่าการมาเรียนต่อญี่ปุ่นอาจไม่ได้เป็นตัวเลือกที่ดีนัก

แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบญี่ปุ่น อยากออกจาก Comfort Zone อยากลองพิสูจน์ว่าตัวเองสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง หรืออยากเปิดโลกให้กว้างกว่าเส้นทางที่คุ้นเคยอย่างเรียนจบแล้วทำงานประจำตรงสาย ผมก็อยากชวนให้ลองพิจารณาประสบการณ์แบบนี้สักครั้งในชีวิตครับ โดยเฉพาะในช่วงที่การจ้างงานมีความไม่แน่นอนและมีคนตกงานจำนวนมาก สำหรับบางคนที่ได้รับเงินชดเชยและมีเงินเก็บพร้อม การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นก็อาจเป็นจังหวะให้ลองเริ่มต้นเส้นทางใหม่ได้เช่นกัน

การมาอยู่ต่างแดนทำให้เราเจอสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ต้องรับมือกับเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน และบางครั้งก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดจนรู้สึกมืดแปดด้าน จะหลีกเลี่ยงก็ไม่ได้ ต้องค่อยๆ หาทางจัดการด้วยตัวเอง สำหรับผม นี่แหละครับคือความหมายของการออกจาก Comfort Zone

บทเรียนชีวิตนอก Comfort Zone ของ “นิว” รุ่นพี่ EHLE

สวัสดีครับ ผมชื่อนิว ปัจจุบันกำลังเรียนคอร์สพิเศษเพื่อการหางานที่ EHLE INSTITUTE Japanese Language School ในโอซาก้า ปี 2026 ผมตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมไว้ข้างหลัง แล้วเดิมพันกับการย้ายมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ญี่ปุ่น สิ่งที่พกมาด้วยคือผลสอบ JLPT N2 เงินเก็บ และประสบการณ์ทำงานด้านโปรแกรมเมอร์ 5 ปี

หลังจากนี้ผมจะได้งานประจำหรือได้ใช้ชีวิตอย่างที่ฝันไว้หรือไม่ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ตอบได้แล้วคือ ผมได้ออกจาก Comfort Zone จริง ๆ และมีบทเรียนชีวิตหลายเรื่องเป็นหลักฐานยืนยัน ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเลยทีเดียว

บทที่ 1: บัตรพำนักหายตั้งแต่วันแรกที่ได้รับ

ไซริวการ์ด หรือบัตรประจำตัวผู้พำนัก เป็นบัตรที่ผมได้รับตอนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง เมื่อเดินทางเข้าญี่ปุ่นด้วยวีซ่าระยะยาวอย่างวีซ่านักเรียน เป็นเอกสารสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตที่นี่ และผมก็ทำหายตั้งแต่วันแรกที่ได้รับครับ

ต้นเหตุคือความชะล่าใจของตัวเอง วันแรกมีหลายธุระที่ต้องใช้บัตรใบนี้ ผมหยิบเข้าออกอยู่ตลอด จนสุดท้ายเลือกเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกง ทั้งที่วันนั้นยังต้องลากกระเป๋าเดินทางไปด้วย และยังไม่คุ้นกับสถานที่ต่างๆ สุดท้ายบัตรก็หล่นหายระหว่างทาง ก่อนจะมารู้ภายหลังว่าหล่นอยู่บนรถแท็กซี่

ภาพป้อมตำรวจใกล้ที่พักในวันนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำชัดเจน

เมื่อรู้ตัวว่าบัตรหาย สิ่งที่ผมทำตามลำดับมีอยู่ 3 อย่างครับ

อย่างแรก ไปแจ้งตำรวจ ผมไปที่ป้อมตำรวจใกล้ที่พัก แจ้งว่าทำบัตรพำนักหาย เจ้าหน้าที่ขอดูพาสปอร์ต ซักถามข้อมูลส่วนตัว และให้ผมไล่เล่าว่าในวันนั้นไปที่ไหนมาบ้าง ตั้งแต่ช่วงที่ยังจำได้ว่ามีบัตรอยู่กับตัว จนถึงตอนที่รู้ว่าบัตรหายไปแล้ว เมื่อแจ้งเสร็จ ผมได้รับกระดาษที่มีหมายเลขเขียนไว้ตัวใหญ่ สำหรับนำไปใช้ติดต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แน่นอนว่าตลอดกระบวนการต้องสื่อสารเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมดครับ

อย่างที่สอง แจ้งโรงเรียน ผมเล่าเหตุการณ์ให้ทางโรงเรียนทราบเช่นเดียวกับที่แจ้งตำรวจ เพื่อให้โรงเรียนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเอกสารสำคัญของผม

อย่างที่สาม แจ้งทีมเจ๊เอ๊ดที่ช่วยแนะนำเรื่องเรียนต่อ ผมแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นอีกครั้ง และได้รับคำแนะนำว่าควรดำเนินการอะไรต่อ

หลังจากแจ้งครบแล้ว ผมไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโอซาก้าเพื่อขอบัตรใบใหม่ เอกสารที่เตรียมไปมีทั้งกระดาษหมายเลขที่ได้รับจากตำรวจ พาสปอร์ต และรูปถ่าย ซึ่งในบันทึกเดิมของผมระบุขนาดไว้ว่า 4 × 2 หากไม่มีรูปถ่าย ที่สำนักงานก็มีจุดให้ถ่ายได้ โดยตอนนั้นราคา 1,000 เยน

เมื่อไปถึง ผมติดต่อจุดคัดกรองเพื่อรับแบบคำร้องกรณีบัตรพำนักสูญหาย กรอกข้อมูลให้เรียบร้อย แล้วไปต่อแถวเพื่อยื่นเอกสารกับเจ้าหน้าที่ด้านใน

แต่เรื่องไม่ได้จบง่ายๆ ครับ เหมือนพระเจ้ากำลังนั่งกินป๊อปคอร์นแล้วดูชีวิตผมอยู่ เพราะเอกสารที่เตรียมไปยังไม่พอ เจ้าหน้าที่ต้องการเอกสารยืนยันตัวตนเพิ่มเติมที่มีข้อมูลตรงกับพาสปอร์ต และมีชื่อของผมเป็นภาษาญี่ปุ่น เช่น บัตร My Number บัตรนักเรียน หรือบัตรประกันสุขภาพ

ปัญหาคือผมยังไม่มีสักอย่าง ก็เพิ่งมาถึงแล้วทำบัตรหายตั้งแต่วันแรกนี่ครับ! เลยต้องวิ่งวุ่นหาเอกสารออนไลน์ที่พอจะใช้ได้ โชคดีในโชคร้าย เหมือนพระเจ้าจะเริ่มพอใจกับฉากที่กำลังดูอยู่ เพราะสุดท้ายสัญญาที่พักของผมสามารถใช้ยืนยันตัวตนได้ จึงออกบัตรพำนักใบใหม่สำเร็จ

พอมองย้อนกลับไป ผมควรปรึกษาเรื่องเอกสารให้ละเอียดอีกครั้งก่อนเดินทางไปสำนักงาน ถือเป็นความประมาทซ้อนอีกชั้น หลังจากได้บัตรใบใหม่มา ผมเลยตั้งสติและตั้งปณิธานกับตัวเองว่า ต่อจากนี้จะรักษาบัตรใบนี้ให้ดีเทียบเท่าชีวิตเลยครับ

อีกเรื่องที่อยากฝากจากประสบการณ์ครั้งนั้นคือ หากมีธุระที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ผมแนะนำให้ไปถึงก่อน 08.30 น. เพราะคิวที่เจอยาวมาก มาก มาก และเท่าที่พบก็ยาวทุกวันครับ

บทที่ 2: รอ My Number อยู่สองเดือน เพราะอ่านอีเมลไม่ละเอียด

My Number หรือ マイナンバー คือหมายเลขประจำตัว 12 หลักที่หน่วยงานราชการญี่ปุ่นใช้ระบุตัวบุคคลในเรื่องต่างๆ เช่น ภาษีและประกันสังคม
ตอนแรกผมเข้าใจว่า หลังจากลงทะเบียนขอบัตรผ่านเว็บไซต์แล้ว ก็รอรับทางจดหมายได้เลย จึงรอไปเรื่อยๆ จนผ่านไปสองเดือนก็ยังไม่ได้รับ ทั้งที่เริ่มมีความจำเป็นต้องใช้เวลาไปคลินิกหรือสมัครงานพิเศษ

สุดท้ายผมจึงไปสอบถามที่สำนักงานเขต และได้รู้ว่าบัตรของผมสามารถไปรับที่เขตได้แล้ว พอกลับมาเปิดอีเมลอ่านซ้ำอีกครั้ง ก็พบว่ามีข้อความแจ้งให้ไปรับที่เขตอยู่จริงๆ ครับ สรุปว่าไม่ได้เป็นปัญหาจากการจัดส่ง แต่เป็นเพราะผมอ่านอีเมลไม่ละเอียดเอง

บทเรียนจากเรื่องนี้คือ สมัครผ่านเว็บไซต์เสร็จแล้วก็ยังต้องติดตามข้อความแจ้งและอ่านรายละเอียดให้ครบ สำหรับกรณีของผม เมื่อได้รับแจ้งแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการไปรับบัตรที่สำนักงานเขต ไม่ใช่นั่งรอให้จดหมายมาถึงอย่างที่เข้าใจมาตลอดสองเดือน

บทที่ 3: ไปโรงพยาบาลครั้งแรก ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกป่วย

จากที่ผมได้สัมผัสการใช้ชีวิตที่นี่ เวลามีอาการไม่มาก หลายคนจะเริ่มจากร้านยา หากต้องพบแพทย์ก็มักไปคลินิกก่อน และหลายกรณีก็จบการรักษาที่คลินิก การไปโรงพยาบาลจึงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยนักในชีวิตประจำวันของผม

แต่การไปโรงพยาบาลครั้งแรกของผมไม่ได้เริ่มจากอาการป่วยหรืออุบัติเหตุครับ กลับเริ่มจากการตรวจสุขภาพทั่วไปของโรงเรียน เมื่อผลเอกซเรย์ทำให้แพทย์สงสัยว่าอาจเป็นวัณโรค ผมจึงต้องไปตรวจเพิ่มเติม และเรื่องนี้ก็ทำให้เสียทั้งเงิน เวลา และโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียน

สิ่งที่ผมเตรียมไปในครั้งนั้นมีบัตร My Number บัตรประกันสุขภาพ ผลตรวจครั้งก่อน และเงินสำหรับชำระค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจเป็นเงินสด Travel Card หรือบัตรเครดิต

สำหรับโรงพยาบาลที่ผมไป แม้จะเป็นผู้ป่วยนอกก็ต้องนัดหมายล่วงหน้า ทางโรงเรียนช่วยจัดการให้ โดยมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ประมาณ 3,000 เยน เมื่อไปถึง ขั้นตอนโดยรวมคล้ายกับที่ไทย ตั้งแต่ลงทะเบียน ซักประวัติ ตรวจ ไปจนถึงชำระเงิน
ความแตกต่างที่ผมรู้สึกชัดเจนที่สุดคือภาษา ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นในระดับที่สื่อสารทั่วไปได้ เพราะการติดต่อในครั้งนั้นไม่มีภาษาอังกฤษ โชคดีที่คุณครูไปด้วย จึงช่วยสื่อสารในส่วนที่ยากให้ได้ อีกเรื่องคือผมรอไม่นาน ซึ่งถ้าเทียบกับโรงพยาบาลในไทยที่เข้ารับบริการตามระบบปกติ ไม่ได้ผ่านบัตรทองหรือประกันสังคม ก็อาจไม่ได้ต่างกันมากนัก นี่เป็นความรู้สึกจากประสบการณ์ของผมครับ

การตรวจเริ่มจากตรวจเสมหะและเลือดก่อน เมื่อทราบผลแล้วจึงตรวจเอกซเรย์และ CT Scan เพิ่มเติม จากนั้นเข้าพบแพทย์เพื่อฟังผลทั้งหมด

สุดท้ายผลตรวจปกติครับ ภาพที่ดูผิดปกติเกิดจากลักษณะร่างกายของผมที่มีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ซึ่งส่งผลต่อภาพเอกซเรย์ ไม่ได้เป็นวัณโรคอย่างที่สงสัยในตอนแรก

ค่าใช้จ่ายและเอกสารที่ได้เรียนรู้จากการตรวจครั้งนี้ คือ ค่าตรวจทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 50,000 เยน ประกันสุขภาพที่ผมใช้ช่วยออกให้ 70% ส่วนที่เหลือผมเป็นคนจ่ายเอง และสามารถชำระผ่าน Travel Card หรือบัตรเครดิตได้

อีกเรื่องที่ผมได้เรียนรู้คือ หากมีประกันเดินทางที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ก็สามารถยื่นขอเบิกตามเงื่อนไขของประกันได้ โดยต้องเก็บใบเสร็จและใบรับรองแพทย์ หรือ 診断書 ไว้ด้วย แต่ใบรับรองแพทย์ต้องขอเพิ่มเติมเอง และครั้งนั้นมีค่าออกเอกสารประมาณ 4,400 เยน

ผมจึงคิดว่า ก่อนขอควรดูด้วยว่าค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเองสูงกว่าค่าใบรับรองแพทย์หรือไม่ ถ้าน้อยกว่า การเสียเงินขอเอกสารเพื่อเบิกก็อาจไม่คุ้มครับ

เมื่อยื่นขอใบรับรองแพทย์ ผมได้รับเอกสารรับเรื่อง หรือ 書類受付票 มาก่อน จากนั้นภายในไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ เจ้าหน้าที่โทรมาแจ้งให้ไปรับได้ที่โรงพยาบาล โดยเวลารับเอกสารในกรณีของผมคือวันธรรมดา ก่อน 17.00 น.

ประสบการณ์นี้ทำให้ผมอยากฝากคนที่กำลังเตรียมไปเรียนต่อต่างประเทศว่า ควรตรวจสุขภาพก่อนเดินทางและเตรียมผลตรวจที่ยังใหม่ไว้ด้วย สำหรับผมคิดว่าผลตรวจย้อนหลังไม่เกินครึ่งปี หรืออย่างมากหนึ่งปี จะช่วยให้มีข้อมูลพร้อมมากขึ้น

หากมีโรคประจำตัวหรือความผิดปกติของร่างกายตั้งแต่กำเนิด ก็ควรแจ้งโรงเรียนให้ทราบด้วย จากที่ผมเจอ แพทย์ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความผิดปกติอย่างละเอียดมาก แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราคุ้นเคยกับร่างกายตัวเองอยู่แล้วก็ตาม หากไม่ได้แจ้งไว้ แล้วมาตรวจพบภายหลัง ก็อาจต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพื่อตรวจเพิ่มเติม รวมถึงพลาดโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนอย่างที่ผมเจอครับ

บทที่ 4: มี Wi-Fi ในห้อง แต่กว่าจะใช้ได้ก็ผ่านไปสามวัน

เมื่อมาถึงหอพัก หนึ่งในสิ่งแรกๆ ที่ผมเช็กคือ Wi-Fi ที่พักติดตั้งไว้ให้เรียบร้อยแล้วครับ แต่ปัญหาคือผมไม่รู้ทั้งชื่อเครือข่ายและรหัสผ่าน

พอสอบถามเอเจนซี่ที่พัก เขาก็ไม่ทราบเช่นกัน แต่แนะนำให้ลองตรวจดูเอกสารที่ได้รับตอนรับกุญแจห้อง ผมเลยต้องนั่งอ่านเอกสารภาษาญี่ปุ่น ค่อยๆ ลองผิดลองถูกอยู่สามวัน กว่าจะเข้าใจว่าต้องลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ก่อน แล้วจึงจะได้รับชื่อเครือข่ายและรหัสผ่านทางจดหมาย

เรื่องนี้ทำให้ผมตระหนักอีกครั้งว่า ภาษาญี่ปุ่นสำคัญกับการใช้ชีวิตมากแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อเลือกอยู่หอนอก เรื่องที่ดูเล็กอย่างการใช้อินเทอร์เน็ตก็ต้องอาศัยการอ่านและทำความเข้าใจขั้นตอนด้วยตัวเองเหมือนกัน

ก้าวแรกเล็กๆ ที่ทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น

พอได้ออกมาใช้ชีวิตคนเดียวในต่างแดน ผมก็เริ่มมองเห็นทักษะที่ตัวเองยังขาด และได้ฝึกการรับมือกับปัญหาที่ไม่คาดคิด ซึ่งหลายครั้งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ตั้งแต่บัตรพำนักหาย การอ่านอีเมลไม่ละเอียด การตรวจสุขภาพ ไปจนถึงการเปิดใช้ Wi-Fi ทุกเรื่องทำให้ผมต้องค่อย ๆ หาคำตอบและเรียนรู้วิธีจัดการกับชีวิตของตัวเองมากขึ้น ภาษาญี่ปุ่นที่เรียนมาจึงได้ถูกใช้จริงในสถานการณ์ที่ผมไม่เคยคาดไว้ ทั้งการเล่าเหตุการณ์ให้ตำรวจฟัง ติดต่อเจ้าหน้าที่ และอ่านเอกสารที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน

ตอนนี้ผมยังไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็นงานประจำหรือชีวิตในฝันที่ตั้งใจไว้หรือไม่ แต่ระหว่างทาง ผมได้เห็นแล้วว่าตัวเองยังต้องเรียนรู้อะไร และสามารถก้าวผ่านเรื่องที่ไม่คุ้นเคยไปได้ทีละเรื่อง

แม้จะเป็นเพียงก้าวแรก แต่สำหรับผม นี่ก็คือก้าวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ครับ


อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับสถาบันเพิ่มเติม: คลิก


 

Scroll to Top