หนึ่งปีที่เกียวโตกับการเรียนภาษาและค้นหาตัวเองที่ KICL

หนึ่งปีที่เกียวโตกับการเรียนภาษาและค้นหาตัวเองที่ KICL

จากความชอบอนิเมะและการเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัว สู่การเรียนภาษาญี่ปุ่นในช่วงมัธยมปลาย เอินเริ่มต้นด้วยความตั้งใจง่าย ๆ ว่าอยากสื่อสารกับคนญี่ปุ่นได้เวลาไปเที่ยว แต่ระหว่างทางก็มีช่วงที่รู้สึกท้อ จนการไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นเพียงหนึ่งเดือนช่วยเติมแรงใจ และทำให้เอินอยากกลับไปใช้ชีวิตในฐานะนักเรียนอีกครั้ง

ครั้งนี้เอินเลือกเรียนที่ Kyoto Institute of Culture and Language หรือ KICL เป็นเวลาหนึ่งปี ด้วยเป้าหมายที่จะพูดภาษาญี่ปุ่นให้คล่องขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ ตั้งแต่เรียนเขียนพู่กัน ช่วยขายของในงานนิทรรศการ ไปจนถึงเข้าชมรมเต้นกับนักศึกษาญี่ปุ่น มาตามอ่านเรื่องราวหนึ่งปีในเกียวโต ผ่านประสบการณ์ที่เอินนำกลับมาแบ่งปันกันค่ะ

หนึ่งปีที่เกียวโตกับการเรียนภาษาและค้นหาตัวเองที่ KICL

จากความชอบอนิเมะ สู่ความตั้งใจที่จะสื่อสารภาษาญี่ปุ่น

สวัสดีค่ะ ชื่อเอินค่ะ เพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่น และตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงหางาน เราเรียนภาษาญี่ปุ่นมาตั้งแต่มัธยมปลาย เป็นเด็กสายศิลป์ญี่ปุ่นค่ะ

จุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจภาษาญี่ปุ่นคือเราชอบดูอนิเมะ แล้วช่วงนั้นก็ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัวแทบทุกปี เวลาเดินทาง เรารู้สึกว่าคนญี่ปุ่นไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษกัน เลยอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นไว้สื่อสารเวลาไปเที่ยว จะได้พูดคุยและเข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้นค่ะ

หนึ่งเดือนที่ญี่ปุ่น ซึ่งทำให้อยากกลับไปเรียนอีกครั้ง

ช่วง ม.5 เราเริ่มรู้สึกท้อกับการเรียนภาษาญี่ปุ่น แต่ก็ยังไม่อยากเลิกเรียน เลยอยากหาอะไรที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองอีกครั้ง จนได้รู้จักกับ Jeducation และขอให้พี่เจ้าหน้าที่ช่วยแนะนำโรงเรียนให้ค่ะ

ตอนนั้นเราเลือกไปเรียนช่วงปิดเทอมเป็นเวลาหนึ่งเดือนที่ UNITAS Japanese Language School ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ทั้งสนุก ได้เพื่อนใหม่ และได้ฝึกใช้ภาษาญี่ปุ่นจริง ๆ ถึงจะเรียนแค่เดือนเดียว แต่เรารู้สึกได้เลยว่าตัวเองมั่นใจในการพูดมากขึ้น สำหรับเรา ความมั่นใจนี่แหละเป็นจุดสำคัญของการเรียนภาษาเลยค่ะ

พอกลับมาไทย เรารู้สึกว่าหนึ่งเดือนยังไม่พอจริง ๆ ยังอยากเรียนรู้และใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นต่อ เลยตั้งใจไว้ว่าเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว จะกลับไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นอีกสักหนึ่งหรือสองปีค่ะ

หนึ่งปีที่เกียวโตกับการเรียนภาษาและค้นหาตัวเองที่ KICL

เลือก KICL เพราะอยากพูดให้คล่อง และได้ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ชอบ

ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย เราเริ่มหาข้อมูลโรงเรียนสอนภาษาหลาย ๆ แห่งเพื่อประกอบการตัดสินใจ โดยดูควบคู่กับเป้าหมายของตัวเองว่าอยากพัฒนาทักษะการพูดให้คล่องขึ้น โรงเรียนแบบไหนถึงจะเหมาะกับเรา จนได้มาเจอกับ Kyoto Institute of Culture and Language หรือ KICL ค่ะ

สิ่งที่ทำให้เราสนใจคือโรงเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย เราชอบสภาพแวดล้อมของที่นี่ ทั้งเนื้อหาการเรียนที่แน่นและกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย นักเรียนสามารถใช้โรงอาหาร ห้องสมุด และคาเฟ่ภายในมหาวิทยาลัยได้ด้วย อีกทั้งยังมีชมรมให้เลือกหลายชมรม ซึ่งนักเรียนต่างชาติก็เข้าร่วมได้เหมือนกันค่ะ

อีกเหตุผลหนึ่งคือเราอยากใช้ชีวิตในเกียวโต เมืองที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม มีทั้งศาลเจ้า วัด พิพิธภัณฑ์ และสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังมากมาย สำหรับเรา การใช้ชีวิตที่นี่ค่อนข้างเรียบง่าย ไม่เร่งรีบ เป็นบรรยากาศที่เหมาะกับคนชอบความสงบค่ะ

เรียนเข้มข้น แต่มีเซนเซคอยช่วยให้ค่อย ๆ ปรับตัว

การเรียนที่ KICL ค่อนข้างไปไวค่ะ ทำให้เราต้องตื่นตัวและมีสมาธิกับชั่วโมงเรียนอยู่เสมอ อีกอย่างที่ต้องทำทุกวันคือเตรียมบทเรียนล่วงหน้า ช่วงแรกเลยต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่บ้าง เพราะมีทั้งการบ้าน การเตรียมบทเรียน และการสอบคำศัพท์ที่ต้องรับผิดชอบ

แต่พอทำต่อเนื่องจนกลายเป็นกิจวัตร ประมาณหนึ่งเดือนกว่า ๆ เราก็เริ่มชิน และรู้สึกว่าตัวเองเรียนรู้ได้ไวขึ้นด้วยค่ะ บรรยากาศในห้องเรียนไม่ได้เครียดมากอย่างที่คิด ถ้าเราตั้งใจเรียนและเตรียมบทเรียนมาก่อน การเรียนในห้องก็จะไม่ค่อยกดดัน

เซนเซทุกท่านใจดี ไม่ค่อยดุ และใส่ใจนักเรียนมากค่ะ ถ้ามีปัญหาเรื่องเรียนหรือเรื่องชีวิตประจำวัน ก็สามารถปรึกษาได้ตลอด เซนเซจะคอยให้คำแนะนำ ทำให้เราไม่รู้สึกเกร็งเวลาพูดคุยกับท่าน

ในแต่ละวันเราจะได้เรียนไวยากรณ์ รวมถึงฝึกทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน และการนำเสนอ เซนเซมีวิธีสอนที่ไม่น่าเบื่อ บางครั้งก็ให้จับกลุ่มพูดคุยกับเพื่อน ๆ ทำให้ได้ฝึกใช้ภาษาญี่ปุ่นระหว่างเรียนอยู่ตลอดค่ะ

ส่วนช่วงสอบกลางภาคและปลายภาคก็มีความกดดันบ้าง สำหรับเราข้อสอบค่อนข้างยาก และถ้าคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ก็มีโอกาสต้องเรียนซ้ำชั้นได้ หลังสอบ ครูประจำชั้นจะนัดนักเรียนทุกคนในห้องมาพูดคุยเป็นรายบุคคล เพื่อให้ฟีดแบ็กเกี่ยวกับการเรียนและแนะนำว่าแต่ละคนควรพัฒนาตรงไหนเพิ่มเติม

ถ้าคะแนนส่วนไหนไม่ค่อยดี เซนเซจะถามด้วยว่าเราอ่านหนังสือหรือทบทวนบทเรียนอย่างไร แล้วช่วยหาวิธีแก้ปัญหาให้ อย่างเราเคยมีปัญหาเรื่องคะแนนคำศัพท์ เซนเซก็แนะนำให้ลองใช้แฟลชการ์ดช่วยจำ พอได้ลองทำตาม วิธีนี้ก็ช่วยเราได้เยอะเลยค่ะ

เขียนพู่กัน ช่วยขายของ และเที่ยวไปพร้อมกับฝึกภาษา

นอกจากคาบเรียนหลัก ที่นี่ยังมีวิชาเลือกช่วงบ่ายในบางวันด้วยค่ะ ไม่ได้บังคับเรียน แต่ใครสนใจก็สามารถเลือกเรียนได้ มีทั้งวิชาวัฒนธรรมเกียวโต การอ่านหนังสือพิมพ์ และติวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ส่วนเราเลือกเรียนเขียนพู่กันค่ะ

เรารู้สึกว่าวิชานี้เป็นช่วงเวลาที่ได้ผ่อนคลาย ได้โฟกัสกับตัวเอง และช่วยฝึกสมาธิไปด้วย เป็นอีกประสบการณ์ที่เราชอบค่ะ

อีกกิจกรรมที่ได้ลองคือการเป็นอาสาสมัครช่วยขายของในงานนิทรรศการ เราได้ไปช่วยขายของเล่น แต่ลูกค้าส่วนใหญ่กลับเป็นวัยรุ่นมากกว่าเด็ก ๆ เจ้าของร้านช่วยสอนวิธีพูดเรียกลูกค้าให้ด้วย พอได้ลองทำจริงก็รู้สึกว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิด สนุกมาก ๆ แถมยังได้เครื่องดื่มมีฟองกับของเล่นฟรีกลับมาด้วยค่ะ

โรงเรียนมีพาไปทัศนศึกษาเช่นกัน โดยแต่ละห้องจะได้ไปคนละสถานที่ ห้องของเราได้ไป อาราชิยามะ เซนเซพาไปชมสถานที่สำคัญต่าง ๆ และเราได้เดินเที่ยวเป็นกลุ่มกับเพื่อน ๆ แต่การไปเที่ยวครั้งนี้ก็มีงานให้ทำด้วยนะคะ เพราะหลังจบทัศนศึกษา เราต้องกลับมานำเสนอสิ่งที่ได้เรียนรู้กันค่ะ

เข้าชมรมเต้นกับนักศึกษาญี่ปุ่น ได้ทั้งภาษาและสิ่งที่ชอบ

สำหรับคนที่ชอบเต้นคัฟเวอร์ เราอยากแนะนำกิจกรรมชมรมของมหาวิทยาลัยเลยค่ะ ที่นี่มีชมรมเต้นที่นักศึกษาตั้งขึ้นเอง แม้จะไม่ค่อยมีนักเรียนต่างชาติเข้าร่วมมากนัก แต่ทางชมรมก็เปิดรับทุกคน

เราชอบเต้นอยู่แล้ว เลยตัดสินใจเข้าร่วม และรู้สึกว่าการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสังคมของคนญี่ปุ่นเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ ได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นกับคนที่อายุใกล้เคียงกัน และยังได้เทคนิคการเต้นใหม่ ๆ กลับมาด้วยค่ะ

สำหรับคนที่อยากทำกิจกรรมอื่น ๆ ควบคู่กับการเรียนภาษา เราว่าชมรมเป็นโอกาสที่ดีมาก และนอกจากชมรมเต้นแล้ว ก็ยังมีชมรมอื่นให้เลือกอีกหลายชมรมที่น่าสนใจไม่แพ้กันค่ะ

โรงเรียนยังมี วันวัฒนธรรมเทอมละหนึ่งครั้ง ให้ทุกคนเลือกลองกิจกรรมที่สนใจ เช่น ชงชา เต้นรำญี่ปุ่น ตีกลองวาไดโกะ จัดดอกไม้ เพ้นท์แก้ว และทำขนม

ครั้งนั้นเราเลือกเรียนจัดดอกไม้ค่ะ พอจัดเสร็จก็สามารถนำกลับบ้านได้ด้วย เราเลยเอาไปตกแต่งห้อง เป็นกิจกรรมที่ทั้งสนุก ได้ความรู้ และมีผลงานของตัวเองกลับไปด้วยค่ะ

การปรับตัวครั้งใหญ่คือเรื่องเรียน ส่วนชีวิตประจำวันค่อย ๆ เรียนรู้ไป

ถ้าถามว่าเรื่องไหนใช้เวลาปรับตัวมากที่สุด สำหรับเราคือเรื่องเรียนเลยค่ะ เพราะเดิมเราไม่ได้เป็นคนเรียนเก่งหรือขยันเรียนมากนัก แต่ด้วยวิธีการเรียนการสอนของโรงเรียน รวมถึงการได้อยู่กับเพื่อนต่างชาติหลายคนที่เรียนเก่งมาก ทำให้เรารู้สึกกดดันตัวเองและผลักดันให้ต้องตั้งใจเรียน อ่านหนังสือทุกวัน

ส่วนชีวิตประจำวันไม่ได้มีเรื่องที่ต้องปรับตัวมากเท่าไร อาจเป็นเพราะเราเคยมาเที่ยวญี่ปุ่นบ่อย เลยคุ้นเคยกับบรรยากาศอยู่แล้ว แต่ก็มีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม เช่น การทิ้งขยะ เพราะที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการแยกขยะมากค่ะ

เรื่องอาหาร ถ้ากินที่โรงเรียน เราชอบไปโรงอาหาร เพราะราคาถูกมากและอร่อยด้วย แต่ในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่เราจะทำอาหารกินเองค่ะ จากเดิมที่ทำอาหารไม่เป็น พอมาอยู่ญี่ปุ่นก็ต้องค่อย ๆ หัดทำ จนทำได้ทั้งอาหารไทยและอาหารญี่ปุ่น

เราแนะนำให้พกเครื่องปรุงไทยมาด้วย เพราะเวลาคิดถึงอาหารไทยก็ทำกินเองได้ ช่วยให้หายคิดถึงและประหยัดเงินด้วยค่ะ หรือถ้าวันไหนไม่อยากทำอาหาร แถวโรงเรียนมีร้านอาหารไทยที่เจ้าของเป็นคนไทย ชื่อว่า “ร้านไทยกิน” เราแนะนำเลยค่ะ

หนึ่งปีที่ญี่ปุ่น ได้กลับมาทั้งภาษา ความมั่นใจ และความเข้าใจตัวเอง

สิ่งแรกที่เห็นพัฒนาการชัดที่สุดคือทักษะการสื่อสารภาษาญี่ปุ่นค่ะ เราพูดได้คล่องขึ้น มั่นใจมากขึ้น และสามารถโต้ตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้เวลาคิดนานเหมือนเมื่อก่อน

นอกจากนี้ เรายังได้เรียนรู้ที่จะเปิดใจและกล้าทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ ๆ มีโอกาสแลกเปลี่ยนทั้งภาษา วัฒนธรรม และมุมมองความคิดกับคนหลากหลาย ทำให้เข้าใจว่าการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีสำคัญมาก จากคนที่เคยไม่กล้าเข้าหาใคร ตอนนี้เราพร้อมที่จะทำความรู้จักและพูดคุยกับคนอื่นได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นค่ะ

การมาเรียนที่ญี่ปุ่นทำให้เราได้เจอผู้คนหลายรูปแบบ แต่ละคนมีแนวคิดและประสบการณ์แตกต่างกัน การได้พูดคุยและใช้เวลาร่วมกันช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ ทำให้เราเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น และรู้สึกว่าตัวเองเติบโต มีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเดิม

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา คือหนึ่งปีนี้ทำให้ได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง ได้ทบทวนว่าแท้จริงแล้วเราชอบอะไรและต้องการอะไรในชีวิต เป็นช่วงเวลาของการค้นหาตัวเองก่อนกลับประเทศไทยค่ะ

ไม่ว่าผลลัพธ์ของการค้นหาครั้งนี้จะเป็นอย่างไร เราก็ไม่เคยรู้สึกเสียดายเลยที่ได้ใช้ช่วงเวลาดี ๆ ในญี่ปุ่น เพราะทุกประสบการณ์ที่ได้รับมีคุณค่า และกลายเป็นความทรงจำที่งดงามสำหรับเราเสมอค่ะ

หนึ่งปีที่เกียวโตกับการเรียนภาษาและค้นหาตัวเองที่ KICL

สิ่งที่อยากฝากถึงน้อง ๆ ที่กำลังเตรียมไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่น

เตรียมพื้นฐานภาษาไว้ให้พร้อม

พยายามจำฮิรางานะ คาตากานะ ประโยคทักทาย และคำศัพท์พื้นฐานระดับ N5–N4 ให้ได้มากที่สุดค่ะ เพราะจะช่วยให้ปรับตัวกับการเรียนในช่วงแรกได้ง่ายขึ้น

เตรียมเอกสารและทำความเข้าใจสัญญาหอพัก

อย่าลืมเตรียมเอกสารข้อมูลส่วนตัวให้พร้อม รวมถึงอ่านและทำความเข้าใจเอกสารสัญญาหอพักก่อนมาใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นค่ะ

พกของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ จากไทยมาด้วย

อาจเป็นขนมหรือของฝากที่เกี่ยวกับเมืองไทยก็ได้ เพราะเรามีโอกาสได้แลกเปลี่ยนของฝากและทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ของเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ช่วยเริ่มบทสนทนาและสร้างมิตรภาพได้ค่ะ

วางแผนการเงิน โดยเฉพาะช่วงแรกที่เข้าหอ

ช่วงเข้าหอใหม่ ๆ มีของใช้จิปาถะที่ต้องซื้อเยอะมาก เราแนะนำให้ทำบันทึกรายรับ–รายจ่าย จะได้ช่วยควบคุมงบประมาณและวางแผนใช้เงินได้ดีขึ้นค่ะ

ให้เวลาตัวเองเรียนรู้ และอย่ากดดันตัวเองมากเกินไป

การเรียนภาษาต้องใช้เวลา และแต่ละคนก็มีวิธีเรียนรู้แตกต่างกัน การได้คะแนนน้อยหรือพูดผิดบ่อย ๆ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา อยากให้ค่อย ๆ ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ แล้วเราจะเห็นพัฒนาการของตัวเองค่ะ

เปิดใจทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่

ลองพูดคุยกับทั้งเพื่อนชาวญี่ปุ่นและเพื่อนต่างชาติ การมีเพื่อนช่วยให้การใช้ชีวิตและฝึกภาษาสนุกขึ้นมาก ไม่ต้องกลัวพูดผิดเลยค่ะ เพราะเพื่อนในคลาสก็มีระดับภาษาใกล้เคียงกัน ถ้าใครพูดผิดก็ช่วยกันแก้ เป็นการเรียนรู้ไปด้วยกัน

สุดท้ายนี้ สำหรับเรา การมาเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตและพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับการเรียนในห้อง อยากให้ทุกคนที่มาเรียนที่ญี่ปุ่นลองเปิดใจ ลองทำสิ่งใหม่ ๆ และสนุกกับช่วงเวลาดี ๆ ของตัวเองที่นี่นะคะ


อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับสถาบันเพิ่มเติม: คลิก


 

Scroll to Top