ระบบการคมนาคม

Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+Share on LinkedInDigg thisShare on Tumblr

mitransport

รถไฟและรถไฟใต้ดิน

jrtrain

เครือข่ายรถไฟของญี่ปุ่นเป็นระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพมาก และให้บริการทั่วถึงมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มีตารางเวลาที่หนาแน่นและตรงเวลา ทั้งยังสะอาด ปลอดภัยและสะดวกสบาย การเดินทางโดยรถไฟจึงเป็นที่นิยมมากที่สุด

บริการรถไฟของญี่ปุ่น ดำเนินการโดยบริษัทเอกชนมากมายหลายบริษัท ในแต่ละภูมิภาค แต่ที่ใหญ่ที่สุดคือ Japan Railway (JR) ซึ่งเดิมเคยเป็นของรัฐบาล ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นของเอกชน ในปี 2529 JR บริการรถไฟระยะทางไกลและรถไฟสายเมน ไปยังชุมชนชานเมืองใหญ่ที่หนาแน่นต่าง ๆ ส่วนรถไฟเอกชนนั้นโดยปกติ จะมีระยะทางบริการภายใน 100 กิโลเมตร เชื่อมโยงเมืองใหญ่เข้ากับชานเมือง และเข้ากับสถานที่ท่องเที่ยวที่คนนิยม

วิธีใช้รถไฟและรถไฟใต้ดิน

สำหรับผู้ที่เคยใช้บริการรถไฟฟ้า BTS ในบ้านเราแล้ว ก็คงจะพอนึกภาพออก เนื่องจากมีวิธีการใช้ที่คล้าย ๆ กัน แต่อาจจะแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละท้องถิ่น

ตารางแสดงเส้นทางและค่าโดยสาร
โดยปกติที่สถานีรถไฟจะมีแผนที่แสดงเส้นทาง และการคิดอัตราค่าโดยสารในแต่ละจุดที่จอด แผนที่นี้จะอยู่ใกล้จุดที่ขายตั๋ว ส่วนใหญ่จะเขียนด้วยภาษาญี่ปุ่น ยกเว้นตามสถานีใหญ่ ๆ จะมีบริการเป็นภาษาอังกฤษด้วยเช่นกัน

trainsign

ตั๋วโดยสาร
ซื้อตั๋วโดยสารที่ช่องขายตั๋ว หรือเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ อัตราค่าโดยสารจะคิดจากสถานีหนึ่งไปอีกสถานีหนึ่ง หากไม่แน่ใจว่าจะต้องเสียค่ารถเท่าใด ทางที่ดีควรจะซื้อตั๋วราคาถูกที่สุดไว้ก่อน แล้วไปจ่ายเพิ่มส่วนที่ยังขาดอยู่เมื่อถึงสถานีปลายทาง

ticketvender

เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ พร้อมแผนที่แสดงเส้นทางอยู่เหนือศีรษะ

ticketvender2

เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ สามารถใช้ได้ทั้งธนบัตรและเหรียญ

โดยเครื่องจะสามารถทอนเงินได้

แผงกั้นทางเข้า-ออก
สอดบัตรเข้าไปในช่องรับบัตร แผงที่กั้นจะเปิดออกให้เดินผ่านเข้าไป อย่าลืมเก็บบัตรคืนกลับมาด้วย

gate

ชานชาลา
โดยปกติ รถไฟใต้ดินจะมีเพียงชานชาลาเดียว แต่สำหรับรถไฟธรรมดาในเมืองใหญ่จะมีหลายชานชาลา จะต้องรอให้ตรงกับชานชาลาของรถไฟที่ต้องการจะขึ้น ส่วนใหญ่จะมีป้ายบอกเป็นภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น ทั้งคันจิและฮิรางานะ ให้ต่อแถวเข้าคิวที่เครื่องหมายแสดงจุดที่ตรงกับประตูรถไฟ

platform platform2

ในช่วงเช้าซึ่งเป็นเวลาเร่งด่วน คิวจะยาวเหยียด

บนรถไฟ
บนรถไฟในญี่ปุ่น ภาพที่มักจะเห็นเป็นประจำคือ ภาพของผู้โดยสารที่นั่งหลับ อ่านหนังสือพิมพ์ หรืออ่านการ์ตูน ส่งข้อความทางมือถือ
เมื่อรถไฟใกล้ถึงสถานีจะมีเสียงประกาศชื่อสถานีเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่มักจะฟังยาก เหนือประตูรถไฟก็จะมีแผนที่แสดงสถานีที่จอดตามเส้นทาง รวมทั้งจุดลงเพื่อต่อรถ

intrain intrainsign

รถไฟบางสายจะมีป้ายไฟอยู่เหนือประตู บอกชื่อสถานีต่อไป

บางสายจะมีภาษาอังกฤษแต่ส่วนใหญ่จะเป็นภาษาญี่ปุ่น

จุดหมายปลายทาง
เมื่อลงจากรถไฟ ก่อนออกจากสถานีก็ต้องผ่านแผงกั้นทางเข้าออกอีกครั้ง และสอดบัตรลงไปในช่องเช่นเดียวกับขาเข้า ในกรณีที่ซื้อตั๋วเที่ยวเดียวก็จะไม่ได้รับตั๋วคืน และสำหรับผู้ที่ซื้อตั๋วราคาต่ำกว่าค่าโดยสารจริง ก็จะต้องจ่ายค่าโดยสารเพิ่มที่เครื่องปรับราคาอัตโนมัติ หรือที่เคาเตอร์ปรับราคาค่าโดยสาร ก่อนจะออกจากแผงกั้น

fareadjustment

เครื่องปรับราคาค่าโดยสารอัตโนมัติ

การเดินทางระยะไกล

shinkansen500

การเดินทางระยะไกลโดยรถไฟนั้น มีความสะดวกสบายและเข้าถึงทุกภูมิภาคของญี่ปุ่น รถไฟทางไกลส่วนใหญ่จะเป็นรถไฟ JR และรถไฟที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ รถไฟหัวกระสุน ชินคังเซน ซึ่งเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2507 กล่าวกันว่าเป็นรถไฟที่มีความปลอดภัยที่สุดในโลก ซึ่งรุ่นใหม่ที่สุดสามารถวิ่งด้วยความเร็ว 300 กม.ต่อชั่วโมง หากเดินทางจากโตเกียวไปยังเกียวโต เปรียบเทียบระหว่างเครื่องบินกับชินคังเซนแล้ว จะใช้เวลาเท่ากันเลยทีเดียว

รถประจำทาง

bus1

ในโตเกียวและเมืองใหญ่ ๆ รถเมล์ดูเหมือนจะเป็นพาหนะสำรองมากกว่า เพราะการใช้รถไฟและรถไฟใต้ดินมีความสะดวก รวดเร็วและมีหลากหลายเส้นทางเชื่อมโยงกัน ให้ไปถึงจุดหมายได้ทุกหนทุกแห่ง ผู้คนส่วนใหญ่จะโดยสารรถเมล์ในเส้นทางที่รถไฟไปไม่ถึง หรือโดยสารรถเมล์จากสถานีรถไฟไปยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งทางด้านนอกของสถานีรถไฟ มักจะมีป้ายบอกเส้นทางรถเมล์เอาไว้

สำหรับชาวต่างชาติที่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นแล้ว การเดินทางโดยรถเมล์อาจจะไม่สะดวกนัก เพราะไม่มีป้ายจอดรถบัสเป็นภาษาอังกฤษ ชื่อสถานีปลายทางที่อยู่ทางด้านหน้ารถก็เขียนด้วยภาษาญี่ปุ่น แถมเส้นทางบางสายก็ค่อนข้างซับซ้อน ยกเว้นแต่ในเกียวโต ซึ่งรถเมล์คือระบบขนส่งมวลชนที่สำคัญ มีบริการที่สะดวก ใช้ง่ายและมีประกาศเป็นภาษาอังกฤษบนรถด้วย

การขึ้นรถเมล์ในญี่ปุ่น

รถเมล์โดยทั่วไปในญี่ปุ่น ผู้โดยสารจะขึ้นทางประตูด้านหลัง เมื่อขึ้นไปบนรถ ให้ฉีกตั๋วจากที่ปล่อยตั๋วด้วยตนเอง บนตั๋วจะระบุตัวเลขที่หมายถึงค่าโดยสารจะอยู่ในโซนใด แล้วแต่ว่าขึ้นจากจุดใด ที่ด้านหน้ารถภายในตัวรถจะมีแผงอิเลคโทรนิคส์บอกราคาค่าโดยสาร ซึ่งจะเปลี่ยนจำนวนเงินค่าโดยสารไปเรื่อย ๆ ตามระยะทางที่รถวิ่งไป เมื่อถึงจุดหมายที่จะลงก็ชำระเงินตามราคาที่ปรากฎอยู่บนแผงนั้น ให้สอดคล้องกับเลขหมายบนตั๋วของตัวเอง เช่น หากได้ตั๋วหมายเลข 3 ก็ให้ดูที่แผงบอกราคาช่องที่ 3 จากนั้นก็หย่อนเงินค่าโดยสารลงในกล่องข้างพนักงานขับรถ ค่าโดยสารรถเมล์ประมาณ 150 – 600 เยน ควรจะเตรียมเศษเหรียญไว้ด้วยเพื่อความสะดวก 

ticket fare box
ที่ปล่อยตั๋ว แผงแสดงราคาค่าโดยสาร กล่องเก็บเงินค่าโดยสาร

 

รถเมล์ในบางเมืองจะขึ้นทางด้านหน้าและเก็บค่าโดยสารราคาเดียว เช่น รถเมล์ในโตเกียวจะเก็บค่าโดยสารราคาเดียวตลอดเส้นทาง คือ 200 เยนสำหรับผู้ใหญ่และ 100 เยนสำหรับเด็ก หากโดยสารเป็นประจำก็ควรซื้อตั๋วราคาพิเศษจะประหยัดกว่า สำหรับวิธีการโดยสาร ผู้โดยสารขึ้นรถทางด้านประตูหน้า จ่ายค่าโดยสารลงในกล่องเก็บเงินข้างพนักงานขับรถ เมื่อถึงจุดหมายที่จะลงก็กดกริ่ง และลงจากรถทางประตูด้านหลัง

รถแท็กซี่

taxi

สำหรับการเดินทางในเมืองใหญ่ ๆ แท็กซี่เป็นบริการที่สะดวกสบาย ใช้ง่าย แต่แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการเดินทางด้วยวิธีอื่น ในการโบกเรียกแท็กซี่ สามารถโบกเรียกได้ตามท้องถนน หรือที่จุดเรียกแท็กซี่ ( Takushii noriba ) ซึ่งจะมีอยู่ตามหน้าสถานีรถไฟ หรือสถานที่ท่องเที่ยว ในการเรียกแท็กซี่ที่ให้สังเกตที่ไฟแดงมุมล่างขวาที่ด้านหน้ากระจกรถสว่างอยู่ แสดงว่าแท็กซี่คันนั้นว่าง และพร้อมจะรับผู้โดยสาร แต่ถ้าเป็นสีเขียวแสดงว่ารถคันนั้นไม่ว่าง หรือมีคนจองอยู่

 

อัตราค่าโดยสาร

ในญี่ปุ่นนั้น การคิดอัตราค่าโดยสารรถแท็กซี่จะเหมือนกับของเมืองไทย คือคิดตามราคามิเตอร์ ราคาจะเริ่มต้นที่ 650 – 660 เยน (แล้วแต่แท็กซี่แต่ละคัน) และแม้ว่าจะเป็นเพียงการเดินทางระยะสั้น ก็สามารถทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายถึง 3,000 – 5,000 เยน และในช่วงเวลา 5 ทุ่มถึงตี 5 ค่าโดยสารจะแพงขึ้นอีก 30 %

แต่เดี๋ยวนี้เริ่มมี “1 coin taxi” ออกมาให้เห็นบ้าง ซึ่งราคาเริ่มต้นที่ 500 เยน ที่เรียกชื่อตามนั้น เพราะ 500 เยนของญี่ปุ่นเป็นเหรียญ 1 เหรียญ สภาพของรถแท็กซี่ที่ญี่ปุ่นจะดูหรูหรา ทั้งรถและคนขับรถ (แต่สำหรับ 1 coin taxi รถจะเล็กแบบมินิแวน) คนขับรถแท็กซี่ที่ญี่ปุ่นทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย จะต้องใส่สูท และสวมถุงมือด้วย ปัจจุบัน ในรถแท็กซี่ทุกคันจะมี Navigator เพื่อใช้ในการตรวจสอบเส้นทางอยู่ เพียงแค่ใส่ชื่อสถานที่ปลายทางที่เราต้องการไป เครื่องจะค้นหาให้อย่างอัตโนมัติ ซึ่งสะดวกสบายเป็นอย่างมาก

ระยะทางค่าโดยสาร
2 กม.แรก660 เยน
ทุก ๆ 347 เมตร หรือ 1 นาที80 เยน

taxinoriba taxinoriba1

จุดเรียกรถแท็กซี่ จะมีป้ายเขียนว่า Takushii noriba

 

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเดินทางโดยแท็กซี่ในญี่ปุ่น

  • ในการขึ้นและลงจากรถแท็กซี่ อย่าพยายามเปิดประตูรถด้วยตนเอง คนขับรถจะเป็นผู้เปิดประตูให้กับผู้โดยสารเอง ด้วยคันบังคับข้างหน้า ฉะนั้นเมื่อโบกแท็กซี่และรถจอดเรียบร้อยแล้ว ก็รอให้ประตูเปิดเอง และเมื่อจะลงจากรถ หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อย ก็รอให้คนขับรถเปิดประตูให้อีกครั้ง
  • ในกรณีที่เรียกรถแท็กซี่ที่จุดเรียกแท็กซี่ ในบางช่วงเวลาจะมีผู้โดยสารรอเรียกแท็กซี่จำนวนมาก อย่าลืมว่าในญี่ปุ่นนั้นจะมีระบบการเข้าคิว ใครมาก่อนก็ได้รถก่อน 
  • ส่วนมากคนขับรถแท็กซี่จะพูดภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น หากเขียนจุดหมายปลายทางเป็นภาษาญี่ปุ่นก็จะช่วยได้มาก แต่อย่างไรก็ตาม หากจะไปเยี่ยมบ้านชาวญี่ปุ่นหรือบริษัทญี่ปุ่น ควรมีแผนที่บอกวิธีเข้าไปถึงหน้าบ้าน เพราะเพียงแต่ตำบลที่อยู่นั้น อาจไม่เพียงพอเนื่องจากแผนผังถนนหนทางในเมืองใหญ่นั้น สลับซับซ้อนยุ่งยากกว่าจะเข้าใจได้ 
  • ในการชำระค่าโดยสาร เพียงแต่จ่ายตามมิเตอร์เท่านั้น ในญี่ปุ่นไม่มีการจ่ายทิปแต่อย่างใด
  • อย่าแปลกใจถ้ารถแท็กซี่ไม่หยุดจอดรับในตอนดึก โดยเฉพาะในเวลาที่รถไฟหมด หรือเที่ยวสุดท้าย เพราะแท็กซี่คันนั้น กำลังมองหาซารารี่มัง และต้องการค่าโดยสารที่มากกว่าปกติ ระหว่างตีรถกลับไปบริเวณชานเมือง

autodoor1autodoor

รถแท็กซี่ที่ญี่ปุ่นจะเปิด-ปิด ประตูอัตโนมัติโดยคนขับรถจะเป็นผู้เปิดให้ ทั้งตอนขึ้นและลง

driver receipt

สามารถจ่ายค่าโดยสารโดยใช้บัตรเครดิตได้ และออกใบเสร็จให้ได้อีกด้วย

รถจักรยาน

bike1

รถจักรยานเป็นพาหนะสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา แม่บ้าน ไปจนถึงคนทำงาน ซึ่งมักจะใช้ในการเดินทางระยะใกล้ ๆ หรือบ้างก็ขี่จักรยานจากบ้านมาที่สถานีรถไฟ เพื่อที่จะต่อรถไฟไปยังสถานที่อื่น ๆ ต่อไป ดังนั้น ตามสถานีรถไฟเกือบทุกแห่ง และตามห้างสรรพสินค้า จึงมักจะมีที่สำหรับจอดรถจักรยาน บางแห่งจะมีที่รับฝากรถจักรยาน ซึ่งเสียค่าบริการเป็นรายเดือน

อย่างไรก็ตาม การจอดจักรยานในที่สาธารณะ จำเป็นที่จะต้องล็อคจักรยานให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกขโมยได้ จักรยานทุกคันจะมีการจดทะเบียนเ่ช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ หรือรถยนต์ ฉะนั้น หากจอดจักรยานในที่ห้ามจอด ก็อาจจะโดนยกไปไว้ที่สถานีตำรวจ ซึ่งนอกจากจะเสียเวลาไปเอาจักรยานคืนแล้ว ยังต้องเสียค่าปรับอีกด้วย

การซื้อรถจักรยาน

รถจักรยาน สามารถซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายจักรยาน หรือในห้างสรรพสินค้า ถ้าเป็นจักรยานใหม่ ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นกว่าเยนขึ้นไป แต่ถ้าเป็นจักรยานมือสอง ราคาจะขึ้นอยู่กับสภาพของจักรยาน ซึ่งราคาจะอยู่ที่ประมาณ 6,000 เยนขึ้นไป จักรยานที่นิยมใช้ส่วนใหญ่จะเป็นจักรยานที่มีตะแกรงหน้าสำหรับใส่ของ เมื่อซื้อจักรยานแล้ว ก็จะต้องจดทะเบียนจักรยานนั้นด้วย เพื่อที่จะแสดงว่าจักรยานนั้นเป็นของใคร

bikeshop bikeshop1

ร้านขายจักรยาน

bikepark1 bikepark3

ที่รับฝากรถจักรยาน

bikepark bikepark2

ที่รับฝากรถจักรยาน

bikeacross

สังเกตุ…สัญลักษณ์ที่ข้ามรถจักรยานตรงทางม้าลาย

bike_umbrella

ขี่จักรยานไปท่ามกลางสายฝน พร้อมกับกางร่มไปด้วย เป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไป

 

Be Sociable, Share!

PASSWORD RESET

LOG IN