ยอดยิ่ง ศุภศรี นักเรียน ทุนรัฐบาลไทย (ทุนไทยพัฒน์ฯ)

ยอดยิ่ง ศุภศรี นักเรียน ทุนรัฐบาลไทย (ทุนไทยพัฒน์ฯ)

SHARE
, / 3170 0
Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+Share on LinkedInDigg thisShare on Tumblr

มีความรู้นำมาใช้ในการปฏิบัติงานช่วยเหลือประเทศชาติ ก็เพราะพระมหากรุณาธิคุณที่ให้ความสำคัญต่อการศึกษาของเยาวชนในชาติ

ทุนรัฐบาลไทย,ทุนไทยพัฒน์ฯ
🎓 ประวัติการศึกษา

เม.ย. 2542 – มี.ค. 2546 ปริญญาตรี BA Econ (Bachelor of Economics) (ผลการเรียนสูงสุดของคณะฯ)
Department of Economics
Faculty of Economics
Shinshu University, Matsumoto, Nagono ประเทศญี่ปุ่น
เม.ย. 2546 – มี.ค. 2548 ปริญญาโท MA Econ (Master of Economics)
Graduate School of Economics
Nagoya University ประเทศญี่ปุ่น
เม.ย. 2548 – มี.ค. 2551 ปริญญาเอก PhD
Graduate School of Economics
Nagoya University ประเทศญี่ปุ่น

 

📜  ปีและประเภททุนที่ได้รับ

ทุนรัฐบาลไทย (ทุนไทยพัฒน์ฯ) ในโอกาสครบ 50 ปี ของการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ประจำปี 2541 เป็นทุนการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี-ปริญญาเอก โควตาจังหวัดกรุงเทพมหานคร โดยทำคะแนนได้อันดับที่ 13 ของจังหวัด

🤵 การทำงานในปัจจุบัน

นักการทูตชำนาญการ (ที่ปรึกษา) หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจญี่ปุ่น กองเอเชียตะวันออก 4 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ

 ช่วยเล่าถึงทุนที่ได้รับให้ฟังหน่อยค่ะ

ทุนไทยพัฒน์ฯ เป็นทุนการศึกษาในระดับปริญญาตรี –โทหรือ เอก ซึ่งนักเรียนชั้น ม.6 สามารถสอบเพื่อชิงทุนการศึกษาได้ โดยผู้ที่สอบได้จะได้ไปศึกษาเล่าเรียนที่ต่างประเทศ และเมื่อสำเร็จการศึกษา จะนำความรู้ที่เล่าเรียนมาปฏิบัติในหน่วยงานราชการของไทยในระยะเวลา 2 เท่าของปีที่ไปศึกษา

ทุนไทยพัฒน์ฯ ในปี 2541 เป็นทุนพิเศษในโอกาสครบ 50 ปี ของการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงมีการให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนทั่วประเทศโดยแบ่งเป็นโควตาจังหวัดกรุงเทพมหานคร และในภาคต่าง ๆ ชองไทย และผู้ที่สอบได้จะได้รับทุนการศึกษาถึงระดับปริญญาเอก

โดยไปศึกษาประเทศใดก็ได้ที่สนใจ ซึ่งผมได้ลงสอบในโควตาจังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำนวน 15 คน มีการสอบ 3 รอบ ได้แก่ การวัดไอคิว / การสอบข้อเขียนในวิชาต่าง ๆ และการสอบสัมภาษณ์ ซึ่งผมสอบได้อันดับที่ 13 ของจังหวัดฯ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในปี 2541 ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ทำให้รัฐบาลไทยประสบปัญหาด้านการคลัง ทำให้นักเรียนที่สอบได้ทุนไม่สามารถเดินทางไปศึกษาในประเทศที่ตนเองสนใจได้ตามเงื่อนไขของทุนในตอนแรก แต่มีการกำหนดให้คนที่สอบได้คะแนนสูงที่สุดมีโอกาสได้เลือกประเทศที่จะไปศึกษาก่อน แต่กำหนดโควตาจำนวนคนในแต่ละประเทศ ซึ่งจะเดิมที่ผมตั้งใจจะไปเรียนที่สหราชอาณาจักร ซึ่งคนที่ได้คะแนนสูง ๆ เลือกไปก่อนแล้ว จึงได้ไปเรียนที่ญี่ปุ่นแทน

 ความรู้สึกหรือความผูกพัน ที่มีต่อพระมหากรุณาธิคุณ

รู้สึกภูมิใจที่ได้รับทุนรัฐบาลไทยในโอกาสพิเศษครบ 50 ปี ของการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และได้กลับมารับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ

ถือเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่และภูมิใจที่ได้เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

การที่สามารถศึกษาจนจบระดับปริญญาเอก ซึ่งทำให้พ่อแม่และครอบครัวภูมิใจได้ และมีความรู้นำมาใช้ในการปฏิบัติงานช่วยเหลือประเทศชาติ ก็เพราะพระมหากรุณาธิคุณที่ให้ความสำคัญต่อการศึกษาของเยาวชนในชาติ

 เล่าถึงการทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ

แม้ว่าผมจะไม่ได้ไปศึกษาที่สหราชอาณาจักรตามความตั้งใจในตอนแรก แต่ผมคิดว่าข้อดีของการที่ผมได้ศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นถึงเกือบ 10 ปี ทำให้ผมมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นและความรู้ในด้านเศรษฐศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นกระทรวงที่รับผิดชอบด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ

นับเป็นความโชคดี ของตนเองที่หลังจากที่เข้ารับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศหลังจบการศึกษาเมื่อปี 2551ได้รับโอกาสให้รับผิดชอบความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลด้านญี่ปุ่นที่กรมเอเชียตะวันออก และเป็นความโชคดีอีกที่ในการออกประจำการต่างประเทศครั้งแรกเมื่อปี 2555 ได้ไปประจำการที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว (สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น) ซึ่งทำให้ได้ใช้ความรู้เกี่ยวกับญี่ปุ่นที่เล่าเรียนมาและทำงานมาในการปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่

ในช่วงที่ปฏิบัติงานที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว เป็นเวลา 4 ปี จนถึงปี 2559 ได้มีโอกาสรับผิดชอบงานในหลาย ๆ ด้าน รวมทั้งในการรับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ของไทย ซึ่งแม้จะไม่เคยได้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แต่ก็ได้รับผิดชอบการรับเสด็จประเทศญี่ปุ่นของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี หลายครั้ง ซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณและเป็นบุญกุศลที่ได้ถวายงาน

รวมทั้งการจัดงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งถือเป็นวันชาติของไทยด้วยในทุก ๆ ปี ซึ่งในแต่ละปีจะมีแขกชาวญี่ปุ่นมาเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาที่ชาวญี่ปุ่นมีต่อพระองค์ท่าน

หลังจากที่หมดวาระการประจำการที่ญี่ปุ่น และกลับมาทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศของไทย ก็ถือเป็นความโชคดีที่ได้กลับมาทำงานที่ฝ่ายดูแลด้านญี่ปุ่นอีกครั้งที่กรมเอเชียตะวันออกที่เคยทำงานอยู่ แต่ในครั้งนี้ได้เลื่อนระดับมาเป็นหัวหน้าฝ่าย ซึ่งเป็นความท้าทายที่มากขึ้น แต่ก็ทำงานอย่างเต็มที่เสมอมา

ในวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 ในวันนั้นก็ปฏิบัติหน้าที่ โดยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการระดับสูงด้านเกษตรกรรมและอาหารไทย – ญี่ปุ่น ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ ซึ่งตอนที่ทราบข่าวการเสด็จสวรรคตของพระองค์ท่านในระหว่างการประชุม ก็รู้สึกเศร้ามากจนน้ำตาไหลระหว่างการประชุม ซึ่งหัวหน้าคณะและผู้เข้าร่วมการประชุมของไทยคนอื่น ๆ ก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน แต่ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะข้าราชการของพระองค์ที่ดีอย่างเต็มที่จนจบการประชุมเมื่อช่วงหัวค่ำ

ซึ่งเหตุการณ์การสูญเสียในหลวงอันเป็นที่รักและศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาตินี้เป็นสิ่งที่ผมและคนไทยคนอื่น ๆ ยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ทำให้รู้สึกเสียใจและสับสนมากในตอนนั้น ไม่รู้ว่าประเทศไทยจะดำเนินต่อไปอย่างไร

หลังจากที่เวลาผ่านไป ผมคิดว่าคนไทยทุกคนมีกำลังใจและจิตใจที่ดีขึ้น ในวันนี้เรามีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขึ้นสืบสิริราชสมบัติเป็นในหลวงพระองค์ใหม่ของพวกเรา และคนไทยทุกคนต่างมีความแน่วแน่ที่จะปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ที่จะสานต่อพระราชปณิธานในด้านต่าง ๆ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวหน้ายั่งยืนอย่างเต็มที่

ในวันที่ 26 ต.ค. 2560 นี้ ซึ่งจะเป็นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผมก็ได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในทีมที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการเสด็จเยือนไทยของเจ้าชายอากิชิโนะ และพระชายา  เพื่อเข้าร่วมพระราชพิธีดังกล่าว ซึ่งรู้สึกดีใจและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งที่ได้ทำงานถวายพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้ายก่อนพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

 คิดว่าการไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นให้อะไรกับตัวเอง หรือ ได้นำอะไรกลับมาใช้ในการทำงานในประเทศไทย

ผมศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ญี่ปุ่นมาโดยตลอดตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงโท พอได้เข้ารับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ ก็โชคดีที่ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลด้านญี่ปุ่นของกระทรวงฯ และส่วนใหญ่จะรับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ

ซึ่งสิ่งที่ได้เล่าเรียนมาก็เป็นประโยชน์อยู่มากพอสมควร และด้วยความที่งานของกระทรวงการต่างประเทศมีความหลากหลายด้าน และต้องตื่นตัวกับข้อมูลใหม่ ๆ ตลอดเวลา

ด้วยความโชคดีที่ในสมัยเรียนที่ญี่ปุ่น เป็นคนที่ชอบติดตามข่าวสารและสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ทำให้มีความตื่นตัวในเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ การที่เรียนที่ญี่ปุ่นด้วยภาษาญี่ปุ่นมาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงเอก ทำให้สามารถพูด อ่านและเขียนภาษาญี่ปุ่นในระดับที่ใช้ทำงานได้ และได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ล่ามในการหารือทวิภาคีให้กับนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นระยะ ๆ ซึ่งถือเป็นความภูมิใจและดีใจที่ได้ใช้ความรู้ทั้งในด้านวิชาการ ด้านภาษา และความสนใจส่วนตัวในการทำงานราชการ

 สิ่งที่ตั้งใจจะทำต่อไป เพื่อสานต่อพระราชปณิธาน

การที่ได้เป็นข้าราชการ เท่ากับว่าเป็นข้าราชการของในหลวง ซึ่งจากนี้ต่อไป เชื่อว่าทั้งผมและข้าราชการคนอื่น ๆ รวมถึงประชาชนไทยทุกคน ก็จะน้อมนำหลักคำสอนและพระราชดำริต่าง ๆ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงได้นำทางให้พวกเราไว้

ดังนั้น ก็จะปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการที่ดีด้วยการเป็นคนดี ตั้งใจทำงาน รับผิดชอบในหน้าที่ หมั่นศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ และเปิดรับฟังความคิดผู้อื่นในการทำงาน เพื่อให้งานทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายลุล่วงไปด้วยดี และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

 ฝากถึงรุ่นน้อง หรือนักเรียนทุนรุ่นใหม่

การศึกษาเล่าเรียนในต่างประเทศ ไม่ว่าจะด้วยทุนรัฐบาลไทยหรือทุนไหน ๆ ควรมีความตั้งใจในการเรียน และเก็บเกี่ยวเอาความรู้ต่าง ๆ มาให้ได้มากที่สุด รวมทั้งนอกจากการเรียนแล้ว ก็ควรหมั่นทำกิจกรรมที่จะเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง เช่น การทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม การเข้าชมรม ซึ่งจะได้ฝึกทักษะการบริหารงานต่าง ๆ
ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อเราในอนาคตทั้งหมด

 ทำไมถึงเลือกไปเรียนที่ญี่ปุ่น

คิดว่าเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกในขณะนั้น ด้วยความที่สนใจวิชาเศรษฐศาสตร์ จึงคิดว่าการเรียนที่ญี่ปุ่นน่าจะตอบโจทย์ตรงนี้ และเป็นโอกาสดีที่จะได้มีความรู้ภาษาที่ 3 นอกจากไทยและอังกฤษเพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ สาเหตุที่เลือกญี่ปุ่นก็เพราะเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับไทย และมีความผูกพันกับญี่ปุ่นมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะอนิเมชั่นและหนังสือการ์ตูน เกมส์ ดนตรี ฯลฯ

 อะไรที่เป็นปัญหาหรืออุปสรรค ความยากลำบากในการเรียนที่ญี่ปุ่น  และรับมือหรือแก้ไขปัญหาต่างๆมาได้อย่างไร

ในตอนแรกที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีทักษะภาษาญี่ปุ่นอยู่เลย และด้วยปัญหาเศรษฐกิจของไทยในขณะนั้น ทำให้ถูกส่งไปเรียนภาษาญี่ปุ่นที่โรงเรียนสอนภาษาช้ากว่าเปิดเทอมถึงเกือบ 2 เดือน และจะต้องสอบภาษาญี่ปุ่นระดับที่ 1 ให้ได้ภายใน 1 ปี เพือสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทำให้มีความเครียดและกดดันในการเรียนภาษาญี่ปุ่นมาก ๆ

ในตอนนั้น แต่ก็พยายามทบทวนและฝึกฝนให้ได้มากที่สุด และเป็นความโชคดีที่โรงเรียนสอนภาษามีระบบ recommendation ไปยังมหาวิทยาลัย Shinshu ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยรัฐที่มีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง

จึงทำให้สามารถเข้าไปศึกษาที่นั่นได้ และเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังมีอุปสรรคเรื่องภาษาอยู่ในช่วงแรก ๆ เนื่องจากเรียนในโรงเรียนภาษาไม่นานพอ ทำให้ต้องหมั่นฝึกฝนภาษาญี่ปุ่น เปิดพจนานุกรมหาศัพท์ และสร้างเพื่อนคนญี่ปุ่นไว้จำนวนมาก ซึ่งทำให้ได้ฝึกฝนภาษาญี่ปุ่นไปด้วย พอได้ฝึกฝนภาษาญี่ปุ่นและใช้ภาษาบ่อย ๆ ทำให้ใช้ภาษาได้คล่องขึ้น และใช้ในการศึกษาเล่าเรียนวิชาต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี


ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

เป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของสถาบันการศึกษาที่ญี่ปุ่นโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง  ไม่มีค่าดำเนินการใดๆ

รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)

ติดต่อสอบถาม – สมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น
สาขาสีลม โทร. 02-2677726 ต่อ 101-104
สาขาอโศก โทร. 02-665-2969
email : ask@jeducation.com

เพิ่มเพื่อน

Be Sociable, Share!

PASSWORD RESET

LOG IN