กว่าจะถึงฝั่งฝัน ชีวิตต้องฝ่าฟัน การขึ้นรถไฟ

กว่าจะถึงฝั่งฝัน ชีวิตต้องฝ่าฟัน การขึ้นรถไฟ

SHARE
, / 1731 0
Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+Share on LinkedInDigg thisShare on Tumblr

กว่าจะถึงฝั่งฝัน ชีวิตต้องฝ่าฟัน การขึ้นรถไฟ

เรื่องโดย ณัฎชนันท์กร

สวัสดีค่ะ จิ๊บค่ะ
จิ๊บเป็นคนเชียงใหม่ จะมาขอเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับ การขึ้นรถไฟ ในชีวิตประจำวัน ระหว่างศึกษาอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นค่ะ  จิ๊บมาเรียนภาษาญี่ปุ่น 1 ปี เรียนที่โรงเรียน CBC  (College of Business and Communication)

จิ๊บพักอาศัยอยู่กับญาติที่ ชินโคชิกะย่า จังหวัดไซตามะ   แต่โรงเรียนอยู่ที่ คาวาซากิ ในจังหวัดคานากาวะ  ระยะทางในการเดินทางประมาณ 40 กิโลเมตร เหมือนข้ามไปอีก 3 จังหวัดเลยก็ว่าได้  คือจังหวัดไซตามะ จังหวัดโตเกียว และจังหวัดคานากาวะ  ใช้เวลาในการเดินทางโดยรถไฟประมาณชั่วโมงครึ่ง

ระหว่างที่พักกับโรงเรียน  สายรถไฟที่สามารถนั่งตรงจากสถานีที่พัก ไปยังสถานีที่โรงเรียนตั้งอยู่นั้น ไม่มีค่ะ  ในทุก ๆ วัน จิ๊บจึงต้องเปลี่ยนสายรถไฟในการเดินทาง

โดยจิ๊บจะขึ้นรถไฟสาย Tobu  Skytree Line ไปลงที่สถานี อุเอะโนะ เพื่อเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟ JR สาย Tokaido Line เพื่อไปลงที่ สถานีคาวาซากิ   สามารถเดินทางได้อีกสายหนึ่งก็ได้  แต่ราคาตั๋วจะแพงกว่าค่ะ งกค่ะ (ไม่ใช่ค่ะ เขาเรียกว่ารู้จักการใช้เงิน อิอิ) ดังนั้นจึงเลือกราคาที่ถูกกว่า

จิ๊บทำเป็นตั๋วรายเดือน นอกจากโรงเรียน CBC จะเป็นโรงเรียนสอนภาษาแล้ว ยังเป็นเซนมงที่มีชื่อเสียงในด้านการบริหารธุรกิจอีกด้วย ดังนั้นจึงขอใบส่วนลดการซื้อตั๋วรถไฟรายเดือนในราคานักเรียนได้ค่ะ

ราคาตั๋วรายเดือนของจิ๊บอยู่ที่ 15,450 เยน แต่ถ้าสมมติไม่สามารถใช้สิทธิซื้อตั๋วในราคานักเรียนได้ ตั๋วรายเดือนทั่วไปอยู่ที่ 29,620  เยน ซึ่งต่างกันเกือบเท่าตัวเลยก็ว่าได้ค่ะ เนี่ยค่ะ มีสิทธิ์เราก็ใช้สิทธิ์ค่ะ ประหยัดเงินไว้ช้อปปิ้ง

ส่วนการไปยื่นขอซื้อตั๋วก็ไม่ยากค่ะ เราสามารถขอใบได้ที่เจ้าหน้าที่สำนักงานของโรงเรียน จากนั้น ก็กรอกรายละเอียดต้นทาง ปลายทาง เมื่อกรอกเสร็จแล้ว ยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนค่ะ ชำระเงิน 100 เยน รอ 1 วัน ซึ่งทางโรงเรียนจะปั๊มตราโรงเรียนเป็นการยืนยันให้ค่ะ

เมื่อได้ใบมาแล้ว ก็ไปยื่นที่สำนักงานซื้อตั๋วที่สถานีได้เลยค่ะ โดยเจ้าหน้าที่จะถามเราว่า จะทำเป็นรายเดือน 3 เดือน หรือ 6 เดือนค่ะ ชำระเงินเสร็จเรียบร้อย เราก็สามารถใช้บัตรได้เลยค่ะ รวดเร็ว ทันใจ ยิ่งกว่า WiFi ซะอีกค่ะ

 

จะเรียกว่ารถไฟเป็นบ้านหลังที่สองของจิ๊บเลยก็ว่าได้ จิ๊บใช้เวลาอยู่บนรถไฟ ไป-กลับบ้านทุกวันก็ประมาณ 3 ชั่วโมงเอง (เบาๆ ซึ่งคงไม่แตกต่างจากกรุงเทพฯเท่าไหร่หรอกมั้งคะ) แต่จิ๊บเป็นคนเชียงใหม่ จึงไม่เคยขึ้นรถไฟ ไม่ชินกับการใช้ชีวิตที่ต้องเร่งรีบในชั่วโมงเร่งด่วนแบบนี้

หลายๆคน อาจจะเคยได้ยินว่าคนเหนือตะต่อนย่อนใช่ไหมคะ (ตะต่อนย่อนก็คือ ทำอะไรช้าๆ ค่อยๆทำค่ะ) นั่นหล่ะค่ะ ไม่เคยต้องรีบเร่งอะไรเช่นนี้เลย เดินเร็วแบบคนญี่ปุ่นนี่เท่ากับจิ๊บต้องวิ่งเลยล่ะค่ะ

นี่เป็นครั้งแรกที่จิ๊บขึ้นรถไฟค่ะ แหมๆๆ ขึ้นรถไฟครั้งแรกทั้งที มาขึ้นไกลถึงญี่ปุ่นเลย ^^  แรกๆก็สนุกหลังๆเริ่มเหนื่อยล่ะค่ะ เวลาอยู่บนรถไฟส่วนใหญ่ไม่เล่นมือถือก็นอนค่ะ ด้วยความที่ต้องตื่นเช้า อาจมีอาการง่วงบ้าง ส่วนใหญ่จึงใช้เวลากับการนอนมากกว่า

แต่ถ้าช่วงไหนมีสอบ และจิ๊บไม่รู้สึกเหนื่อยเกินไป เวลาอยู่บนรถไฟ จิ๊บก็จะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านค่ะ เป็นการทบทวนไปในตัวด้วย (นี่ถ้าสามารถทำแบบนี้ได้ทุกวันคงจะดีใช่ไหมคะ แต่ไม่(ค่อย)ทำค่ะ อิอิ )

การที่ต้องยืนบนรถไฟเป็นเวลาชั่วโมงครึ่ง เป็นอะไรที่ไม่ชอบเอาเสียเลย ระยะหลังๆ ก่อนออกจากบ้าน จิ๊บจะภาวนาในใจว่า ก้าวเท้าข้างไหนดี ถึงจะได้มีที่นั่งบนรถไฟ โดยไม่ต้องยืน (ก็มันเมื่อยขาอ่ะค่ะ T_T) แค่ขอให้มีที่นั่งอย่างเดียวไม่ได้นะคะ ต้องอยู่ใกล้ประตูให้มากที่สุด เพราะจิ๊บเป็นคนตัวเล็ก ถ้าอยู่แถวกลางด้านใน ตอนลงที่สถานีปลายทาง จะออกไม่ได้ เพราะคนแออัดมาก

อาจจะมีหลายคนสงสัยว่าทำไมจิ๊บถึงไม่อาศัยอยู่ใกล้ๆโรงเรียน จะได้ไม่ต้องลำบากใช่ไหมคะ จิ๊บเคยพักอาศัยอยู่กับเพื่อนของน้า อยู่เขตสึรุมิ (Tsurumi) ค่ะ เดินทางมายังโรงเรียนโดยรถบัส ประมาณ 30 นาที ใกล้ๆ สบายกว่าการขึ้นรถไฟชั่วโมงครึ่งตั้งเยอะใช่ไหมคะ

ถึงแม้จิ๊บจะอาศัยอยู่กับเพื่อนของน้า แต่ก็มีความเกรงใจอยู่ไม่น้อยค่ะ เพราะจิ๊บไม่ได้รู้จักโดยตรง จึงตัดสินใจกลับมาพักอาศัยอยู่กับน้าค่ะ ก็สบายใจกว่า เพราะอย่างน้อยก็พักอาศัยกับญาติของจิ๊บเอง แต่เหนือกว่ายิ่งอื่นใดคือกินฟรี อยู่ฟรี ตามสำนวนที่ว่า บ้านก็ไม่ต้องเช่า ข้าวก็ไม่ต้องซื้อค่ะ อยากกินอะไร ก็ได้กิน แถมไม่ต้องออกเงินเอง ได้กินอาหารไทยทุกวัน รวมไปถึงอาหารเหนือ และยังห่อไปกินตอนกลางวันที่โรงเรียนได้อีกด้วย

ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ใส่ใจประชากรเป็นอย่างมาก ให้ความสำคัญกับประชากรในประเทศของตัวเอง โดยเฉพาะกับเด็กที่ให้ความสำคัญ เพราะเขาถือว่าเด็ก เป็นอนาคตของชาติ ที่จะมาพัฒนาประเทศของเขาในอนาคต สำหรับเหตุการณ์ที่ทำให้จิ๊บเชื่อว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับประชากรในประเทศตัวเองก็มีหลายๆ เหตุการณ์ด้วยกัน

อย่างเช่น ตอนที่จิ๊บนั่งรถไฟไปเที่ยวที่ อิบารางิ ระหว่างทางกลับ มีคุณแม่อุ้มลูก น่าจะอายุประมาณ 1 ขวบ อยู่บนรถไฟ แต่ดันเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ช่วงระหว่างที่ประตูกำลังจะเปิดนั้น มือเด็กได้ติดเข้าไประหว่างช่องของประตู จากนั้น สัญญาณเตือนฉุกเฉินจึงมีเสียงดังขึ้น เจ้าหน้าที่วิ่งเข้ามาดู ถามไถ่อาการ และสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงทำให้รถไฟขบวนที่จิ๊บอยู่นั้นเสียเวลานิดหน่อย

อีกเหตุการณ์ก็น่าจะเป็นเรื่องการให้ความช่วยเหลือสำหรับผู้พิการ ซึ่งเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ หากมีผู้โดยสารนั่งรถเข็นมา จะมีการประสานงานไปยังสถานีปลายทางที่ผู้โดยสารลง เจ้าหน้าที่สถานีจะนำแผ่นที่รองมารองระหว่างรอยต่อประตูรถไฟกับพื้นเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่าง ที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ เพื่อให้ผู้โดยสาร นำรถเข็นลงได้สะดวก และอำนวยความสะดวกในการเปิดทางให้ไปยังลิฟต์  เป็นการเอาใจใส่ บริการ ประชากรได้เป็นอย่างดี ถือได้ว่ามีใจรักที่จะให้บริการ

ส่วนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นประจำสำหรับจิ๊บก็แทบจะไม่ค่อยมีค่ะ นอกจากการหลับเลยสถานีปลายทางแค่นั้น

เพราะญี่ปุ่น ที่ให้ความสำคัญกับประชากรของตัวเอง ใส่ใจแม้แต่เรื่องเล็กน้อย จึงไม่เกิดการเลื่อมล้ำระหว่างคนปกติและคนพิการ เพราะทุกพื้นที่ที่ญี่ปุ่นจะอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการ ด้วยความเอาใจใส่ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี จึงทำให้การดำเนินชีวิตในประจำวัน ไม่เป็นอุปสรรค สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ให้เกิดความรู้สึกด้อยค่า เป็นอุปสรรค สร้างปัญหาให้กับคนรอบข้าง ซึ่งจะเป็นการสร้างภาวะกดดันให้กับตัวเองภายในจิตใจ ก่อให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง

แม้ว่าการใช้ชีวิตบนรถไฟสำหรับจิ๊บจะเหนื่อยไปบ้าง แต่ระหว่างทางย่อมมีสิ่งที่ให้เราเรียนรู้เสมอ อย่างเช่น จิ๊บจะคอยดูคนญี่ปุ่นเขาทำอะไรบนรถไฟเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่เห็นก็คงไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเล่นมือถือ อ่านหนังสือ ฟังเพลง นอนหลับ รวมไปถึงนิสัย พฤติกรรมของคนญี่ปุ่นที่มีต่อคนต่างชาติ หรือกับคนญี่ปุ่นด้วยกันเอง การเคารพซึ่งกันและกัน การใช้พื้นที่ร่วมกันในที่สาธารณะ

โดยส่วนใหญ่ เวลาขึ้นรถไฟ คนญี่ปุ่นจะไม่คุยเสียงดัง ไม่คุยโทรศัพท์ เพราะเป็นการเคารพผู้อื่น และเพื่อไม่ให้เกิดการสร้างความรำคาญให้แก่ผู้อื่น บางครั้งในขณะที่ขึ้นรถไฟ จะมีการประกาศให้เปิดโทรศัพท์อยู่ในโหมดสั่น หรือไม่ว่าจะเป็นตอนขึ้นบันไดเลื่อน ให้ชิดซ้าย แต่ถ้าเร่งรีบ สามารถเดินขึ้นได้ทางฝั่งขวา

สิ่งที่จิ๊บได้เจอ ได้สัมผัสนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมพื้นฐานของคนญี่ปุ่น ที่ในห้องเรียนไม่มีสอน  แม้การขึ้นรถไฟ อาจจะทำให้รู้สึกเหนื่อย ลำบาก เร่งรีบไปบ้าง แต่ระหว่างทางเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เพราะอย่างน้อยเราก็มีเพื่อนที่เป็นเพื่อนร่วมทางเรา ความฝันที่เรามี กว่าจะถึงฝัน ก็ต้องฝ่าฟันการขึ้นรถไฟไปให้ได้ก่อน เพราะความสำเร็จไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายในวันเดียว

โรงเรียนที่จิ๊บไปเรียนค่ะ
College of Business and Communication (CBC)

 



ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

เป็นสำนักงานในประเทศไทยของสถาบันการศึกษาที่ญี่ปุ่นโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999 ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น  แนะแนวโดยนักเรียนเก่าญี่ปุ่น  ดำเนินการครบครันทุกขั้นตอน

สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง ไม่มีค่าดำเนินการใดๆ

รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)

ติดต่อสอบถาม – สมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น
สาขาสีลม โทร. 02-2677726 ต่อ 101-104
สาขาอโศก โทร. 02-665-2969
email : ask@jeducation.com

หรือ Add Line มาสอบถามกันได้นะคะ
คลิก 👉 http://bit.ly/line-jed

เพิ่มเพื่อน

Be Sociable, Share!

PASSWORD RESET

LOG IN