9 ข้อดีของการไป เรียนภาษาที่ญี่ปุ่น ภาคเรียนตุลาคม

9 ข้อดีของการไป เรียนภาษาที่ญี่ปุ่น ภาคเรียนตุลาคม

SHARE
, / 5632 0
Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+Share on LinkedInDigg thisShare on Tumblr

9 ข้อดีของการไป เรียนภาษาที่ญี่ปุ่น ภาคเรียนตุลาคม

หลักสูตรภาษาญี่ปุ่นระยะยาว ภาคเรียนเดือนตุลาคม
โดยส่วนใหญ่จะเป็นการหลักสูตรระยะเวลา 1 ปีครึ่ง   เพื่อให้ไปจบการศึกษาในเดือนมีนาคมของปีถัดไปจากปีหน้า

มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ จะเปิดเทอมในเดือนเมษายน   นักเรียนที่จะเข้าเรียนต่อ  หลังจากเรียนภาษา 1 ปีครึ่งแล้ว จะเข้าเรียนต่อในเดือนเมษายนปีถัดไปได้อย่างต่อเนื่อง

 

การไปเรียนภาษาในภาคเรียนเดือนตุลาคม ยังมีข้อดีอีกหลายอย่าง ตามไปดูกันเลยค่ะ

 

 

1 บัณฑิตจบใหม่ มีเวลาเตรียมตัวก่อนไปเรียนจริง

นิสิตนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบมาสดๆ ร้อนๆ ในเดือนพฤษภาคม   จะมีเวลาได้เตรียมตัวฝึกภาษาญี่ปุ่นที่เมืองไทยก่อนประมาณ 3 เดือน  เรียนคอร์สเร่งรัดแบบเรียนทุกวันเหมือนเรียนที่ญี่ปุ่น ให้พออ่านออกเขียนได้ พอสื่อสารง่ายๆ ได้บ้าง แล้วก็บินไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นต้นเดือนตุลาคม

 

airplane

 

2 ยังไม่ใช่ช่วงพีคของตั๋วเครื่องบิน

ไปเรียนภาษาภาคเรียนเดือนตุลาคม  จะออกเดินทางกันประมาณปลายเดือนกันยายน ถึงต้นเดือนตุลาคม  ช่วงนี้ยังไม่ใช่ช่วงพีคของการไปเที่ยวญี่ปุ่น  ทำให้หาตั๋วไม่ยากและราคาไม่ได้แพงมากนัก

 

 

3 ระยะเวลาเรียนกำลังพอดี

หลายคนอาจจะคิดว่า การไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่น  เรียนแค่ 1 ปีก็พอ  แต่จริงๆ แล้ว การเรียนภาษาใหม่ด้วยเวลาเพียง 1 ปี เรียกกว่าน้อยมากๆ ค่ะ

ถ้าไม่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมาก่อนเลย  การเรียน 1 ปี ยังได้แค่ระดับสื่อสารในชีวิตประจำวันเท่านั้น  ยังไม่ถึงระดับที่จะสื่อสารทางธุรกิจ

แต่ถ้าเกรงว่าเรียน 2 ปีจะนานเกินไป   เลือกเรียนสัก 1 ปีครึ่งจะเป็นเวลาที่กำลังดี   ให้มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นอย่างน้อยระดับ N2 แล้วค่อยกลับมาหางานทำที่ไทย  จะหางานได้ง่ายกว่ากันเยอะ

แต่สำหรับคนที่อยากเรียนให้เต็มที่  แนะนำว่าเรียนให้ครบโควต้าการเป็นนักเรียนภาษา 2 ปีคือดีที่สุดค่ะ

 

campustour_kuad

 

4 มีเวลาในการเตรียมตัวสำหรับเรียนต่อระดับสูง

ถ้าคิดว่าอยากจะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยวิชาชีพ  การเข้าเรียนภาษาในเดือนตุลาคม

จะทำให้มีเวลาเพียงพอในการเตรียมหาข้อมูลสถาบันการศึกษาต่างๆ  ไปงาน Open Campus , ไปทดลองเรียน ฯลฯ ทำให้มีข้อมูลในการตัดสินใจเลือกสถาบันสำหรับเรียนต่อได้ตรงตามเป้าหมายมากขึ้น

การไปเรียนภาษาแค่ 1 ปี แล้วคิดว่าจะหาข้อมูลมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัย  ยื่นใบสมัคร  สอบเข้าเรียน  ปุ๊บปั๊บ เสร็จเข้าเรียนต่อได้ภายในเวลา 1 ปีนั้น  ขอบอกว่าไม่ง่ายเลยค่ะ ต้องเป็นคนที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นมาแล้วมากพอสมควร หรือหาข้อมูลสถาบันการศึกษามาก่อนหน้านี้แล้ว พร้อมที่จะไปสอบเข้าได้ทันที

 

5 สามารถเตรียมพร้อมทางภาษาสำหรับการเรียนต่อระดับสูงได้

เรียนภาษาญี่ปุ่นเพียง 1 ปี ก็มีนักเรียนหลายคนที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยวิชาชีพได้    แต่พอเข้าไปเรียนโดยใช้ภาษาญี่ปุ่นในสปีดปกติ กับนักเรียนญี่ปุ่นจริงๆ จะพบอุปสรรคทางภาษาอย่างมาก เพราะฟังไม่ทัน  เรียนไม่เข้าใจ  จะพูดจะเขียนอธิบายอะไรยาวๆ ก็ยังไม่คล่อง  แทนที่จะทุ่มทเก็บเกี่ยววิชาความรู้ให้เต็มที่  กลับต้องมานั่งเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเติม

ยอมเสียเวลาเรียนในร.ร.สอนภาษาเพิ่มอีกครึ่งปี  จะช่วยให้ชีวิตการเรียนดีขึ้นเยอะ

 

 

6 มีช่วงเวลาในการปรับตัว

ผู้ที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นมามากพอสมควรแล้ว เช่น ผ่านระดับ N2 แล้ว  อยากจะไปเรียนต่อในวิทยาลัยวิชาชีพ  การไปเรียนภาษา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม – มีนาคม  แล้วค่อยเข้าเรียนต่อในเดือนเมษายน   จะทำให้มีเวลาในการปรับตัวสำหรับการใช้ชีวิตในญี่ปุ่น

และยังสามารถใช้ช่วงเวลา 6 เดือนระหว่างที่เรียนภาษาอยู่  ไปทดลองเรียนตามวิทยาลัยวิชาชีพต่างๆ  เพื่อตัดสินใจเข้าเรียนในสถาบันที่ตรงกับเป้าหมายของตัวเองจริงๆ  และสามารถดำเนินการสมัครเรียนและสอบเข้าให้เสร็จเรียบร้อย ภายใน 6 เดือน

 

 

7 อากาศกำลังดี สวยงาม โรแมนติก

เดือนตุลาคม  เป็นช่วงเวลาที่อากาศกำลังดี   ยังไม่หนาว  ทำให้มีเวลาให้ร่างกายได้ปรับตัว ก่อนที่อากาศจะค่อยๆ หนาวขึ้น  พอเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน  ฤดูแห่งใบไม้เปลี่ยนสี  เหลือง  แดง  แสนจะโรแมนติก  ถ่ายรูปก็สวย ยิ่งถ้าไปเรียนที่เกียวโต หรือแวะไปเที่ยวที่ Nikko ก็ยิ่งได้ฟีล

เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว  คนที่อยู่มานาน บางคนอาจจะรู้สึกเหงา หดหู่ หนาว โดดเดี่ยวบ้าง   แต่ส่วนใหญ่ คนที่มาถึงญี่ปุ่นยังไม่ทันครบ 3 เดือนดี  จะยังรู้สึกสนุก ตื่นเต้นอยู่   ฤดูหนาวครั้งแรก เจอหิมะครั้งแรก เล่นสกีครั้งแรก  ใส่บู้ทครั้งแรก  ฯลฯ ทุกอย่างมันยังใหม่ ให้อยากลองไปหมด  อารมณ์หดหู่ยังเข้ามาไม่ถึง

 

8 แต่งตัวสวยจัดเต็มได้แบบไม่เทอะทะ

ฟังดูไม่ค่อยเกี่ยวกับการเรียน  แต่มันเกี่ยวกะความรู้สึกติ๊ดนึง   ฤดูใบไม้ร่วง เป็นฤดูแห่งการแต่งตัวเกร๋ๆ สุดๆ สามารถใส่เสื้อผ้ามีเลเยอร์หลายๆ ชั้นแบบที่ไม่มีโอกาสใส่ได้ในเมืองไทย   หยิบผ้าพันคอมาพันแบบชิกๆ พอเป็นแอคเซสเซอรี่

สวยหล่อได้แบบชนิดที่ยังไม่ถึงขั้นเทอะทะ หนาเตอะแบบฤดูหนาว   โทนสีของเสื้อผ้าฤดูนี้   มักจะเป็นโทนสีครึมๆ เอิร์ธโทน  แบบดูผู้ดี๊ผู้ดี  เป็นคุณหนู คุณชายกันขึ้นมาในพริบตา   อากาศก็ดี  เดินไปทางไหน ก็เห็นได้ผู้คนแต่งตัวดูดี  ดูเจริญหูเจริญตา

 

summa

 

9 ช่วงข้าวใหม่ปลามัน

เปล่าค่ะ  ไม่ได้หมายถึงให้ไปแต่งงาน ฮันนีมูนกับใคร  แต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วง  เป็นฤดูที่อาหารคนญี่ปุ่นว่ากันว่า “ อาหารอร่อย” ที่ซู้ด!!!!

ที่ว่าข้าวใหม่  ก็เพราะช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าวใหม่ออกมาให้ทานกันเป็นส่วนใหญ่คือ  ช่วงเดือนกันยายน ตุลาคมค่ะ  นอกจากนั้นญี่ปุ่นซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของปลา  ฤดูนี้เป็นช่วง “ปลามัน “ โดยเฉพาะปลาซัมมะ ปลาแซลมอน ฯลฯ  จะมีความอร่อยล้ำนุ่มลิ้นกว่าฤดูใดๆ  เพราะมีไขมันนุ่มชุ่มช่ำ

กองทัพขนมนมเนยรสเกาลัดก็พลาดไม่ได้ ถ้าไปเที่ยวแป๊ปเดียวเราอาจจะได้กินแค่อย่าง สองอย่าง แต่ถ้าไปเรียนล่ะก็ จะตะลอนกินสารพัดของหวานขึ้นชื่อจนหมดฤดูก็ยังได้

แถมผักผลไม้ต่างๆ อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต ให้ได้ลิ้มรสความสดกรอบอร่อย   ไปซุปเปอร์มาร์เก็ตจ่ายตลาด  จะได้เห็นอาหารสดต่างๆ มากมายติดป้าย 旬 ( shun : しゅん) บอกให้รู้ว่า นี่ล่ะของกินของฤดูนี้แหล่ะ  ชวนให้หยิบมาลิ้มลอง ไม่กินตอนนี้จะรอไปกินฤดูไหนกันเล่าคะ

 

 

 

อ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
สถาบันที่กำลังเปิดรับสมัครนักเรียน ภาคเรียนเดือนตุลาคม 2019

 

 

 


 

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

เป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของสถาบันการศึกษาที่ญี่ปุ่นโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง  ไม่มีค่าดำเนินการใดๆ

รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)

ติดต่อสอบถาม – สมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น
สาขาสีลม โทร. 02-2677726 ต่อ 101-104
สาขาอโศก โทร. 02-665-2969
email : ask@jeducation.com

ADD LINE : https://line.me/ti/p/%40mbg6659r

Be Sociable, Share!

PASSWORD RESET

LOG IN