fbpx
ชาร์ต.. สืบศิษฏ์ ศิษย์เก่า ม.โตเกียวกับประสบการณ์สุดคุ้มนอกห้องเรียน

ชาร์ต.. สืบศิษฏ์ ศิษย์เก่า ม.โตเกียวกับประสบการณ์สุดคุ้มนอกห้องเรียน

SHARE
, / 3369 0
Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+Share on LinkedInDigg thisShare on Tumblr

บทสัมภาษณ์คุณสืบศิษฏ์ ศานติศาสน์ หรือชาร์ต นักเรียนเก่าญี่ปุ่น ผู้ซึ่งไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียนเพียงเท่านั้น แต่ชีวิตที่ประเทศญี่ปุ่นเต็มไปด้วยประสบการณ์นอกห้องเรียน รวมไปถึงประสบการณ์ในวงการบันเทิงของญี่ปุ่น! ลองอ่านดูแล้วจะรู้ว่า เส้นทางสู่การเป็นนักเรียนที่ญี่ปุ่น รวมถึงการหาทุนการศึกษา ไม่ยากเลย ถ้าตั้งใจและพยายามค่ะ

สืบศิษฏ์ ศานติศาสน์ (ชาร์ต)

การศึกษาที่ญี่ปุ่น – ปริญญาตรี : นักศึกษาแลกเปลี่ยนมหาวิทยาลัยซากะ (Saga University) // ผ่านโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนต่างชาติ SPACE ทุนที่ได้รับคือ ทุน JASSO International Student Scholarship for Short-Term Study in Japan

– ปริญญาโท : สาขาความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Cooperation) มหาวิทยาลัยโตเกียว (University of Tokyo) // ได้รับทุน JASSO Honors Scholarship พร้อมกับ Shundoh International Scholarship
การทำงาน – ปัจจุบันทำงานให้กับธนาคารญี่ปุ่นในประเทศไทย ดูแลส่วนงานธุรกิจระหว่างประเทศไทย-ญี่ปุ่น
– งานอดิเรกเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจและการลงทุนในไทยและอาเซียนให้กับบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจ (Business Consulting) ในประเทศญี่ปุ่น

 

482894_10151323716082447_1700204867_n-re


 


แรงบันดาลใจที่ทำให้ไปใช้ชีวิตนักเรียนญี่ปุ่นถึง 3 ครั้ง

ผมชอบทุกอย่างที่เป็นญี่ปุ่นครับ 555 ผมรู้จักญี่ปุ่นครั้งแรกผ่านเรื่องเล่าชีวิตของคุณยายผม ซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ครั้นคุณทวดไปเป็นทูตทหารสมัยสงครามโลกครั้งที่สองครับ ผมมีโอกาสได้ไปสัมผัสประเทศญี่ปุ่นจริงๆครั้งแรกก็เมื่อตอนอยู่ ป.4 ครับ ตอนนั้นคุณพ่อท่านไปเป็นนักวิจัยรับเชิญให้กับมหาวิทยาลัยโตเกียว ผมเลยมีโอกาสได้ติดตามท่านไปครึ่งปี โดยไปเข้าเรียนชั้นประถมกับเด็กญี่ปุ่นทั่วๆไปครับ ตอนนั้นไม่ได้มีโอกาสเรียนภาษาญี่ปุ่นเท่าไหร่นัก เด็กๆก็ใช้ภาษามือเอาเออออไปตามเค้าบ้าง แต่สิ่งที่สัมผัสได้คือระบบการเรียนการสอนที่รู้สึกประทับใจมากครับ

การเรียนการสอนที่ญี่ปุ่น จะเน้นให้เด็กได้ลงมือทำจริงๆผ่านการลงพื้นที่และทำกิจกรรมนอกชั้นเรียน มากกว่าที่จะท่องจำจากหนังสือ เด็กๆก็จะรู้สึกมีส่วนร่วมกับสิ่งที่เรียนมากขึ้นและไม่เบื่อ

นอกจากนี้ เพื่อนๆทุกคนก็เป็นกันเองมากครับ ทำให้เรารู้สึกติดใจและอยากจะกลับไปสัมผัสบรรยากาศแบบนี้อีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ ผมเลยสมัครไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นอีกสมัยปริญญาตรีที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตอนนั้นที่มหาวิทยาลัยมีพันธมิตรเป็นมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นอยู่หลายแห่งในประเทศญี่ปุ่น แต่ผมเลือกที่จะไปที่มหาวิทยาลัยซากะ (Saga University) จังหวัดซากะ (Saga) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆในชนบททางใต้ของประเทศญี่ปุ่น (Kyushu) เหตุผลหลักๆเลยเป็นเพราะผมอยากเรียนรู้วัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่จริงๆของญี่ปุ่น ซึ่งผมมองว่าสิ่งเหล่านี้เราไม่อาจสัมผัสได้หากไปอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ และนี่ก็เป็นการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นของผมครั้งที่สองครับ

อยู่ที่ซากะมาหนึ่งปี ไม่ผิดหวังจริงๆครับ จนถึงปัจจุบันแล้วผมได้มีโอกาสไปเที่ยวครบทุกเกาะของญี่ปุ่นแต่ซากะเป็นที่ที่ผมประทับใจที่สุด ด้วยบรรยากาศของเมืองเล็กๆที่เต็มไปด้วยความน่ารัก อากาศดี อาหารอร่อย ผู้คนเป็นกันเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สัมผัสได้ถึงบรรยากาศของญี่ปุ่นจริงๆครับ สมัยที่ผมอยู่ การเจอคนต่างชาติสักคนจะถือว่าเป็นเรื่องแปลกใจมากสำหรับคนที่นั่นครับ เดินผ่านกลุ่มเด็กๆก็มักจะถูกมอง จังหวัดซากะเองมีคนต่างชาติน้อยคนที่จะรู้จักจังหวัดนี้หรือแม้แต่คนญี่ปุ่นเองครับ สำหรับคนไทยต้องเรียกว่าแทบจะไม่มีใครรู้จักเลย จนกระทั่งพักหลังกองถ่ายละครไทยไปถ่ายทำละครกันเลยทำให้ชื่อคุ้นหูคนไทยกันมากขึ้นครับ

10154575_10151951027867447_1393933781_nครั้งที่สามที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่น จริงๆแล้วต้องบอกว่าตอนแรกเกือบไม่ได้ไปแล้วครับ พอจบปริญญาตรีมา ทำงานสักพักนึงก็ตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโท แรกๆเลยวางแผนไว้ว่าจะไปเรียนที่อังกฤษครับ ด้วยความที่ว่าใช้เวลาเรียนสั้นกว่าคือปีเดียวจบและค่าใช้จ่ายโดยรวมถูกกว่า แต่พอมาคิดอีกที ภาษาอังกฤษเราก็แข็งพอแล้ว บวกกับนิสัยส่วนตัวที่ชอบวัฒนธรรมและคาแร็กเตอร์ของคนเอเชียมากกว่า เลยตัดสินใจกลับไปประเทศญี่ปุ่น โดยตั้งเป้าหมายกับตัวเองไว้ว่า คราวนี้ต้องพัฒนาภาษาญี่ปุ่นของตัวเองให้สามารถใช้ได้ในเชิงธุรกิจ (Business Japanese) และต้องหาประสบการณ์ชีวิตเยอะๆ ผ่านงานอาสาต่างๆ และกิจกรรมนอกชั้นเรียนให้ได้มากที่สุดให้คุ้มกับเวลาที่ใช้ไปครับ ตอนสมัครก็สมัครไปหลายมหาวิทยาลัยครับ โดยเน้นสาขาเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ เน้นคอร์สอินเตอร์ (เพราะภาษาญี่ปุ่นผมไม่แข็งแรงนัก 555) สุดท้ายมาเจอคอร์สความร่วมมือระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งเป็นสาขาวิชาใหม่ที่ในประเทศไทยยังไม่มี แถมตรงกับความสนใจของผมครับ ตอนแรกเกือบจะล้มเลิกไม่สมัครแล้ว เพราะเคยได้ยินเคยเห็นชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยนี้ผ่านสื่อต่างๆว่า เข้ายากเรียนยากมากเลยท้อแท้ตอนแรกๆ แต่ได้คุณพ่อเป็นแรงผลักดันสำคัญ ท่านคอยบอกเราว่า ให้ลองก่อน พยายามก่อน ไม่ได้ไม่เป็นไร ถ้าได้ก็ดี มีแต่บวกกับศูนย์

ถ้าถามว่า ชอบอะไรในญี่ปุ่น คงต้องบอกว่า ชอบทุกอย่าง “คน” เป็นระเบียบมาก มีความรับผิดชอบต่อสังคมสูง “อาหาร” อร่อย ดีต่อสุขภาพ สะอาด “ความเป็นอยู่” ปลอดภัย เหมาะแก่การไปเรียน คุณพ่อคุณแม่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมาก และ “ความเป็นที่หนึ่งของเอเชีย” ระบบการศึกษา เทคโนโลยี และวิธีคิดต่างๆที่อยู่ในระดับแนวหน้าของโลกครับ

หลายคนถามถึงทุนการศึกษา พูดตรงๆว่า ยากครับ เพราะทุนส่วนใหญ่ที่ไปญี่ปุ่นจะเป็นทุนที่ให้เปล่าไม่ต้องใช้ทุน ประเทศญี่ปุ่นเองก็เป็นที่นิยมในสังคมไทย ฉะนั้น คนสมัครก็เยอะ และคนคัดเองก็ต้องเลือกเด็กที่ดีที่สุดมาให้ได้ครับ พอพูดถึงทุนเรียนญี่ปุ่นแล้วคนไทยมักจะนึกถึงแต่ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (MEXT) ทุนพานาโซนิค ทุนอายิโนะโมโตะ ทุน JASSO ฯลฯ  ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีทุนอื่นอีกมากมายนับร้อยที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างสำหรับนักเรียนไทย คนที่ทำการบ้านเยอะ ศึกษาเยอะ ก็จะมีข้อมูลเยอะ และสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้นครับ

1512225_10152031725132447_5654397047460598147_o10372005_10152056269542447_8217883005949239888_nทุนญี่ปุ่น ถ้าให้แบ่งง่ายๆ จะมีอยู่สองแบบคือ ทุนที่สมัครก่อนไป และทุนที่สมัครหลังไปครับ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะเล็งไปที่ทุนก่อนไป ทำให้เกิดความแข่งขันสูง ส่วนทุนที่สมัครหลังไปนั้นจะเป็นทุนที่มักจะถูกมองข้ามทั้งๆที่มีจำนวนมากกว่า การแข่งขันต่ำกว่า ทำให้จับต้องได้ง่ายยิ่งขึ้นครับ นี่คือหนึ่งปัญหาที่ผมเองก็เคยประสบและพลาดไปหลายทุน เลยอยากจะแชร์ประสบการณ์ตัวเองให้กับน้องๆรุ่นหลัง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ได้ไปเรียนในญี่ปุ่นมากขึ้น ไปถึงฝั่งฝันตัวเองได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยค่าครองชีพที่แพงของญี่ปุ่น บวกกับระยะเวลาการเรียนที่ยาวนาน ทำให้ต้นทุนในการไปเรียนสูง ต้องบอกว่า น้อยคนจริงๆที่จะสามารถรับภาระนี้เองได้หมด เด็กๆหลายคนที่มีความตั้งใจจริงเลยพลาดโอกาสตรงนี้ ซึ่งจริงๆแล้วตอนนี้ผมเองกำลังเขียนพ็อคเก็ตบุ้คเกี่ยวกับการเรียนในญี่ปุ่น โดยเรื่องของการหาทุน แหล่งทุน และวิธีการเตรียมตัวต่างๆจะเป็นหนึ่งในเรื่องหลักที่ผมอยากจะแชร์ให้กับน้องๆรุ่นหลังครับ

ประสบการณ์ชีวิตนอกห้องเรียน

จริงๆแล้วตั้งใจไว้เลยตั้งแต่ก่อนไปครับ ว่าตอนที่ไป เรียนต่อญี่ปุ่น จะไม่ไปเพื่อปริญญาอย่างเดียว แต่จะพยายามหาประสบการณ์ชีวิตให้ได้มากที่สุด เนื่องจากสาขาที่เรียนจะเกี่ยวโยงกับเศรษฐกิจและการพัฒนา ประจวบกับการที่ผมมีความสนใจด้านนี้อยู่แต่เดิม เลยเริ่มทำกิจกรรมงานอาสาตั้งแต่เทอมแรกที่ไปครับ โครงการแรกที่ไปเข้าร่วมคือ โครงการฟื้นฟูพื้นที่โทโฮคุ ซึ่งถูกสึนามิถล่มไปเมื่อตอนปี 2011  โครงการนี้เป็นโครงการของมหาวิทยาลัยที่พยายามจะให้เด็กๆตระหนักถึงปัญหาระดับชาติตรงนี้ ทางผมก็มีโอกาสได้ไปช่วยแพ็คเมล็ดพันธุ์ดอกทานตะวัน เพื่อที่จะส่งต่อให้คนในพื้นที่นำไปปลูกฟื้นฟูทัศนียภาพต่อไปครับ


485406_10151404235252447_943679131_n164483_10151291269197447_97547685_nงานอาสาสมัครที่สองคือ ไปช่วยสมาคมแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นทำอาหารแจกคนไร้บ้านย่านชินจุกุครับ อันนี้จะมีทุกวันเสาร์ ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีกฎระเบียบของสังคมเยอะ มีกรอบที่วางไว้ให้คนเดินตามทำให้คนมีระเบียบมาก แต่ก็เหมือนเป็นดาบสองคมเพราะปัญหาสังคมต่างๆ เช่น การฆ่าตัวตาย สุขภาพจิต คนไร้บ้านก็สูงขึ้นตาม คนเหล่านี้หลายคนเป็นคนที่เคยทำอะไรผิดพลาด อาจจะเล็กๆน้อยๆ แต่ด้วยสภาพสังคมที่ไม่เอื้ออำนวยทำให้พวกเขาไม่กล้ากลับสู่สังคม แล้วตีตัวออก ใช้ชีวิตไปวันๆ งานอาสานี้ทำให้ผมได้เข้าใจปัญหาของพวกเขาขึ้นมาก การที่ผมต้องไปเดินแจกอาหารแจกขนมต่างๆ ทำให้มีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หลายคนที่ผมพบว่ายังหนุ่มยังแน่น มีความสามารถ เคยทำงานดีๆ แต่เคยพลาดแล้วก็หมดใจครับ ปัญหาตรงนี้น่าเป็นห่วงมากครับ ประเทศไทยเองก็กำลังพัฒนา เศรษฐกิจกำลังโตด้วยทุนนิยม แต่ก็ควรตระหนักและเรียนรู้ไว้เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นกับสังคมเราเองครับ

 

387476_10150418589947447_980952747_n1620135_10151875872732447_1559832672_nอีกหนึ่งกิจกรรมที่ผมได้มีโอกาสได้ไปทำในระหว่าง เรียนต่อญี่ปุ่น คือ การไปเป็นเลขาธิการของ ASEAN Youth Network in Japan (AYNJ) ซึ่งเป็นสมาคมนักเรียนในญี่ปุ่นจากสิบประเทศอาเซียน ที่นี่ผมได้เรียนรู้วิธีการทำงานร่วมกับบริษัทญี่ปุ่น วิธีการทำงานร่วมกับคนต่างชาติต่างวัฒนธรรมมีโอกาสได้เจอกับนักเรียนจากที่ต่างๆ สนุกมากครับ ในแต่ละปีเราจะจัดงาน Job Fair เพื่อช่วยเหลือเด็กจากประเทศอาเซียนหางานในประเทศญี่ปุ่น จัด ASEAN Festival เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมและอาหาร  นอกจากนี้ยังจัดงานกีฬาสี เพื่อกระชับความสัมพันธ์และงานวิชาการต่างๆ เปิดโอกาสให้นักเรียนแต่ละคนได้แชร์งานวิจัยที่ตัวเองกำลังทำอยู่ครับ เนื่องจากกิจกรรมที่เราต้องทำร่วมกันมีมาก สมาชิกที่นี่จะค่อนข้างสนิทกันครับ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้สร้างเน็ตเวิร์คที่ดีครับ หลายคนผมก็ยังติดต่ออยู่จนถึงทุกวันนี้ ข้อดีหลักๆเลยที่เห็นได้ชัดก็คือ เมื่อไหร่ที่ผมจะไปเที่ยวประเทศไหนในอาเซียนก็ไม่ต้องกลัวหลงแล้วครับ 555 แถมยังได้เจ้าบ้านพาทัวร์พากินอีกครับ

10859446_10152446501807447_1040678845_nนอกจากนี้ ยังมีงานวงการบันเทิงด้วยนะครับ จริงๆแล้วฟลุคมากครับ จริงๆผมเป็นคนวิชาการมากนะ 555 ไม่เคยมีความสนใจด้านนี้เลย มีอยู่วันนึงรุ่นพี่ที่สนิทกันไลน์มาบอกว่า มีเอเจนซี่กำลังเปิดรับคนไทยด่วน เพื่อมาถ่ายแบบลงนิตยสารค่ายมือถือโดโคโมะ (Docomo) บอกให้ลองส่งรูปไป กลับบ้านไปก็นั่งไล่เลือกรูป เลือกได้สิบกว่ารูปก็ส่งให้เพื่อนๆคนญี่ปุ่นช่วยเลือกอีกที ตอนนั้นคิดในใจว่าเพราะเอเจนซี่เป็นของญี่ปุ่น ก็ควรต้องให้คนญี่ปุ่นเลือก เพราะจะได้มุมมองจากคนญี่ปุ่นว่ารูปไหนดี ส่งไปวันรุ่งขึ้นปรากฏเอเจนซี่ติดต่อมาสนใจผม แล้วให้เข้าไปวัดตัวไปคุยรายละเอียดเพิ่มเติม ถึงวันถ่ายจริง จะบอกว่าตื่นเต้นมากครับถ้าพูดจริงๆแล้ว ตื่นเต้นมาเป็นอาทิตย์เลยครับ กลัวโน่นกลัวนี่กลัวทำไม่ได้ทำออกมาไม่ดี ไปถึงสตูดิโอพอเข้าห้องเปลี่ยนชุดก็เจอนายแบบนางแบบท่านอื่นที่จะมาถ่ายด้วยกัน ตอนนั้นตกใจมากครับ เพราะแต่ละคนประสบการณ์โชกโชน มืออาชีพทั้งนั้น เข้าไปในห้องทุกคนก็จะคุยอวดกันว่า เคยถ่ายแบบที่ไหน เล่นละครอะไรมาบ้าง เราเป็นนักเรียนก็ไม่กล้าไปพูดอะไรมาก อายที่จะบอกว่านี่ครั้งแรกครับ พอถ่ายจริงแรกๆก็เก้ๆกังๆ แต่ก็โชคดีครับ ที่งานวงการนี้จะมีคนกำกับ คนดูแล ผู้ช่วยต่างๆ ทั้งแสง ทั้งไฟ ทั้งชุด ทั้งแต่งหน้าอีกเป็นสิบ ได้คนเหล่านี้ช่วยปรับช่วยบอก งานก็ออกมาได้ไม่น่าเกลียดครับ

1081551_10151549477337447_504833614_nถ่ายเสร็จเอเจนซี่คนเดิมก็เดินมาหาถามว่า ครั้งนี้มาทำเล่นๆ หรืออยากเดินสายอาชีพนี้เลย ก็บอกเขาไปว่าตอนนี้เป็นนักเรียน เรื่องเรียนขอเป็นหลัก แต่ถ้ามีงานอะไรน่าสนใจและไม่ตรงกับเวลาเรียนก็อยากจะลองครับ ทางเอเจนซี่ก็ใจดีชวนไปเซ็นสัญญาถ่ายรูปทำพอร์ต แล้วก็จัดเมเนเจอร์มาช่วยดูแล หลังจากนั้นมาก็ส่งงานมาให้เรื่อยๆ อันไหนที่ไม่ตรงกับตารางเรียน ก็ไปลองออดิชั่นครับ จากเดิมทีเป็นคนขี้อายพอได้มาลองทำงานวงการนี้ทำให้เรากล้าแสดงออกมากยิ่งขึ้น เวลาออดิชั่นต้องแสดงต่อหน้ากรรมการเกือบสิบคน ต้องทำท่าโกรธ ร้องไห้ เต้นให้เค้าดู ไปสิบผ่านสักสองสามครั้งก็ดีใจครับ สิ่งที่ภูมิใจมากคือ การได้มีโอกาสเล่นมิวสิควีดีโอ เช่นเพลง Ginger ของคุณ Domoto Tsuyoshi จากวง Kinki Kids ค่าย Johnny & Associates ละครสั้น My Darling is a Foreigner ช่อง Nippon TV และโฆษณาต่างๆ โดยส่วนใหญ่งานที่ผมได้ทำจะเป็นอะไรที่มีส่วนเกี่ยวกับประเทศไทยครับ


สิ่งที่ได้รับจากการไปเรียนต่อญี่ปุ่น จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของตัวเอง

สิ่งที่ได้รับจากการไปเรียนต่อญี่ปุ่นคือ ตัวผมในทุกวันนี้ครับ โดยเฉพาะครั้งที่สามที่ไปใช้ชีวิตในช่วงปริญญาโท ถือว่าเป็นหนึ่งจุดเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ ถึงแม้ช่วงเวลาที่ผมใช้ชีวิตอยู่ในประเทศญี่ปุ่นนั้นยังถือว่าเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพียงสามปีครึ่ง แต่ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย ทั้งวัฒนธรรม มารยาท ที่หล่อหลอมตัวผมขึ้นมาใหม่ จากเดิมที่เป็นคนไม่เคร่งครัดกับกฎเกณฑ์มาก ทำอะไรสบายๆ กลับมาครั้งล่าสุด คนรอบข้างบอกเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคนเลยครับ ผมรู้สึกว่า ผมเป็นคนที่มีระเบียบมากขึ้น เคารพกฎเกณฑ์ของสังคมมากขึ้น ตรงต่อเวลา และทำงานหนักขึ้น ผมกลายเป็นคนที่คิดอยู่เสมอว่า ถ้าจะทำอะไรต้องทำให้เต็มที่และดีที่สุดครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมได้เรียนรู้จากการทำงานพิเศษต่างๆ ทำกิจกรรมกับคนญี่ปุ่น

สำหรับน้องๆที่กำลังสนใจจะไปเรียนญี่ปุ่น หรือสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ยังลังเล ผมขอตอบด้วยความมั่นใจเลยว่า ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีที่สุดและจะไม่ทำให้ผิดหวัง หากได้ลองไปใช้ชีวิตจริงๆครับ

ผมเป็นคนชอบหาสิ่งใหม่ๆให้ตัวเองเรียนรู้ ไม่ชอบปล่อยให้ตัวเองว่าง เลยชอบทำกิจกรรมนอกชั้นเรียน สมัยอยู่ปริญญาตรีก็จะชอบไปฝึกงานตามองค์กรต่างๆช่วงปิดเทอม ฝึกมาหลายที่จนเพื่อนๆและคนรอบข้างชอบแซวว่า จะรีบไปไหน จะเยอะไปไหน ตอนอยู่ญี่ปุ่นก็เหมือนกันครับ ผมจะชอบไปร่วมกิจกรรมโน่นนี่ เลยได้เจออะไรแปลกๆหรืออะไรที่คนอื่นไม่ค่อยได้เจอกัน แล้วจะชอบเอามาแชร์เล่ากันในวงเพื่อนจนเพื่อนไล่ไปบอกว่าเยอะแบบนี้เขียนหนังสือเหอะ เลยจุดประกายให้ผมทุกวันนี้

SONY DSCตอนนี้ผมกำลังทำพ็อคเก็ตบุ้คอยู่ครับ วางแผนไว้ว่า จะทำให้เสร็จและวางขายสิ้นปีนี้ พ็อคเก็ตบุ้คของผมจะเป็นการรวบรวมเรื่องราวต่างๆที่ผมได้เจอ ผ่านประสบการณ์ต่างๆในประเทศญี่ปุ่น โดยผมจะเน้นในเรื่องยอดฮิตหรือปัญหาต่างๆที่นักเรียนไทยมักประสบ เช่น เรื่องของการหาทุน การหางานพิเศษ หรือการเรียนว่าเรียนอย่างไรไม่ให้เครียด ผมจะเสนอวิธีเสนอไอเดียต่างๆทางแก้ ซึ่งหลายเรื่องยังไม่มีหนังสือเล่มไหนเคยนำมาเขียน แต่เป็นประสบการณ์ตรงของผม จริงๆแล้วผมเองเคยประสบปัญหาเรื่องการหาทุนครับ ผมโตมาในครอบครัวคนชั้นกลาง จะไปเรียนต่างประเทศที่ถ้าใช้เงินพ่อแม่เลยล้วนๆก็เกรงใจครับ เลยพยายามหาทุน ทุนเต็มบ้าง ทุนบางส่วนบ้าง สมัครมาสิบกว่าทุน สัมภาษณ์มาเกือบสิบครั้ง และพยายามหารายได้พิเศษระหว่างเรียนเพื่อลดภาระคุณพ่อคุณแม่ ทำงานพิเศษมากกว่าห้าประเภท เลยอยากที่จะแชร์ประสบการณ์เหล่านี้ให้กับน้องๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ เพราะผมเชื่อว่ายังมีน้องๆอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังประสบกับปัญหาเหล่านี้ และด้วยปัญหานี้อาจทำให้ไม่สามารถเดินได้ถึงฝั่งฝัน วิธีที่ผมจะนำเสนอจะเป็นวิธีทีอ่านแล้วเข้าใจง่าย เป็นวิธีแบบบ้านๆที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงครับ นอกจากนี้ ผมจะแทรกเรื่องแปลกของญี่ปุ่นที่เคยเจอมากับตัว ทั้งด้านดีและด้านมืด เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับน้องๆครับ

ท้ายสุด อยากจะฝากคำคมของ Les Brown ซึ่งผมใช้ยึดเหนี่ยวใจอยู่เสมอ ให้น้องๆที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศญี่ปุ่นหรือมีความสนใจที่จะไป ไว้ว่า “Shoot for the moon. Even if you miss, you will land among the stars.”

อย่ากลัวกับคำว่าอุปสรรค จงฝันไปให้ไกลและอย่ากลัวที่จะผิดพลาดหรือผิดหวัง

ไม่มีอะไรที่ยากเกินความสามารถเรา พยายามให้เต็มที่แล้วเราจะสามารถไปถึงฝั่งฝันแน่นอนครับ หากน้องๆอยากสอบถามเรื่องเกี่ยวกับการเรียนหรือการใช้ชีวิตในญี่ปุ่น inbox มาได้ที่เฟซบุ้ค Shad Sarntisart ครับ ผมยินดีที่จะแชร์ความคิดเห็นหากสามารถเกิดประโยชน์กับน้องๆได้ครับ

Be Sociable, Share!

PASSWORD RESET

LOG IN