ไปเรียนญี่ปุ่น … ดวงไม่สำคัญ ความพยายามสำคัญกว่า

ไปเรียนญี่ปุ่น … ดวงไม่สำคัญ ความพยายามสำคัญกว่า

SHARE
, / 8551 0
Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+Share on LinkedInDigg thisShare on Tumblr

คุณขจีภรณ์ เตชะทวีกิจกุล (โบว์)

การศึกษาที่ญี่ปุ่น
  • Osaka University Short-term Student Exchange Program (OUSSEP), Osaka University ได้รับทุนจาก JASSO
  • Master of Arts in International Relations, Graduate School of Asia Pacific Studies, Waseda University ได้รับทุนจาก Waseda University
ผลงานส่วนตัว
  • เจ้าของ twitter account ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับญี่ปุ่น @bowiehoneybaby
  • แฟนพันธุ์แท้ประเทศญี่ปุ่น
  • 1 ใน 11 นักเขียน “MiND TRiCK 001: ใจเต้น (ในวัน) วาเลนไทน์”
  • นักเขียนและวิทยากรรับเชิญ

Web750x350_002

ไปเรียนญี่ปุ่น … ดวงไม่สำคัญ ความพยายามสำคัญกว่า

มีคนเคยบอกว่าฉันเป็นคนดวงดี…

ฉันเป็นคนเรียนหนังสือแบบกลางๆ มาโดยตลอดตั้งแต่เด็ก แต่ฉันมักจะทำให้ทุกคนประหลาดใจเสมอเมื่อคนที่เรียนหนังสือได้แบบครึ่งๆ กลางๆ มาโดยตลอดนั้นมักจะสอบ หรือได้เข้าเรียนในที่ดีๆ ได้เสมอ ฉันยังจำน้ำเสียงเพื่อนหลายๆคนที่พูดออกมาได้เลยว่า “ไอ้โบว์เนี่ยนะ..สอบติดที่นั่น??”

การไปเรียนญี่ปุ่นที่สถาบันที่มีชื่อเสียงลำดับต้นๆ ของฉันก็เช่นกัน หลายๆ คนก็เชื่อว่าฉันอาจจะไม่ใช่คนเก่งจริง แต่ฉัน “ดวงดี” ซึ่งคนอาจจะลืมนึกไปว่า เรื่องดวงอาจจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่ค่อยแสดงออกให้ใครรู้เท่าไหร่ คือฉันเป็นคน “อึด”

ก่อนจะไปเรียนญี่ปุ่น เคยมีคนบอกไว้ว่า “ไปเรียนญี่ปุ่นไม่ง่าย…” ซึ่งฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าความ “ไม่ง่าย” ของมันนี่คืออะไร

“เดือนกันยายน อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเดือนที่มีบรรยากาศน่าซึมเศร้าที่สุดในช่วงเวลาตลอดปีของญี่ปุ่น เพราะนอกจากว่าจะเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาลจากฤดูร้อนที่แสนจะเหนียวเหนอะหนะ ยุงบินว่อนกัดเราจนขาลาย ไปสู่ฤดูใบไม้ร่วงที่ถึงแม้จะสวยแต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความเหงาเพราะอากาศที่เริ่มลดลงทีละนิด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฝนเปลี่ยนฤดูกระหน่ำตก พายุเข้าเป็นประจำ …..

ฉันเดินลากกระเป๋าลงจากเครื่องบินด้วยตัวคนเดียว พร้อมกับเสียงฟ้าร้องและลมพัดแรง หรือว่านี่จะเป็นเสียงสะท้อนถึงความเหงา เศร้า ซึม และสิ่งที่เคยมีคนเคยบอกฉันว่ามันไม่ง่ายกันแน่นะ”

นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดเมื่อได้มาเหยียบดินแดนอาทิตย์อุทัยในฐานะนักเรียนต่างชาติ ภาพประเทศญี่ปุ่นที่สวยงามที่เห็นในทีวี ดอกซากุระเบ่งบาน ทุกคนต่างมีหน้าตาสดชื่นสดใส วิ่งเล่นจับผีเสื้อกันอย่างสนุกสนาน ….. ทำไมมันไม่เป็นยังงั้นหว่า

วินาทีนั้นเอง ฉันรู้สึกว่า ไหนๆ ดวงก็พาฉันมาถึงที่นี่แล้ว ฉันคงจะท้อต่อไปอีกไม่ได้ คิดถึงบ้านแค่ไหน จะร้องไห้น้ำตานองหน้าเพราะพูดกับใครไม่รู้เรื่องไปอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่สุดคือฉันจะต้องอยู่ที่นี่ให้ได้ ความอึดทั้งหมดที่ฉันเคยมีอาจจะเริ่มไม่พอแล้วล่ะ วันนี้ฉันต้องโตขึ้น ฉันต้องอึดขึ้นอีก

ฉันกลายเป็นคนจัดการความเหงาได้ดีขึ้น….

การอยู่ญี่ปุ่นสำหรับฉันมันเหงา เหงามากจริงๆ เพราะการอยู่ในประเทศที่ฉันแทบจะคุยกับใครไม่รู้เรื่องเลย (ฉันพูดภาษาอังกฤษกับใคร เค้าก็เดินหนีฉันหมดเลย ฮืออออ) แถมอากาศก็แปรปรวนตลอดเวลา สำหรับผู้หญิงอีโมอย่างฉันนั้นมันช่างยากเกินจะทานทนนัก

เวลานั้นฉันจึงต้องเรียนรู้ในการจัดการกับความเหงา ความอีโม และความเวิ่นเว้อของตัวเอง ฉันเริ่มมีงานอดิเรกมากขึ้น อาทิ ถักนิตติ้ง ทำกับข้าว (ดูสาวมาก…) และฉันก็เริ่มมีเพื่อนเยอะมากขึ้น เพราะความเหงานี่แหละ ฉันเลยพยายามพาตัวเองออกไปจากห้องที่เงียบงันออกไปพบปะผู้คน ข้อดีคือ…ทุกคนเหงาเหมือนกันหมด! ดังนั้นการสร้างสัมพันธ์ก็ไม่ยากเลย แถมเพื่อนสนิทในตอนนั้นก็กลายมาเป็นเพื่อนคนสำคัญในตอนนี้ด้วย

ฉันกลายเป็นคนมีวินัยมากขึ้น (มากๆ)

อันนี้ได้จากการไปเรียนญี่ปุ่นเต็มๆ เลย เพราะก่อนนี้ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ยกตัวอย่างเช่นเรื่องเรียน ฉันก็มักจะมีเพื่อน พ่อ แม่ พี่ มาคอยบอกว่าให้ทำนั่นนี่ตลอดเวลา แต่พอมาอยู่ที่นี่ ฉันมาคนเดียว ฉันเรียนคนเดียว ชีวิตการเรียนของฉัน ใบปริญญาของฉัน ฉันต้องผ่านมันไปให้ได้ด้วยตัวของฉันเอง ฉันเปลี่ยนจากคนชิลล์ๆ กลายเป็นคนที่มุ่งมั่งและจัดวางแผนชีวิตตัวเองได้ดีมาก

ปัจจัยหนึ่งเป็นเพราะที่ญี่ปุ่นทุกอย่างตามเวลา และตรงต่อเวลา (แม้กระทั่งรถเมล์ยังมีตารางเวลา ซึ่งตอนแรกฉันตกใจมาก มันเป็นไปได้ยังไงรถเมล์มาตรงเวลาเป๊ะๆ แต่เค้าก็ทำของเค้าได้จริงๆ) ฉันจึงสามารถวางแผนนั่นนี่ได้แบบไม่คลาดเคลื่อน ฉันเปลี่ยนจากคนอ่านหนังสือจบมั่งไม่จบมั่ง กลายเป็นคนที่เปลี่ยนห้องตัวเองเป็นห้องสมุด และทำงานวิจัยได้ตามแผนสุดๆ จนตัวฉันเองก็ยังตกใจ ว่าฉันอ่านหนังสือเป็นร้อยเล่มจบได้จริงเหรอเนี่ย

ฉันกลายเป็นคนที่เปลี่ยนจากสิ่งที่ตัวเองไม่คิดว่าจะทำได้ เป็น “อะไรๆ ก็ทำได้”

ฉันไม่เคยคิดว่าฉันจะพูดภาษาญี่ปุ่นได้ ตอนมาถึงที่นี่แรกๆ ฉันเหมือนคนเป็นง่อย ฉันไปไหนไม่เป็น เปิดบัญชีธนาคารเองไม่ได้ ไปซื้อมือถือเองก็พูดกับเค้าไม่รู้เรื่อง ต้องมีคนช่วยเหลือตลอด ฉันเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้ ฉันจึงเปลี่ยนตัวเองและพยายามมากขึ้น โดยมั่นใจว่าถ้าฉันเชื่อสักอย่างว่าฉันทำได้ ฉันก็ต้องทำได้ ซึ่งฉันก็ทำได้จริงๆ

สามปีผ่านไปในญี่ปุ่นฉันช่วยตัวเองได้มากขึ้นมากๆ ฉันไม่ต้องไหว้วานใครในการติดต่อกับหน่วยงานญี่ปุ่นอีกต่อไป อาจจะดูเหมือนเป็นก้าวเล็กๆ แต่สิ่งนี้ก็ทำให้ฉันมั่นใจขึ้นเยอะเลยว่า หลังจากนี้ไม่ว่าอะไรก็ตาม แค่ฉันเชื่อว่าฉันทำได้ ฉันก็จะสามารถทำมันได้

จากการที่เป็นคนอึดอยู่แล้ว แต่ก็ยังอีโมบ้าง งอแงบ้าง กลายเป็นคนที่อึดมาก เพราะฉันรู้ว่าถ้าฉันอึดไม่มากพอ การมาญี่ปุ่นด้วยดวงของฉันในครั้งนี้คงจะเป็นอย่างที่คนอื่นๆเค้าว่ากัน ว่าฉันเป็นคนที่มากับดวง …. เพราะฉันเชื่อมั่นในตัวเองว่าจริงๆ แล้วดวงของฉันอาจจะไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก แต่ว่าเพราะฉันมีความอดทนทำให้ฉันสามารถผ่านอะไรหลายๆอย่างมาได้

1935785_149370918392_3721338_n

ฉันได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า ถ้าฉันตั้งใจ และ “อึด” จริง ไม่ว่าอะไรฉันก็ทำได้

สามปีของฉันในญี่ปุ่นนอกจากจะทำให้ฉันได้พิสูจน์ตัวเองให้หลายๆ คนรู้แล้ว ยังทำให้ฉันเป็นคนใหม่ ความเหงาทำร้ายฉันไม่ได้อีกต่อไป จากการเป็นคนเหลาะแหละในบางที ทำอะไรเสร็จบ้างไม่เสร็จบ้างกลายเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นว่าฉันจะต้องทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ ทั้งเรื่องการเรียน เรื่องภาษา และเรื่องอื่นๆ

ฉันจึงมั่นใจและอยากบอกทุกๆคนว่า จริงๆ แล้วทุกคนทำได้ อย่าให้สิ่งที่คนตัดสินตัวคุณมาทำให้คุณท้อหรือคิดว่าคุณทำไม่ได้ เพราะฉันได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า ถ้าฉันตั้งใจ และ “อึด” จริง ไม่ว่าอะไรฉันก็ทำได้

ฉันเดินทางกลับเมืองไทยในเดือนตุลาคม 3 ปีต่อมาหลังจากวันแรกที่ฉันได้ไปที่ญี่ปุ่น พร้อมกับความเป็นผู้ใหญ่ที่เก็บเกี่ยวมาอย่างเต็มเปี่ยม ฉันยิ้มได้กว้างขึ้นและมั่นใจได้ยิ่งกว่าเดิม

ถึงแม้ว่าหลังจากกลับมาแล้วยังมีอะไรที่ต้องเจออีกเยอะ การเริ่มต้นใหม่หลังจากที่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆอีกมากมายของฉันเพิ่งจะมาถึง แต่ฉันเชื่อว่าไม่ว่าอะไรฉันก็จะผ่านมันไปได้ ไม่ว่าดวงจะพาฉันไปในทิศทางไหน

เพราะฉันรู้ว่าดวงอย่างเดียว ช่วยอะไรฉันไม่ได้เลยจริงๆ ถ้าฉันไม่พยายาม 😉

Be Sociable, Share!

PASSWORD RESET

LOG IN