ชีวิต นักเรียนในญี่ปุ่น กับการใช้เงินอย่างประหยัด

ชีวิต นักเรียนในญี่ปุ่น กับการใช้เงินอย่างประหยัด

SHARE
, / 10500 0
Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+Share on LinkedInDigg thisShare on Tumblr

safemoney750

เรียนต่อญี่ปุ่น กับการ ใช้เงิน อย่างประหยัด

ถ้าหากพูดถึงการไป เรียนต่อญี่ปุ่น แล้ว อย่างแรกที่ทุกคนจะสะพรึงคือค่าครองชีพ ซึ่งค่าครองชีพของญี่ปุ่นเนี่ย สูงกว่าของไทยเราเท่าตัวเลยทีเดียว!! ทำให้หลายๆคนต้องพับโครงการไปเรียนต่อญี่ปุ่นเก็บไปเลย

แต่ว่าหนทางในการประหยัดค่าใช้จ่ายมีอยู่มากมาย ซึ่งตัวผมเองก็เคยไปเรียนภาษาที่ประเทศญี่ปุ่นมา 1 ปีครึ่ง ที่จังหวัดโอซาก้า และได้รับการกล่าวขานว่าเป็นคนไทยที่ประหยัด (บางคนเรียกงก) ที่สุดในหมู่คนไทยที่เรียนอยู่ตอนนั้น เลยจะมาขอแชร์ประสบการณ์ วิธีการประหยัดของตัวเองให้อ่านกันครับ  

1. ค่าไฟ 

ค่าไฟจะแตกต่างกันไปตามฤดู ซึ่งฤดูที่กินค่าไฟมากสุดเลยคงไม่พ้นฤดูหนาว เป็นฤดูที่คนไทยซึ่งอยู่เมืองร้อนมาทั้งชีวิตไม่เคยชินอย่างแน่นอน ซึ่งคนรอบตัวผมเอง ต่างก็เปิดฮีทเตอร์กันทั้งนั้น แต่จะเปิดเยอะเปิดน้อยก็แตกต่างกันไป แต่สำหรับผม  เจอหน้าหนาวมา 2 ครั้ง แต่ไม่เคยเปิดฮีทเตอร์เลย

หลายคนคงสงสัยว่าถ้าไม่เปิดฮีทเตอร์แล้วจะทำยังไง สิ่งที่ผมใช้คือ ความ ”อดทน” เท่านั้นครับ   ตอนอยู่ในห้องก็ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดเรียบร้อย (ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีอากาศหายใจ ใต้ประตูมีช่องว่างเล็กๆให้ลมเข้าออกอยู่แล้ว) จากนั้นก็ใส่เสื้อผ้าหนาๆและมุดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม เท่านี้ก็โอเคแล้ว และนอกจากนี้ได้ถอดปลั๊กตู้เย็นออกด้วย เพราะอากาศในห้องเย็นพอๆกับในตู้เย็น แค่วางไว้ในห้องก็โอเคแล้ว

save010

ฤดูที่ค่าไฟจะค่อนข้างสูงรองลงมาจากฤดูหนาวคือ ฤดูร้อน หลายคนอาจจะคิดว่าคงร้อนไม่เท่าไทยหรอก แต่จริงๆ แล้วร้อนขนาดที่ว่านึกว่าอยู่เมืองไทยเลย แดดแรงพอๆหรืออาจจะแรงกว่าที่ไทย  มีหลายๆคนทนร้อนไม่ไหวจนต้องเปิดแอร์นอน แต่ผมจะเปิดแค่พัดลมกับหน้าต่าง  และฤดูนี้จะมีค่าไฟจากตู้เย็นเพิ่มขึ้นมาด้วย

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยประหยัดค่าไฟได้มาก  ไม่ว่าจะเป็นค่าแอร์หรือฮีตเตอร์ คือ  ไปนั่งทำการบ้าน อ่านหนังสือ ฯลฯ อยู่ที่โรงเรียน หรือตามห้องสมุดสาธารณะ   ซึ่งใช้บริการได้ฟรี  อยู่นานเท่าไรก็ไม่มีใครว่า  ฤดูหนาวก็อุ่นสบาย  ฤดูร้อนก็เย็นสบาย  ไม่เปลืองไฟที่บ้านครับ

สำหรับฤดูใบไม้ผลิกับใบไม้ร่วงอากาศจะเย็นสบาย แค่เปิดหน้าต่างไว้ก็มีลมเย็นๆเข้ามาในห้องแล้ว

โดยเฉลี่ยแล้วค่าไฟของผมจะอยู่ที่ประมาณ 1,050 – 1,300 เยน  หรือประมาณ 3 – 400 บาท

 

2.ค่าแก๊ส 

             ฤดูที่ค่าแก๊สจะแตกต่างจากฤดูอื่นๆที่สุดคงไม่พ้นฤดูหนาว ซึ่งแก๊สจะใช้ในการอาบน้ำอุ่น   ช่วงหน้าหนาวที่อากาศหนาวมากๆ การได้อาบน้ำอุ่นเหมือนกับได้ขึ้นสวรรค์กันเลยทีเดียว ทำให้หลายๆคนเพลิดเพลินไปกับการปล่อยตัวปล่อยใจท่ามกลางน้ำอุ่นที่ไหลมาปะทะร่างกาย และทำให้ต้องจ่ายค่าแก๊สมากกว่าที่คิดไว้ แต่ตัวผมเองเป็นคนที่อาบน้ำเร็วและไม่ค่อยชอบน้ำร้อนเท่าไร เลยรีบอาบรีบออก แล้วไปซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มแทน

สำหรับฤดูอื่นๆมีใช้แก๊สบ้างเหมือนกัน เพราะน้ำเย็นที่ออกมาเย็นจนอาบไม่ไหว ต้องเปิดน้ำร้อนมาผสมด้วย

โดยเฉลี่ยแล้วค่าแก๊สของผู้เขียนจะอยู่ที่ประมาณ 1,400 – 1,600 เยน  หรือประมาณ 400 กว่าบาท

save001

 

3. ค่าอาหาร 

วิธีการประหยัดค่าอาหารของหลายๆคนคงไม่พ้นการทำอาหารเอง ซึ่งตอนที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่นแรกๆ  ผมก็ทำอาหารเองเพราะจะประหยัดกว่าออกไปทานที่ร้านอาหาร   ซึ่งพอคำนวณดูแล้วจะตกมื้อละประมาณ 180-300 เยน  และเรายังสามารถลดค่าอาหารในส่วนนี้ได้อีก ด้วยการซื้อของที่ลดราคา

save003

ในภาพคือแซลมอนลดครึ่งราคา พอเอามาคิดแยกชิ้นแล้ว จะตกชิ้นละประมาณ 100 เยนเท่านั้น!!!

Exif_JPEG_PICTURE

เนื้อวัว กับป้ายลดราคา 30%

หรือไม่ก็ซื้อที่ละเยอะๆ   ผมเคยซื้อเนื้อไก่แบบ 2 กิโลกรัม ซึ่งพอมาคิดแยกแล้ว ค่าเนื้อไก่จะตกมื้อละประมาณ 50 เยน!! และกินได้ทั้งสัปดาห์เลย แต่แบบนี้จะมีข้อเสียคือ เราจะต้องกินไก่ทุกมื้อทั้งสัปดาห์ ไม่งั้นจะหมดอายุซะก่อน วิธีนี้จะเหมาะกับคนที่สามารถกินเมนูซ้ำๆกันได้บ่อยๆ หรือคนที่สามารถสร้างสรรค์เมนูได้หลากหลายรูปแบบ

save005

ร้านขายผักแบบบ้าน ๆ บางอย่างราคาถูกกว่าในซุปเปอร์มาร์เก็ต

แต่หลังจากที่ผมค้นพบว่าร้านขายข้าวกล่องแถวหอพักจะลดราคาข้าวกล่องหลังบ่าย 2 โมงครึ่งราคา ซึ่งราคาข้าวกล่องที่ลดลงมาแล้วจะอยู่ราคา 100-150 เยน สำหรับข้าวกล่องราคา 150 เยน พอกินอิ่มอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าวันไหนอยากประหยัดกว่าทุกวัน ก็จะซื้อแบบ 100 เยน ซึ่งก็พอกินกันตายได้

โดยเฉลี่ยแล้วค่าอาหารของผมจะอยู่ที่ประมาณ เดือนละ 10,000 เยน  ประมาณ 3000 บาท

4. ค่าโทรศัพท์

ค่าโทรศัพท์จะแตกต่างกันไปตามแต่ละแพคเกจ ก่อนซื้อเราควรจะศึกษาให้ดีก่อนว่าควรเลือกให้แพคเกจไหนที่เหมาะกับตัวเอง ซึ่งตอนที่สมัครบริการจะมีให้เลือกบริการเสริมด้วย ถึงแม้ว่าจะเลือกไปว่าไม่เอาบริการเสริม แต่จริงๆแล้วจะมีบริการเสริมติดมาด้วยอยู่ดี

หลังจากที่สมัครใช้บริการเรียบร้อยแล้ว เราสามารถให้พนักงานเช็คบริการเสริมของเครื่องเรา และยกเลิกบริการเสริมที่ไม่ต้องการออกไปได้ ซึ่งค่าบริการที่เรายกเลิกออกไป จะประมาณ 1,000 เยนต่อเดือนเลย

save009

 

5. ค่าเดินทาง

สำหรับคนที่เรียนที่ญี่ปุ่นเกิน 6 เดือน วิธีการประหยัดค่าเดินทางคือการใช้จักรยาน ซึ่งเราสามารถหาซื้อจักยานราคาถูกได้ตามร้านขายจักรยานมือสอง ราคามีตั้งแต่ 5,000 เยนจนถึง 10,000 เยนเลยครับ  นอกจากจะใช้ไปโรงเรียนแล้ว เรายังสามารถใช้เดินทางไปซื้อของ หรือไปท่องเที่ยวที่ต่างๆได้อีกด้วย

save011

สำหรับคนที่ไม่อยากขี่จักรยานหรือเรียนที่ญี่ปุ่นเพียง 6 เดือน และต้องขึ้นรถไฟหรือรถเมล์  สามารถประหยัดค่าเดินทางด้วยการทำตั๋วรถไฟรายเดือน  ซึ่งตั๋วรถไฟรายเดือนของนักเรียนจะราคาถูกกว่าแบบรายเที่ยวหรือของคนญี่ปุ่นวัยทำงานอีกด้วย

 

การประหยัดนั้นยังมีอีกหลายอย่าง ซึ่งแต่ละคนก็จะมีวิธีประหยัดแตกต่างกันออกไป  ให้หาวิธีการประหยัดของตัวเองให้เจอ แต่ยังไงก็ตาม การที่เราจะประหยัดได้นั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีวินัยต่อตนเองครับ

แต่ประหยัดมากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี  บางเดือนประหยัด บางเดือนใช้ตามที่อยากใช้  โดยเฉพาะถ้าได้ทำงานพิเศษแล้ว  ก็จะมีเงินมาใช้หรือถ้าทำงานร้านอาหาร ก็จะมีอาหารทานฟรีในบางมื้อ  แต่ควรควบคุมค่าใช้จ่ายให้เหมาะสม  แล้วใช้ชีวิตให้มีความสุข เรียนรู้ประสบการณ์ให้คุ้มค่าจะดีที่สุดครับ

 

เรื่องโดยหิรัญ ลิขิตสายชล (ต่อ)
หนึ่งในเจ้าหน้าที่แนะแนวทีมเจ๊เอ๊ด

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

เป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของสถาบันการศึกษาที่ญี่ปุ่นโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง  ไม่คิดค่าดำเนินการใดๆ

รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)

ติดต่อสอบถาม – สมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น
สาขาสีลม โทร. 02-2677726 ต่อ 101-104
สาขาอโศก โทร. 02-665-2969
email : ask@jeducation.com

Line ID : @jeducation

Be Sociable, Share!

PASSWORD RESET

LOG IN