การหางานทำในญี่ปุ่น สำหรับนักเรียนต่างชาติในปัจจุบัน

การหางานทำในญี่ปุ่น สำหรับนักเรียนต่างชาติในปัจจุบัน

SHARE
, / 8197 0
Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+Share on LinkedInDigg thisShare on Tumblr

website

ทำงานที่ญี่ปุ่น
การหางานทำในญี่ปุ่น สำหรับนักเรียนต่างชาติในปัจจุบัน

ผู้เขียน :  2,861.9 ไมล์จากพระนคร

 

ก่อนที่จะมาเรียนที่ญี่ปุ่น คิดว่าเป้าหมายแรกสุดของทุกคนก็คงจะคล้ายๆกัน คือการสอบวัดระดับ เพราะนั่นคือใบเบิกทางที่จะทำเป้าหมายถัดไปในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนต่อในโรงเรียนเฉพาะทาง การสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือการสอบเรียนต่อปริญญาโท แล้วหลังจากนั้นบางคนก็อาจจะยังไม่ได้คิด

แต่บางคนอาจจะเริ่มคิดหลังจากอยู่ญี่ปุ่นได้สักพักว่า อยากจะลองหาประสบการณ์ใน การทำงานที่ญี่ปุ่น ดู  ซึ่งบางทีเวลาที่เริ่มคิดได้อาจจะสายเกินไปแล้วถ้าต้องการจะหางานดีๆในญี่ปุ่นเพราะการรับสมัครงานที่ญี่ปุ่นต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวนานต่างจากที่เมืองไทย

ผู้เขียนอยากจะขอแนะนำแนวทางในการวางแผน สำหรับผู้ที่คิดว่าบางทีเราอาจจะอยากลอง ทำงานที่ญี่ปุ่น ดู โดยผู้เขียนขอแนะนำสำหรับผู้เรียนจบในสายสามัญเพราะผู้เขียนจบมาทางนี้ค่ะ

อย่างแรกสุดเลยขอบอกว่าการหาง่ายที่ญี่ปุ่นไม่ยากเกินเอื้อม แต่ก็ไม่ได้ง่ายหากต้องการงานที่ดี  ดีในที่นี้คือรายได้เกินมาตรฐานเฉลี่ยของนักเรียนจบใหม่ญี่ปุ่น (เงินเดือนเริ่มต้นของนักเรียนจบใหม่เฉลี่ยป.ตรีจะเริ่มที่ปีละสองล้านสามแสนเยนยังไม่หักภาษี ถ้าป.โทจะเพิ่มอีกสี่แสนเยน) บริษัทมั่นคงมีสวัสดิการดีและงานสนุกและท้าทาย

 

ที่บอกว่าไม่ยากเกินเอื้อม เพราะสมัยนี้บริษัทญี่ปุ่นมีแนวโน้มต้องการรับนักเรียนต่างชาติมากขึ้น เนื่องจากประชากรวัยทำงานญี่ปุ่นที่ลดลงและญี่ปุ่นต้องการขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจากตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุขและแรงงานของญี่ปุ่นในปีล่าสุด 2015 ก็ออกมาว่าจำนวนแรงงานชาวต่างเพิ่มขึ้นมาจากปีที่แล้วถึง 15% และจำนวนแรงงานยังมากที่สุดนับแต่เก็บสถิติมาด้วย

บางบริษัทถึงกับยอมแยกนักเรียนต่างชาติออกมาสอบต่างหาก หรือตั้งเป้าเลยว่าจะต้องรับนักเรียนต่างชาติปีนี้ให้ได้กี่คนๆ  เพราะรู้ว่านักเรียนต่างชาติจะรู้ภาษาญี่ปุ่นสู้นักเรียนญี่ปุ่นไม่ได้  ซึ่งต่างจากสมัยผู้เขียนสอบเข้างานเมื่อสิบปีก่อน ซึ่งต้องสอบข้อสอบภาษาญี่ปุ่นและสอบสัมภาษณ์  ภาษาญี่ปุ่นต้องเป๊ะเท่าเทียมเด็กญี่ปุ่นเลยทีเดียว ในขณะที่สมัยนี้ภาษาญี่ปุ่นอยู่ในขั้นพอสื่อสารได้ก็สามารถเข้าทำงานได้แล้ว  หรือบางบริษัทอาจไม่ดูภาษาเลยด้วยซ้ำ หรือบางทีก็สามารถหางานผ่านrecruiter ที่หานักเรียนต่างชาติเข้าพิเศษเลยก็ได้

แต่ที่บอกว่าไม่ได้ง่ายเพราะไม่ใช่ว่าแค่คุณเป็นคนต่างชาติเค้าจะอ้าแขนรับคุณหมด แล้วเราควรจะเตรียมตัวแบบไหนถึงจะเพิ่มโอกาสการทำงานในญี่ปุ่น เรามาดูกันว่าบริษัทญี่ปุ่นดูอะไรในการเลือกตัวคนเข้าทำงานบ้าง

1. มหาวิทยาลัยที่จบ

แน่นอนไม่ต่างจากประเทศไทย สกรีนแรกสุดที่บริษัทจะดูสำหรับเด็กจบใหม่คือมหาวิทยาลัยที่จบมา ม.Tokyo / ม.Kyoto /   ม.Hitotsubashi และ ม.Tokodai ( titech) สำหรับมหาวิทยาลัยรัฐบาลสี่จตุรเทพนี้  ถ้าเข้าและจบมาได้ ถ้าคุณไม่ใช่คนเพี้ยนจนเกินไปนัก บริษัทไหนๆก็รับคุณแน่

รองลงไปก็จะเป็นมหาวิทยาลัยรัฐบาลหลักๆ ของจังหวัดใหญ่ๆ เช่น ม.Osaka / ม.Tohoku  / ม.Tsukuba / ม.Hokkaido / ม.Nagoya /  ม.Kobe เป็นต้น

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ส่วนถ้ามหาวิทยาลัยเอกชนที่ภาษีดีที่สุดก็คือ ม.Keio และ ม.Waseda

รองลงมาก็จะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนในกลุ่ม MARCH นั่นก็คือ ม.Meiji / ม.Aoyama / ม.Rikkyo / ม.Chuo และ ม.Hosei

บางบริษัทถ้าเป็นนักเรียนต่างชาติ ก็จะอนุโลมให้มหาวิทยาลัยรองลงมาอีกเช่น ม.Ritsumeikan / ม.Doushisha /ม.Gakushuin / ม.Sophia / ม.Yokohama National สามารถผ่านรอบเข้ามาสัมภาษณ์ได้

Exif_JPEG_PICTURE

เพราะฉะนั้นการเลือกมหาวิทยาลัยที่จะเรียนต่อ ถือว่าสำคัญมากต่อการที่จะหางานทำในญี่ปุ่น ซึ่งคณะที่เรียนจบมาบริษัทจะไม่ดูมาก (จะดูแค่ว่าเป็นสายวิทย์หรือสายศิลป์) เพราะบริษัทญี่ปุ่นจะรับนักศึกษาเข้ามาฝึกงานใหม่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว (แต่ก็ไม่ใช่ว่าจบคณะอักษรจะไปสมัครเป็นโปรแกรมเมอร์ที่บริษัท IT ได้) นี่เลยเป็นทริคสำหรับคนญี่ปุ่นบางคนที่อยากเข้างานดีๆ ว่าจะเลือกคณะที่คะแนนสอบเข้าไม่สูงมากของ ม.Tokyo เป็นต้น

ส่วนนักเรียนต่างชาติที่ภาษาญี่ปุ่นอาจเป็นปัญหาในการสอบเข้าเรียน  ก็อาจเลี่ยงไปเลือกคณะที่มีสอนเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ (ถ้าสมัยก่อนนักศึกษาต่างชาติที่เรียนอินเตอร์จะเสียเปรียบ เพราะจะขาดโอกาสในการเรียนภาษาญี่ปุ่นซึ่งสำคัญมากกับการสอบเข้าทำงานแบบเก่า แต่ปัจจุบันข้อเสียเปรียบนี้จะน้อยลงไปพอสมควร)

ส่วนสิ่งที่ต่างจากเมืองไทยคือที่ญี่ปุ่นจะไม่ดูเกรดจบเลย ไม่มีการต้องเขียนหรือถูกถามเกรดทั้งนั้น เพราะญี่ปุ่นถ้าเข้าทำงานเป็นพนักงานบริษัทปกติ ถือว่าบริษัทจะเริ่มฝึกให้จากศูนย์อยู่แล้ว

นอกจากนั้นบริษัทยังเน้นความสำคัญไปที่ข้อ 2และข้อ 3 มากกว่าด้วย แต่ทั้งนี้มีข้อยกเว้นคือถ้าคุณตั้งใจจะทำงานเป็นนักวิจัยหรืออาจารย์มหาวิทยาลัย คุณต้องมีผลการเรียนและผลงานวิจัยที่ดีเยี่ยมแต่ไม่ต้องเน้นข้อ 3ได้ค่ะ

2.ภาษา

เป็นสิ่งที่บริษัทญี่ปุ่นคาดหวังจากนักเรียนต่างชาติมาก ไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่นแต่เป็นภาษาต่างชาติ

ภาษาญี่ปุ่นแค่พอสื่อสารได้ (ยิ่งถ้ามหาวิทยาลัยที่จบดังแค่ไหนภาษาญี่ปุ่นยิ่งถูกมองข้ามได้เยอะขึ้น) แต่ถ้าให้ดีแนะนำว่าอย่างน้อยควรมี  N2

jlpt_n2

ส่วนภาษาที่บริษัทต้องการมากกว่า คือภาษาอังกฤษและภาษาประเทศตัวเอง ถ้าเป็นนักเรียนชาวจีนจะได้เปรียบหน่อยเพราะบริษัทที่ต้องการบุกตลาดจีนจะไม่ดูภาษาอังกฤษมาก แต่ถ้าเป็นชาติอื่นภาษาอังกฤษควรได้ในระดับที่ดีกว่านักเรียนญี่ปุ่น

โชคดีที่นักเรียนญี่ปุ่นไม่เก่งภาษาอังกฤษมาก นักเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีหรืออย่างน้อยคะแนน TOEIC มากกว่า 650 ขึ้นไปก็ถือว่าหรูแล้วถ้าเทียบกับคนญี่ปุ่น (ซึ่งนักเรียนไทยส่วนมากจะทำได้ดีกว่านั้นเยอะ) ส่วนถ้าบริษัทที่เป็นที่นิยมหรือบริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับต่างประเทศ

แนะนำว่าควรมีคะแนน TOEIC ให้เกิน 730 ขึ้นไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทำหลังจากสอบเข้าเรียนต่อได้คือเพิ่มทักษะด้านภาษาอังกฤษและสอบ TOEIC ให้ได้คะแนนที่ต้องการ

 

3.นักกิจกรรม

สิ่งที่บริษัทมักจะถามนักเรียนเวลาสอบสัมภาษณ์งาน นอกจากทำไมถึงอยากจะเข้าบริษัทนี้ ก็คือประสบการณ์ในการพยายามทำอะไรให้ประสบความสำเร็จนอกเหนือจากการเรียน และบทบาทของการทำกิจกรรมนั้นๆ ซึ่งสามารถนำมาตอบได้หมด ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมชมรมของมหาวิทยาลัย  การทำงานพิเศษ  งานอาสาสมัคร

soccer

parttime

เพราะบริษัทต้องการจะดูลักษณะนิสัยว่าเป็นคนทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ไหม มีความเป็นผู้นำ หรือมีการพัฒนาตัวเองในการทำงานแค่ไหน ซึ่งถ้าเราทำกิจกรรม เราจะมีสตอรี่มาขยายได้ในการสอบสัมภาษณ์ตรงนี้   นักกิจกรรมไม่จำเป็นต้องทำมากหรือเน้นปริมาณ   จะทำแค่อย่างเดียวก็ได้แต่ทำต่อเนื่องและทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ให้ประสบผลสำเร็จได้ก็พอแล้ว  ส่วนข้อดีอีกอย่างคือเราจะได้เพื่อนคนญี่ปุ่นซึ่งจะแนะนำเราได้มากในการหางาน

 

สำหรับระยะเวลาในการเตรียมตัวนั้น จะมีถึงประมาณเดือนมกราคมของปีก่อนปีสุดท้ายที่จะจบ  เพราะบริษัทญี่ปุ่นจะเริ่มให้ยื่นใบรับสมัครงานตั้งแต่เดือนมีนาคมของปีก่อนปีสุดท้ายที่จะจบและเริ่มสัมภาษณ์ตั้งแต่นั้นเลย

เพราะฉะนั้นเราต้องมีเอกสารพร้อมตั้งแต่เวลาที่ให้เริ่มยื่นใบสมัคร ถ้าเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงส่วนมากมิถุนายนก็จะสอบสัมภาษณ์รอบสุดท้ายเสร็จและประกาศผลแล้ว  ซึ่งถ้าใครได้งานก็ขอแสดงความยินดีได้เลยว่าเหลือแค่ตั้งใจเรียนปีสุดท้ายให้จบ  และไปเที่ยวช่วงปิดเทอมก่อนเข้าทำงานได้เลยค่ะ ส่วนวิธีเขียนใบสมัครวิธีเตรียมตัวสอบเตรียมตัวสัมภาษณ์ผู้เขียนจะไม่อธิบายมากเพราะคิดว่าสามารถหาซื้อหนังสืออ่านเองได้

ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็จะเห็นว่าการเตรียมพร้อมเพื่อหางานที่ญี่ปุ่นไม่ยากเลยใช่ไหมคะ เพราะมันคือการใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยในเมืองไทยเลย แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าต้องทำแบบที่ผู้เขียนบอกมาเท่านั้นถึงจะหางานได้ เพราะบางคนก็อาจจะมีทักษะพิเศษอื่นๆที่โดดเด่นที่เป็นที่ต้องตาของบริษัทก็ได้  หรือถ้าใครมีประสบการณ์การทำงานมาก่อน สิ่งที่บริษัทพิจารณาก็จะต่างออกไป

 

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้เขียนขอให้ใช้เวลาในญี่ปุ่นให้คุ้มค่าที่สุด และอย่าให้ความเหงา ความหนาวและความยากลำบาก มาทำให้เราลืมเป้าหมายและความตั้งใจในการมาญี่ปุ่นในครั้งแรกของเราค่ะ

 

ผู้เขียน :  2,861.9 ไมล์จากพระนคร
– ปริญญาตรี  : คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
– หลักสูตรภาษาญี่ปุ่น : College of Business and Communication (CBC)
– ปริญญาโท : Global Information and Telecommunication Institute , Waseda University
– ปัจจุบัน ทำงานอยู่ในบริษัท Telecommunication ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น

 


 

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

เป็นสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของสถาบันการศึกษาที่ญี่ปุ่นโดยตรง เปิดตั้งแต่ปีค.ศ.1999  ดำเนินการสมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น ครบครันทุกขั้นตอน สมัครเรียนกับโรงเรียนที่เจเอ็ดดูเคชั่นเป็นตัวแทน เหมือนการสมัครเรียนกับโรงเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรง  ไม่มีค่าดำเนินการใดๆ

รับรองโดยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA)

ติดต่อสอบถาม – สมัคร เรียนต่อญี่ปุ่น
สาขาสีลม โทร. 02-2677726 ต่อ 101-104
สาขาอโศก โทร. 02-665-2969
email : ask@jeducation.com

เพิ่มเพื่อน

Be Sociable, Share!

PASSWORD RESET

LOG IN