|
มาเรียนที่ญี่ปุ่นได้อย่างไร |
| |
หลังจากที่เรียนจบปริญญาตรี ก็ได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยทุนระยะสั้นของ AIEJ ( ปัจจุบัน คือ JASSO) หลังจากนั้นก็กลับมาทำงาน และเข้าศึกษาในหลักสูตรปริญญาโทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จุฬามีทุนสำหรับการวิจัยเป็นเวลา 1 ปีพอสมควร ก็อาศัยดูตามบอร์ดประกาศและลองสมัครดู พอดีทางคณะได้เสนอทุนแลกเปลี่ยนของมหาวิทยาลัยวาเซดะมาให้ เป็นทุนรัฐบาลญี่ปุ่นที่ทางมหาวิทยาลัยเป็นผู้แนะนำ ก็สมัครไป ทางจุฬาฯ จะเสนอชื่อไปให้วาเซดะ แล้ววาเซดะก็เสนอไปที่รัฐบาลญี่ปุ่น ปรากฏว่าได้ทุน จึงได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยวาเซดะ เนื่องจากสายที่กำลังศึกษาไม่มีเปิดปริญญาเอกในเมืองไทย จึงดำเนินเรื่องขอคำร้องเข้าสังกัดต่อในมหาวิทยาลัยวาเซดะในสายวิชาที่เรียน
|
| |
|
 |
การเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยผ่านขั้นตอนอย่างไรบ้าง |
| |
ช่วงที่มาถึงญี่ปุ่นช่วงแรกก็เป็นเพียงนักศึกษาวิจัยตามปกติ อาจารย์ที่ปรึกษาท่านจะแนะนำวิชาที่จะเป็นประโยชน์กับงานวิจัย ท่านเห็นภาษาเรายังไม่แข็งก็แนะนำให้เรียนวิชาภาษาญี่ปุ่นไปด้วย โดยปกติจะได้คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาพอสมควรว่ามีโครงการอะไรอย่างไร สิ่งสำคัญคือต้องดูกำหนดการดี ๆ ว่าเขามีจัดสอบอะไรช่วงไหนบ้าง ก็ไปขอใบสมัครช่วงนั้น ในคณะที่เรียนอยู่จะมีการตัดสิน 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการตัดสินจากเอกสาร ใครที่ตั้งใจว่าจะศึกษาต่อควรเตรียมเอกสารของเมืองไทยให้พร้อมไว้ รวมไปถึงผลสอบวัดระดับต่างๆ ด้วย สำหรับคณะที่สอบเข้าจะให้กรอกแผนการเรียน แผนการในอนาคต (หลังจบการศึกษา) และข้อสอบแบบปรนัยให้เลือกเขียนอภิปราย 2 หัวข้อ ซึ่งโดยปกติก็ควรเลือกอภิปรายหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับสายวิชาของตนเองเป็นหลัก คณะกรรมการจะคัดเลือกจากเอกสารเหล่านี้ โดยปกติอาจารย์จะเลือกดูจากผลงานและความสามารถของนักเรียนว่าคนไหนมีหน่วยก้านดี เหมาะจะเข้ามาอยู่ในสายงานวิจัยของตน ดังนั้น คนที่มีคะแนนสูงมาก แต่ไม่มีปริวัติทางความคิดก็อาจจะสอบเข้าไม่ได้ก็มี
การเข้ามาเป็นนักศึกษาวิจัยก่อนสอบเข้าปริญญาโทหรือเอก จะมีข้อดีที่อาจารย์ที่ปรึกษาจะเห็นหน่วยก้านของเรามาบ้างแล้ว บางครั้งเราเขียนอภิปรายในเอกสารใบสมัครไม่ค่อยดี อาจารย์ก็อาจจะพิจารณาความสามารถที่เคยเห็นประกอบ แต่หากเราเข้าไปสมัครโดยตรง ไม่รู้ความสามารถมาก่อน หากเขียนใบสมัครไม่ดี อาจารย์ก็ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าเรามีความสามารถอื่นหรือไม่ ก็อาจจะสอบไม่ผ่านได้ง่าย
เมื่อเอกสารผ่านแล้ว ทางมหาวิทยาลัยก็จะเรียกให้เข้าสอบข้อเขียนซึ่งจะเป็นความรู้เบื้องต้นที่ควรมีก่อนเรียน อย่างเช่น สายการศึกษาภาษาญี่ปุ่นนั้น ผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ควรจะต้องรู้เกี่ยวกับไวยากรณ์ญี่ปุ่น การสอนการออกเสียง ประวัติการศึกษาภาษาญี่ปุ่นพอสังเขป หลังจากนั้นจะเป็นการสอบสัมภาษณ์ โดยอาจารย์ที่เราเลือกเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์ในสายที่เกี่ยวข้อง หรืออาจารย์ท่านอื่นๆ ที่สนใจในหัวข้อวิจัยของเรา จะมาฟัง บางครั้งอาจารย์ที่เลือกเราอาจจะไม่ใช่อาจารย์ที่ปรึกษา แต่เป็นอาจารย์ในสายวิชาใกล้เคียง
|
| |
|
 |
ทำวิจัยเรื่องอะไร ทำไมจึงเลือกทำวิจัยด้านนี้ หรือเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาท่านนี้ |
| |
หัวข้อวิจัยที่ทำ คือ การพูดในที่สาธารณะ ซึ่งเน้นไปในการพูดแบบอิสระ ไม่ใช่การพูดแบบท่องจำ สาเหตุที่เลือกทำด้านนี้เพราะตั้งแต่เรียนภาษาญี่ปุ่นมาก็พบว่าส่วนใหญ่การเรียนการพูดจะเน้นการสนทนามากกว่า ส่วนการพูดแบบพูดคนเดียวนั้นก็เป็นการท่องจำเสียมาก อย่างงานประกวดสุนทรพจน์ต่างๆ ที่เห็นพูดเจื้อยแจ้วนั้นก็อาศัยการท่องจำบวกกับการใส่อารมณ์เข้าไปเท่านั้น ในการใช้งานจริง โอกาสที่จะใช้งานน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการพูดที่ไม่กำหนดบทพูดมาก่อน สิ่งที่ศึกษาก็คงจะเป็นวิธีการนำเสนอ การพูดเพื่อสร้างความสนใจ การพูดที่มีชีวิตชีวา เหมือนเป็นการพูดเชิงสนทนากับผู้ฟัง ที่จริงแล้วในหัวข้อวิจัยนี้ ก็สามารถใช้วิธีวิจัยได้ต่างๆ นานา แต่ที่เลือกเป็นวิธีวิจัยแบบการวิเคราะห์ปริเฉท จึงเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาท่านนี้ เพราะท่านวิจัยด้านปริเฉทอยู่ สำหรับมหาวิทยาลัยนั้น ด้วยข้อสัญญาของทุน จึงเลือกได้เฉพาะของมหาวิทยาลัยวาเซดะเท่านั้น
|
| |
|
 |
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนสาขาวิชานี้ที่ญี่ปุ่น |
| |
การเรียนสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับภาษาญี่ปุ่น เรียนที่ญี่ปุ่นก็ย่อมดีกว่าเรียนที่เมืองไทย เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้ภาษาจากในห้องเรียนแล้ว ก็ยังได้เรียนรู้ภาษานอกห้องเรียนอีก ตั้งแต่ป้ายข้างทาง โทรทัศน์ สื่ออื่น ๆ จนถึงเพื่อนคนญี่ปุ่น ยิ่งเป็นสาขาที่วิจัยภาษาญี่ปุ่นก็ยิ่งมีข้อได้เปรียบในเรื่องการใกล้แหล่งข้อมูล ในการวิจัย ขั้นตอนการอ่านงานวิจัยที่มีมาก่อนย่อมมีความสำคัญ เอกสารหลายอย่างไม่มีในเมืองไทย พอดีมหาวิทยาลัยวาเซดะที่สังกัดขึ้นชื่อในเรื่องบริการห้องสมุดมาก หนังสือหลายเล่ม ตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาก็มีเก็บที่นี่ ทำให้สะดวกในการค้นหางานวิจัยมาอ้างอิง อีกอย่างคือ ใกล้คนญี่ปุ่นก็สามารถที่จะขอข้อมูล หรือเก็บข้อมูลกับคนญี่ปุ่นที่รู้จักได้ง่ายๆ ข้อสำคัญคืออยู่ในโตเกียว จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเก็บข้อมูลที่ต้องการภาษามาตรฐาน
การวิจัยงานเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น เรียนที่ญี่ปุ่นกับที่เมืองไทยจะไม่เหมือนกัน เรียนที่ญี่ปุ่นมีข้อดีคือ ข้อมูลจะเร็ว และทันสมัยกว่า แต่ถ้าใครที่ต้องการเปรียบเทียบภาษาญี่ปุ่นกับภาษาไทย ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องการหาข้อมูลภาษาไทยด้วยเหมือนกัน ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของงานวิจัย พอดีงานวิจัยของตัวเองจะเกี่ยวกับภาษาพูดของคนญี่ปุ่น และไม่เกี่ยวข้องกับภาษาไทยโดยตรง จึงรู้สึกว่าการเรียนในประเทศญี่ปุ่นมีความสะดวกมากกว่า |
|
|
 |
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาต่อญี่ปุ่นในภาพรวม |
|
การศึกษาในญี่ปุ่นเรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานแนวคิดตะวันตกกับตะวันออกรวมกัน หลายๆ อย่างยังมีแนวทางการศึกษาแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมปะปนอยู่ด้วย เราจึงอาจจะได้เรียนรู้อะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ซึ่งอาจจะเหมาะกับคนเอเชียมากกว่าแนวคิดทางตะวันตก ในทางด้านวัฒนธรรม เราปฏิเสธไม่ได้ว่าวัฒนธรรมญี่ปุ่นนั้นอยู่ใกล้ตัวเรามาก และในทางเทคโนโลยี หรือทางสังคม ประเทศไทยก็รับความรู้จากญี่ปุ่นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดสร้าง SME หรือสินค้าOTOP การไปศึกษาในประเทศญี่ปุ่น จึงอาจจะเป็นการเปิดโลกทัศน์ทางความคิด ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในบ้านเราได้อย่างต่อเนื่อง และในอีกแง่หนึ่งการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นที่มีความก้าวหน้าทางสังคมเร็วกว่าประเทศไทย จะทำให้เราเห็นปัญหาสังคมเมืองที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทย ช่วยให้เราเข้าใจปัญหาและเตรียมป้องกันปัญหาได้
ในด้านการสร้างความสัมพันธ์ โดยส่วนตัวรู้สึกว่าคนไทยมีนิสัยคล้ายคนญี่ปุ่นในหลายๆ เรื่อง อีกทั้งคนไทย หรือคนญี่ปุ่นเองต่างก็มีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน ต่างจากชาติเอเชียอื่นๆ เพื่อนญี่ปุ่นจึงน่าจะเข้ากับเราได้ดี |
|
|
 |
สิ่งที่อยากจะบอกกับรุ่นน้องที่สนใจมาศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น
|
| |
แม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่มีมนตร์เสน่ห์ชวนให้อยากอยู่ แต่ “ อย่าไปหวังอะไรมากกับญี่ปุ่น” เพราะในความสะดวกสบายก็มีความลำบากเหมือนกัน ประเทศญี่ปุ่นมีเนินเขามากมาย ไม่มีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง บางครั้งจึงอาจจะต้องเดินเป็นกิโล ในกลุ่มคนที่มีไมตรีจิตดีก็มีคนที่ป่วยทางจิตเช่นกัน ที่ญี่ปุ่นโจรขโมยไม่ค่อยมีแต่ฆาตกรโรคจิต หรือพวกบ้ากาม พวกต้มตุ๋นก็มีให้เห็นบ่อยๆ ญี่ปุ่นไม่ใช่เมืองสวรรค์ ในแสงไฟที่สว่างจ้าในเมืองที่ผู้คนเดินกันขวักไขว่อาจจะดูเงียบเหงาขึ้นมาถนัดตา เพราะคนญี่ปุ่นมีความเป็นส่วนตัวสูงมากจึงไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ แล้ว คนญี่ปุ่นก็ยังให้ความเคารพในศักดิ์และสิทธิ์ของคนต่างชาติ ทำให้เราไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่จะต้องไปเป็นพลเมืองชั้นสองชั่วคราวที่นั่น เชื่อว่าญี่ปุ่นจะเป็นที่ที่เราจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดี ๆ ได้มากมายทีเดียว
|