|
มาเรียนที่ญี่ปุ่นได้อย่างไร |
| |
สำหรับเรื่องมาเรียนที่ญี่ปุ่นก็บอกตามตรงว่าตอนเรียนโทอยู่ที่เมืองไทย ก็สอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นได้ ก็เลยตัดสินใจมาเรียนปริญญาเอกต่อที่ญี่ปุ่นครับ เริ่มจากตอนแรกมีเพื่อนมาบอกเรื่องข้อมูลสอบทุนก็เลยสมัครแล้วก็ไปสอบ เนื้อหาที่สอบก็เป็นพวกคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ข้อสอบสามสิบข้อให้เลือกทำสิบหกข้อ เนื่องจากจะไปเรียนวิศวฯ พวกสายชีววิทยาก็เลยตัดออกที่เลือกทำก็เป็นคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เป็นหลัก แล้วก็เอาเคมีมาเสริมในข้อที่ยังเหลือ ตอนสอบมีเขียนกำกับไว้ด้วยว่า ห้ามทำเกินไม่งั้นจะไม่ตรวจ ก็เลยต้องระวัง ๆ เช็คจำนวนข้อให้ดีว่าไม่เกิน 16 ข้อ
หลังจากสอบข้อเขียนผ่าน ก็เตรียมตัวสัมภาษณ์ ผมก็เตรียมตัวโดยการศึกษาคำภาษาญี่ปุ่นพื้นฐานมาบ้าง พร้อมไวยากรณ์เบื้องต้น เอาไว้ทักทายกรรมการสอบด้วยภาษาญี่ปุ่น ก่อนจะดำเนินการสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งก่อนสัมภาษณ์ก็ค้นเน็ตหาข้อมูลสายที่อยากเรียนว่ามีที่ไหนเปิดสอนมีอาจารย์อะไรสอนอยู่ เตรียมไว้สามสี่ที่ เพื่อเอาไว้ตอบคำถามกรรมการครับ ส่วนกรรมการสอบก็มักจะถามว่าทำไมอยากเรียนสายนี้ กลับมาแล้วจะทำอะไรก็คิดเตรียมๆ เอาไว้แต่เนิ่น ๆ เวลาตอบจะได้ไม่ตะกุกตะกัก พอได้ทุนแล้วก็ไม่มีอะไรเตรียมตัวมาก เพราะทางสถานฑูตจัดการให้เกือบหมด เหลือแต่ต้องเตรียมเรียนภาษาญี่ปุ่นไปจากเมืองไทยให้ได้เยอะที่สุด เท่านี้ครับ
|
| |
|
 |
การเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยผ่านขั้นตอนอย่างไรบ้าง |
| |
การเข้าเรียนต่อเนี่ย เริ่มแรกพอผมได้ทุนก็สมัครเข้าเป็นนักศีกษาวิจัยของแล็ปที่จะไปเข้าเรียน โดยติดต่อหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่ญี่ปุ่นผ่านทางอินเตอร์เน็ตให้เค้าส่งจดหมายตอบรับมา เพื่อนำไปยื่นให้กับทางสถานฑูต ที่เหลือทางสถานฑูตก็จัดการให้หมดเรียบร้อย วิธีการหาอาจารย์ก็ทำได้ไม่ยากครับ ก็คือค้นหาบทความของงานวิจัยที่สนใจ ที่คนเขียนเป็นอาจารย์ในญี่ปุ่น ซึ่งปกติในบทความก็มักจะมีอีเมล์ติดต่อลงไว้ ก็จดไว้แล้วเมล์ไป จ่าหน้าหัวเรื่องให้ดูแล้วเค้ารู้ว่าไม่ใช่เมล์ขยะน่ะครับ เช่น ขอสมัครเรียนในแล็ปของอาจารย์ อะไรแบบนี้ก็ว่าไปครับ แล้วก็เมล์ติดต่อไปหาอาจารย์หลายๆ ท่าน เพราะบางท่านเค้ามีเด็กเยอะแล้วไม่อยากรับ ก็จะได้มีสำรอง สำหรับผมก็ได้ตอบรับมาจากอาจารย์สองท่าน ก็เลือกท่านที่มีความสนใจใกล้กับเราจะดีกว่าครับ พอเลือกแล้วก็ปฏิเสธของอาจารย์อีกท่านนึงไป ตรงนี้ให้เหตุผลกับอาจารย์ท่านว่าไปไม่ได้แล้วด้วยเหตุผลส่วนตัว ทางอาจารย์ญี่ปุ่นจะเข้าใจแล้วไม่ซักไซ้ต่อครับ สบายใจได้
ส่วนสำคัญตอนยื่นไปพร้อมใบทุนคือเรื่อง study plan ซึ่งตรงนี้หลายๆ คนสงสัยว่าจะเขียนยังไง ไม่ใช่เฉพาะญี่ปุ่น เพื่อนผมที่จะไปไต้หวัน ก็ยังมาถามเพราะเริ่มเขียนไม่ถูก
สำหรับผม ทางสถานฑูตก็จำแนกมาว่าให้เขียนเป็นสามส่วน
- เรียนอะไรมาบ้าง ให้จำแนกว่าเคยเรียนอะไรบ้าง ให้คนที่อ่านเข้าใจพื้นฐานความรู้ดั้งเดิม ว่ามีพื้นฐานอะไรด้านไหน จะได้หาคนที่พอเข้าใจมาประเมินได้ถูก
- อนาคตจะเรียนอะไร ตรงส่วนนี้ให้เขียนบอกสิ่งที่อยากเรียนว่าจะเรียนอะไร จะให้ดีก็ควรเขียนเป็นเนื้อหาต่อเนื่องกับส่วนแรกด้วย และที่สำคัญต้องเขียนให้สอดคล้องกับเรื่องวิจัยของอาจารย์ที่จะไปทำวิจัยด้วย ไม่งั้นทางอาจารย์เค้าก็ไม่รู้จะรับเราเข้าไปทำไม
- แผนการเรียนในอนาคต หลังจากที่บอกได้ว่าอยากเรียนอะไรต่อ ก็ต้องบอกทางสถานฑูตต่อครับว่าจะวางแผนการเรียนยังไง เหมือนกับบอกความฝัน ก็ต้องหาทางสานฝันด้วยจริงมั๊ยครับ แต่ว่าก็เขียนเท่าที่เขียนได้ครับ เช่น เริ่มจากเรียนภาษาญี่ปุ่นสักครึ่งปีให้ชินภาษา แล้วก็สอบเข้า จากนั้นก็เริ่มงานวิจัยโดยอ่านบทความ และงานวิจัยในสายใกล้เคียงกัน เพื่อระบุหัวข้อเฉพาะพิเศษจากนั้นก็เริ่มทำวิจัยโดยทำตามขั้นตอนยังไง เก็บข้อมูลยังไง อะไรแบบนี้ครับ ไม่ถึงกับต้องละเอียดมากนัก เอาแบบคร่าวๆ เพราะเป็นแค่แผน ในสภาพจริงๆ ก็คงเดินตามแผนเป๊ะๆ ไม่ได้ ใช่มั๊ยครับ ก็คือแสดงให้เห็นแนวทางว่าเราไม่ได้อยากเรียนแบบเลื่อนลอยไม่คิดอะไรเตรียมไว้เลย
หลัก ๆ ก็มีประมาณนี้ครับ หลังจากส่ง study plan ( ปกติเขียนด้วยภาษาอังกฤษ 600-800 คำครับ ถ้ามีระบุก็เขียนไปแค่นั้นครับ อย่าเขียนเกินจะดีที่สุดครับ ) ที่เหลือผมก็แค่รอวีซ่า แล้วก็รอวันไปญี่ปุ่นครับ
พอมาถึงญี่ปุ่นก็ตามสไตล์นักเรียนทุนคือเรียนภาษาครึ่งปี แล้วทำเรื่องขอสอบเข้า ซึ่งก็เป็นนักศึกษาวิจัย ทำเรื่องตรงนี้ไม่ลำบาก แต่ถ้าถามว่าจะสอบผ่านทุกคนมั๊ยขอตอบว่าไม่ครับ ในมหาวิทยาลัยที่ผมเรียนมีคนตกเยอะ เนื่องจากถึงจะได้ทุนเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น แต่เวลาสอบเข้าทางมหาวิทยาลัยจะดูจากผลสอบด้วย ซึ่งคะแนนสอบต้องไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด แล้วอาจารย์ที่ปรึกษาจะเป็นคนตัดสินใจว่าจะรับเข้าเรียนหรือไม่ครับ ถ้าคะแนนแย่เกินไปทางอาจารย์เค้าไม่รับเข้าเรียนก็มีครับ ฉะนั้น ช่วงเรียนภาษาก็ต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบควบไปด้วยครับ
|
| |
|
 |
ทำวิจัยเรื่องอะไร ทำไมจึงเลือกทำวิจัยด้านนี้ หรือเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาท่านนี้ |
| |
หัวข้อวิจัยที่ผมเลือกก็ได้มาจากการคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา และโต้เถียงกัน(ในเชิงวิชาการ) อย่างถึงพริกถึงขิง กว่าจะสรุปความสนใจที่ตรงกันออกมา แล้วทำเป็นงานวิจัยครับ อาจารย์ที่ปรึกษาผมเค้าเป็นแบบคุยง่ายๆ ครับ คือเด็กเถียงได้ถ้ามีเหตุผลไม่ได้กีดกัน แบบที่หลาย ๆ คนว่ากันครับ เรียกว่าเป็นการถกเชิงวิชาการ แล้วสรุป สำหรับหัวข้อวิจัยผมที่เป็นเรื่องออกแบบวงจรรวมส่งคลื่นแบบไร้สาย และวงจรแอนะล็อกกินกำลังงานต่ำเนี่ย ฟังแล้วเหมือนชื่อวิชาการที่ฟังดูเข้าใจยาก แต่อธิบายง่ายๆ ก็คือออกแบบตัววงจรข้างในไอซี หรือชิป ของพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ไงครับ แต่เน้นที่ภาคแอนะล็อก กับภาคที่มีการรับส่งคลื่น โดยเน้นการออกแบบให้กินกำลังงานต่ำ ๆ เป้าหมายก็คือไว้รองรับเทคโนโลยีโลกอนาคตที่มีการบริโภคอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ซึ่งจะทำให้พลังงานโลกถูกผลาญหมดไปเร็วขึ้นเรื่อยๆ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เลยต้องออกแบบให้มีกำลังงานต่ำ ๆ หรือที่คนปกติเคยได้ยินว่าอุปกรณ์ประหยัดไฟนั่นแหละครับ แต่แทนที่จะประหยัดแบบเบอร์ห้า งานวิจัยผมก็เน้นที่กินกำลังงานต่ำมาก ๆ แบบอนาคตอาจจะต้องออกแบบเป็นประหยัดไปมากกว่าปัจจุบันสักพันเท่าอะไรแบบนี้ครับ
|
| |
|
 |
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนสาขาวิชานี้ที่ญี่ปุ่น |
| |
สาขาที่ผมเรียนเนี่ยพูดตรง ๆ ว่าญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีที่ถือว่าก้าวหน้ามากของโลก ถึงแม้ว่าจะยังเป็นรองอเมริกาอยู่บ้าง แต่ก็นับได้ว่าเป็นแนวหน้าของเอเชีย สภาพแวดล้อม และงบประมาณในการวิจัย เทียบแล้วมากกว่าเมืองไทยมาก ๆ ครับ เครื่องมือไฮเทคราคาแพงหลาย ๆ อย่างก็วางไว้อยู่ในห้องแล็ป ซึ่งนักเรียนที่นี่ก็ได้มีโอกาสใช้ของจริง
ในบางโอกาสก็จะมีการประชุมระหว่างแล็ปกับภาคบริษัท เพื่อนำปัญหาของภาคอุตสาหกรรมจริงมาคิดต่อในงานวิจัย โดยทางบริษัทก็จะออกทุนวิจัยให้แล้วเมื่อได้ผลวิจัย ก็นำไปให้กับบริษัทจดสิทธิบัตรแล้วผลิตขาย ซึ่งตรงนี้เห็นว่าเป็นระบบที่ดีมากในการเรียนสาขาเทคโนโลยี เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเร็วและความรู้ที่พัฒนาในภาคการศึกษามีโอกาสหมุนเวียนออกไปในภาคอุตสาหกรรม เพื่อใช้ผลิตขายจริง ๆ ตรงนี้คิดว่าเป็นจุดนึงที่ทำให้เทคโนโลยีด้านอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่นก้าวหน้ามาก และเมื่อสินค้าขายได้บริษัทก็มีทุนวิจัยให้กับภาคการศึกษามากขึ้น ทางแล็ปก็สามารถสั่งซื้ออุปกรณ์ดี ๆ มาเอื้อการวิจัยให้ง่ายขึ้นได้ นักเรียนที่นี่เมื่อจบไปก็มีประสบการณ์ใช้งานกับเครื่องมือ และซอฟท์แวร์ใหม่ ๆ ซึ่งก็จะยิ่งเป็นประโยชน์กับภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นดียิ่งขึ้นอีก
ตรงนี้สำหรับนักเรียนไทย ถ้าได้มาเห็นตรงนี้ก็พยายามเก็บรูปแบบการหมุนเวียนเทคโนโลยีจากที่นี่ กลับไปประยุกต์ใช้ในประเทศไทย ก็น่าจะทำให้ประเทศของเราพัฒนาไปได้ไกลไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะงานวิจัยที่เมืองไทยหลาย ๆ อันว่าไปแล้วไม่ได้ด้อยกว่าญี่ปุ่น หรืออเมริกาเลย เพียงแต่ไม่ได้มีการหมุนเข้ามาใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม เลยกลายเป็นเพียงงานวิจัยชั้นดีวางอยู่ในห้องสมุดอย่างน่าเสียดายครับ
|
|
|
 |
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาต่อญี่ปุ่นในภาพรวม |
|
สำหรับการศึกษาภาพรวมของญี่ปุ่นต้องบอกว่า ระบบที่นี่เป็นระบบการเรียนแบบเน้นการศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง (โดยเฉพาะปริญญาโท-เอก) นักศึกษาต้องมีความกระตือรือร้นในการค้นคว้าหาความรู้เพื่อช่วยในงานวิจัยของตัวเองเป็นหลัก ระบบเรียนในชั้นเก็บเป็นหน่วยกิตก็มี แต่ส่วนตัวผมคิดว่าไม่ค่อยจะดี เพราะเนื้อหาที่เรียนไม่ได้เอื้องานวิจัย เมื่อเรียนจบนักศึกษาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้ความรู้ตรงนี้แล้วก็ทิ้งไป เวลาที่เอาไปเข้าเรียนจึงกลายเป็นการเสียเวลาอย่างเปล่าประโยชน์ ซึ่งผิดกับบางประเทศที่ระบบชั้นเรียนถูกออกแบบมาดี เนื้อหาในชั้นเรียนมีส่วนเอื้อประโยชน์ในงานวิจัย แบบนั้นการเรียนในชั้นจะได้ประโยชน์เต็มที่
ฉะนั้นคนที่จะมาญี่ปุ่น แล้วหวังว่าวิชาเรียนในชั้นจะช่วยเอื้อให้ทำวิจัยง่ายขึ้น ก็อย่าคาดหวังจะดีกว่าครับ แต่ถ้ามองในอีกแง่นึง ความรู้ที่ไม่เกี่ยวกับงานวิจัยของตัวเอง ก็จะเป็นการเปิดให้เห็นมุมมองวิชาการของสายอื่น ๆ ด้วย ทำให้แนวความรู้กว้างขวางขึ้น ถ้าอยากรู้กว้างๆ ชั้นเรียนญี่ปุ่นก็ช่วยให้รู้วิชานอกสายเอกตัวเองได้ไม่น้อยครับ
ระบบการวัดผลที่นี่เป็นแบบเขียนรายงานส่งซะส่วนมาก ซึ่งก็ขึ้นกับว่านักศีกษาจะค้นคว้าได้มากน้อยแค่ไหน มองกลับอีกที ถึงการเรียนการสอนจะไม่เกี่ยวกับสายงานที่ตัวเองวิจัย แต่ตอนวัดผลสุดท้ายก็สรุปจากผลการค้นคว้าแล้วเขียนเป็นรายงานอยู่ดี ก็เท่ากับเป็นการเน้นให้ค้นคว้าด้วยตนเองครับ แทนที่จะเอาเนื้อหาที่เรียนมาออกข้อสอบแล้วนั่งสอบ ซึ่งการนั่งสอบแบบนั้น มีน้อยมากในระบบการศึกษาระดับโท-เอก ของญี่ปุ่นครับ
|
|
|
 |
สิ่งที่อยากจะบอกกับรุ่นน้องที่สนใจมาศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น
|
| |
สังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่ต้องช่วยเหลือตนเองอย่างมากครับ อย่างเด็กตัวเล็ก ๆ ขึ้นรถไฟจะไม่มีการลุกให้เด็กนั่ง เวลามีที่ว่างพ่อจะนั่งก่อน ถ้ายังเหลือที่แม่ก็จะนั่ง แล้วลูกจะนั่งเป็นคนสุดท้ายครับ จุดนี้จะเห็นว่าเค้าสอนลูกตั้งแต่เล็ก ๆ ว่าต้องเคารพผู้ใหญ่ และตัวเองต้องอดทน ไม่ว่าจะลำบากยังไงต้องยืนได้ด้วยตนเอง ทำให้สังคมญี่ปุ่นถูกมองว่าเป็นสังคมที่โหดร้าย ไม่มีน้ำใจ แต่คนญี่ปุ่นที่น้ำใจดีมีเยอะครับ เยอะจนน่าตกใจเลยทีเดียว เพียงแต่เราต้องหาทางฟันฝ่าอะไรด้วยตนเองเสียก่อน อีกจุดหนึ่งคือคนญี่ปุ่นเค้ามีกำแพงครับ ไว้กันว่าเราเป็นคนนอกหรือคนใน ถ้าเป็นคนนอก เค้าจะปฎิบัติกับเราแย่ แต่ถ้าเป็นคนในจะปฏิบัติดีด้วยจนเราคาดไม่ถึง ส่วนสำคัญที่จะข้ามกำแพงนี้ได้คือภาษาครับ มาญี่ปุ่นต้องเรียนภาษาญี่ปุ่นให้ดี ๆ ซึ่งตัวภาษาเองเป็นภาษาที่ยากมาก ๆ อยู่แล้ว ก็ขอให้พยายามตั้งใจฝึกภาษาควบคู่กับการเรียนไปด้วย จะทำให้ใช้ชีวิต และสัมผัสสังคมญี่ปุ่นได้อย่างเต็มที่ และจะได้ไม่เสียทีที่ได้มาเรียนที่นี่ครับ
|