เรื่องโดย...อันจัง

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้เดินทางไปญี่ปุ่น (และเป็นครั้งแรกที่ได้เขียนลงเวบ JEDUCATION ด้วย) แม้ทริปจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ 15 วัน แต่ก็เป็นการเดินทางไปเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆในญี่ปุ่นจริงๆค่ะ เพราะไปทั้งในฐานะเด็กนักเรียนคนนึงและเจ้าหน้าที่ของ JEDUCATION ฉะนั้น เรื่องราวที่นำมาเล่าสู่กันฟังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ได้ไปพบ ไปเห็น ไปเรียนรู้มา ในช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น (ถ้าเทียบกับคนอื่นๆที่ไปเรียนภาษาอย่างจริงจัง) แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมากเลยล่ะค่ะ
jeducation study trip at Inter-Cultural Institute of Japan




ภาษาและวัฒนธรรม

1 วันของพวกเราจะเริ่มจากการเรียนภาษาญี่ปุ่นที่โรงเรียน Inter-Cult ในตอนเช้า และทำกิจกรรมในตอนบ่าย สำหรับชั่วโมงเรียนตอนเช้าก็จะเริ่มตอน 9 โมง 20 นาที ดังนั้น อาหารเช้าของพวกเด็กๆ (และไม่เด็ก) ทั้งหลายจึงต้องอาศัยร้านแฟมิลี่มาร์ทใกล้ๆที่พักกันทุกเช้า หรือใกล้ๆโรงเรียน ขนมปังบ้าง ข้าวปั้นบ้าง บางทีก็ซื้อเตรียมไว้กันตั้งแต่ตอนเย็นแล้วเก็บเข้าตู้เย็น ตอนเช้าจึงเอาออกมาทานกัน จากนั้นก็ขึ้นรถไฟจากที่พักไปโรงเรียนเองทุกวัน แต่ในวันแรกมีเจ้าหน้าที่ของทางโรงเรียนมารับก่อนค่ะ เพื่อสอนให้รู้จักวิธีการขึ้นรถไฟ ซื้อตั๋ว

ทริปนี้มีโอกาสได้เรียนภาษาญี่ปุ่นแค่ 15 วัน (รวมๆแล้วก็ประมาณ 15 ชั่วโมง ) แต่ก็มากพอจะทำให้เห็นภาพว่าบรรยากาศการเรียนการสอนในโรงเรียนสอนภาษาในญี่ปุ่นว่าเป็นยังไง การสอนของอาจารย์เป็นอย่างไร ซึ่งอาจารย์แต่ละท่านก็จะมีเทคนิคและวิธีการสอนที่แตกต่างกันออกไป เพื่อทำให้ทุกคนเข้าใจเรื่องที่สอนอยู่ โดยที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยเลย แต่ก็รู้ว่าอาจารย์กำลังสอนเรื่องอะไรอยู่ เป็นการสอนและอธิบายด้วยภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ เนี่ยล่ะค่ะ แต่ก็ไม่ได้เครียดตลอดเวลานะคะ อาจารย์บางท่านก็มีมุขตลกมาสอดแทรก และมีอะไรมาสอนให้ขำๆ ด้วย (เป็นภาษาญี่ปุ่น) หมดชั่วโมงก็มีเวลาพัก 10 - 15 นาที พอเบรกปุ๊บก็จะรีบวิ่งขึ้นมาใช้คอมพิวเตอร์ส่งอีเมล์ ถึงญาติ ถึงแฟน ถึงเพื่อนบ้าง แช็ตบ้าง เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนก็ใจดีและรู้ใจทุกคนมาก ช่วยเซ็ตฟอนท์ภาษาไทยให้ตั้งแต่วันแรกที่ไปถึงโรงเรียนกันเลยล่ะค่ะ คราวนี้เลยทั้งแช็ต ทั้งเมล์กันสนุกสนาน จนอาจารย์ต้องมาสะกิดให้ไปเรียนอยู่บ่อยๆ พอเที่ยงครึ่งก็เลิกเรียน

มื้อเที่ยงส่วนใหญ่ก็จะฝากท้องกินข้าวกันแถวๆโรงเรียนก่อนที่กิจกรรมตอนบ่ายจะเริ่ม ซึ่งตอนบ่ายจะก็เป็นการเรียนวัฒนธรรมหรือทัศนศึกษาตามสถานที่นาสนใจต่างๆ สลับกันไป มีทั้งทำไปเรียนทำโซบะ (ทำจริงๆ ไม่ได้ดูอย่างเดียว) ไปดูพิธีชงชา ใส่กิโมโน จัดดอกไม้แบบอิเคบานะ กิจกรรมแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาญี่ปุ่น ฯลฯ กิจกรรมต่างๆก็สรุปมาให้อ่านกันคร่าวๆ ดังนี้ค่ะ








  บ้านโซบะ
ทางโรงเรียนพาทุกคนไปเรียนทำโซบะกันที่บ้านทำโซบะ ( หรือที่เรียกว่า โซบะอุจิ - SOBA UCHI ) ซึ่งตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวมาก บอกได้เลยว่าเหนื่อยแต่ก็สนุกค่ะ (หรือเปล่าน้า) เพราะใช้เวลาทำนานมากกว่าจะออกมาได้เป็นเส้นโซบะ เล่นเอาหิวท้องกิ่วบ่นกันตลอดเวลา เพราะวันนั้นไม่ได้ทานข้าวเที่ยงไปกันเลย กะว่าจะไปทานโซบะกันให้อิ่ม แต่กลายเป็นว่า กว่าจะทำเสร็จก็ทานมื้อเย็นได้เลย การเรียนก็เริ่มกันตั้งแต่เรียนทฤษฎีการทำ ผสมแป้ง นวดแป้ง และตัดออกมาเป็นเส้น ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมงจึงเสร็จ ก่อนลงมือทำอาจารย์ก็สอนทฤษฎีก่อน (เป็นภาษาญี่ปุ่นนะคะ) ว่าโซบะได้มาจากอะไร (เป็นเมล็ดพืชชนิดหนึ่งค่ะ) มีกี่ประเภท แต่ละชนิดมีส่วนผสมของอะไรเท่าไร ต้องขออภัยด้วยนะคะที่ไม่สามารถนำมาเล่าให้ฟังกันต่อได้ว่าเป็นยังไงบ้าง เพราะว่าอาจารย์ใช้ภาษาญี่ปุ่นในการสอนทั้งหมดเลย ด้วยสมองที่มีอยู่น้อยนิด ลำพังแค่ฟังให้ออกก็แย่แล้ว ก็เลยไม่ได้จดรายละเอียดมา จากนั้นก็สาธิตให้ดูว่าต้องผสมแป้งอะไร ร่อนแป้งยังไง นวดแป้งอย่างไรจึงจะออกมาเป็นเส้นที่นุ่มเหนียว จากนั้นก็ตัดออกมาเป็นเส้นๆ ขั้นตอนที่ใช้เวลานานที่สุด ยากที่สุด ก็คือ การนวดแป้งค่ะ นวดกันจนแขนโตเลย

เส้นโซบะที่อาจารย์ทำสำเร็จออกมานั้นเรียงกันเป็นเส้นและมีขนาดสวยงามมาก ตลอดขั้นตอนการสาธิตอาจารย์ทำอย่างประณีตและอ่อนช้อยมาก ทำให้รู้สึกว่า การทำโซบะนี่ก็นับเป็นศิลปะอย่างนึงเลยทีเดียว ส่วนหน้าตาของเส้นโซบะที่พวกเราทำกันน่ะเหรอคะ แหะๆ ไม่ต้องพูดถึงใหญ่บ้างเล็กบ้าง เหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา รสชาติยิ่งต้องไม่ถามใหญ่เลย อร่อยจนบางคนต้องแอบเอามาเททิ้ง แต่จะว่าไปก็มีประโยชน์บ้างนะคะ เพราะคนที่เก็บกลับมาที่หอพักก็เอามาใช้ประทังความหิวตอนดึกๆได้ (ถึงฝีมือจะไม่อร่อยก็เถอะ)






อิเคบานะ - จัดดอกไม้แบบธรรมชาติ
เคยสงสัยว่าการจัดดอกไม้แบบอิเคบานะมันต่างกับการจัดดอกไม้ลงแจกันแบบสากลยังไง พอมาเข้าชั้นเรียนจึงถึงบางอ้อ การเรียนจัดดอกไม้ในวันนั้นเริ่มด้วยทฤษฎีก่อน อาจารย์ที่สอนพยายามอธิบายให้พวกเราเข้าใจถึงแก่นหรือหัวใจของการจัดดอกไม้แบบอิเคบานะ ใช้ทั้งภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษและภาษามือ จนเข้าใจกัน (ถึงจะไม่ทั้งหมดก็เหอะ) แต่สรุปได้ใจความว่า การจัดดอกไม้แบบอิเคบานะ เป็นการเน้นความเป็นธรรมชาติของดอกไม้ที่เรามอง โดยเป็นการมองจากด้านใดด้านหนึ่ง เรียกง่ายๆว่า เป็นทฤษฎีที่เน้นว่า ดอกไม้จะมีมุมที่สวยที่สุดเพียง 1 ด้าน (ตามสายตาของคนจัด) งงไหมคะ ผู้เขียนเองก็ยังงงๆ นิดหน่อยเลยค่ะ แต่ทุกคนก็จัดออกมาจนได้ สวยมากสวยน้อยต่างกันออกไป อาจารย์แบ่งนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ระหว่างการจัดจึงมีการแข่งขันกันเองแถมยังแอบเหน็บแนมของคนอื่นเสียด้วย

พอจัดเสร็จแล้วอาจารย์ก็เรียกอาจารย์ท่านอื่นมาร่วมชม และวิจารณ์ผลงานแต่ละชิ้นว่าสวยงามขนาดไหน แถมยังให้แต่ละคนวิจารณ์ของแต่ละกลุ่มด้วยว่าความงามของดอกไม้ที่จัดได้อยู่ตรงไหน (เป็นภาษาญี่ปุ่นนะคะ) เป็นยังไง แล้วก็จบลงด้วยการถ่ายรูปคู่กับดอกไม้ฝีมือตัวเองตามมุม(สวย) ต่างๆ อาจารย์บอกว่า วันจันทร์ ดอกไม้ที่พวกเราจัดจะตั้งโชว์เด่นเป็นสง่าอยู่ในออฟฟิศโรงเรียน ซึ่งพอเช้าวันจันทร์ที่ทุกคนไปถึงก็ได้เห็นดอกไม้ฝีมือตัวเองจริงๆ น่าอายหรือน่าประทับใจดีนะ







    ประสบการณ์แผ่นดินไหว !
กิจกรรมวันนี้ค่อนข้างจะตื่นเต้นและสั่นสะเทือนกันนิดหน่อย เพราทุกคนได้มีโอกาสไปเยือนศูนย์ฝึกรับมือแผ่นดินไหวและเหตุการณ์ไฟไหม้ วันนี้มีเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนตามมาให้กำลังใจกันถึง 3 คนทีเดียว พอไปถึงศูนย์ก็มีเจ้าหน้าที่ของทางศูนย์มาให้ความรู้และข้อมูลเพิ่มอีก 1 คน อันดับแรกทุกคนเข้าไปดูการฉายหนังจำลองเหตุการณ์โศกนาฏกรรมแผ่นตินไหวครั้งใหญ่ของญี่ปุ่นเมื่อประมาณปี.....อืม จำไม่ได้ค่ะ ขอโทษจริงๆนะคะ รู้แต่ว่าเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดที่ญี่ปุ่นเคยประสบมา หนังจำลองเหตุการณ์ได้เหมือนจริงมาก เพราะเป็นหนังสามมิติ (เหมือนเข้าไปอยู่ในการณ์จริงๆ ) นี่ขนาดบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่นนะเนี่ย ถ้าเป็นภาษาไทยคงตื่นเต้นกว่านี้ ออกจากโรงหนังแล้วทุกคนก็ไปฝึกวิธีการช่วยชีวิตผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยทางศูนย์ได้จัดผู้ช่วยหนุ่ม (ตุ๊กตายาง) หน้าฝรั่งมาให้ทดลองฝึกผายปอดและปั๊มหัวใจกันเป็นที่สนุกสนาน บางคนถึงกับลืมตัวปั๊มหัวใจช่วยชีวิตอย่างแรง ถ้าเป็นคนคงเสียชีวิตคามือไปแล้วล่ะค่ะ เพราะเล่นปั๊มหัวใจกันหนักเหลือเกิน

จากนั้นก็ไปเข้าห้องจำลองเหตุการณ์ไฟไหม้ โดยแบ่งกลุ่มเข้าไปทีละ 4 - 5 คน เดินตามกันเข้าไปในห้องที่มีควันจำลองบรรยากาศมืดๆ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะว่าทุกคนจะสำลักควันหาทางออกไม่เจอเพราะทางศูนย์เขาใช้ควันปลอมค่ะ กลิ่นคล้ายๆ วนิลาแต่ก็เยอะมากจนมองกันไม่ค่อยจะเห็น ต้องอาศัยจับชายเสื้อต่อๆกันและก้มตัวต่ำๆตามที่เจ้าหน้าที่เขาแนะนำ ส่วนคนที่ยืนรออยู่ด้านนอกก็จะเห็นคนที่เข้าไปในห้องได้จากจอมอร์นิเตอร์ซึ่งแสดงตำแหน่งของแต่ละคนเป็นจุดสีแดงๆ เหมือนมีเครื่องติดตามตัวแบบในหนังเลย พอเข้าครบทุกคนแล้วก็ได้เวลาทดสอบแผ่นดินไหว ที่ห้องนี้ทุกคนตื่นเต้นกันเป็นพิเศษเพราะได้เข้าไปในห้องจำลองแผ่นดินไหวความสั่นสะเทือนถึง 6 ริกเตอร์ทีเดียว ก่อนเข้าไปก็มีการอบรมวิธีการหลบแผ่นดินไหวที่ถูกต้องซะก่อนว่าต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง จากนั้นก็แบ่งเป็น 2 กลุ่มเข้าไปทดลองโดยเริ่มจากที่ความสั่นสะเทือนน้อยๆก่อน ไปจนถึงความแรง 6 ริกเตอร์ เล่นเอาหัวสั่นหัวคลอนกันเลยทีเดียว

สุดท้ายก็ไปที่การฝึกวิธีการดับเพลิง ก่อนฝึกก็เรียนรู้ทฤษฎีนิดนหน่อยเกี่ยวกับการใช้เครื่องดับเพลิงและดูการสาธิตจากเจ้าหน้าที่ ที่นี่ทุกคนก็ได้คำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นเพิ่มมาอีก 1 คำ นั่นคือ เวลาที่มีไฟไหม้ ทุกคนต้องตะโกนว่า "KACHIDA" หรือว่า "ไฟไหม้" ในภาษาไทยนั่นเอง พอถึงเวลาฝึกจริงทุกคนจะได้รับแจกเครื่องดับเพลิง (น้ำ + ก๊าซดับเพลิง) คนละ 1 อัน จากนั้นก็ตะโกนว่าไฟไหม้แล้วหิ้วถังดับเพลิงไปดับไฟ (ปลอม ) ที่อยู่ในจอสกรีนช่วยกันดับไฟจนกว่าจะมอด ถึงจะเป็นไฟปลอมแต่น้ำกับก๊าซที่ออกมาจากเครื่องดับเพลิงเป็นของจริงนะคะ พอดับเสร็จเลยมีเปียกๆกันนิดหน่อย






ไอโซเมะ - ผ้าย้อม ย้อมผ้า
การย้อมผ้าที่ไปเรียนกันวันนั้นเป็นวิธีการย้อมแบบง่ายๆ ซึ่งก็เหมือนกับการย้อมผ้าที่เราเคยเรียนกันตอนมัธยม คือ ใช้ผ้าขาวที่ทางร้านเตรียมไว้ให้ มัดให้เป็นลายแบบต่างๆ แล้วจุ่มลงไปในสีย้อมผ้า แบบที่ทำนั้นทางร้านได้เตรียมมาให้เลือกกัน 3 แบบ เลือกกันได้ตามใจชอบ หรือใครจะครีเอทล่ายส่วนตัวก็ได้ ไม่ว่ากัน เมื่อเลือกได้แล้วก็จุ่มลงไปในสีน้ำเงิน หรือสีที่ใช้สำหรับย้อมผ้ายีนส์ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 วินาที แล้วนำไปล้างน้ำออกก็จะได้ผ้ามัดย้อมฝีมือตัวเองออกมาสวยงาม โดยสีที่ใช้เป็นสีน้ำเงินอย่างเดียว เพราะเป็นสีพื้นฐานและง่ายที่สุด ซึ่งก่อนเรียนก็มีการอบรมทฤษฎีนิดหน่อยเหมือนเคย เพื่อให้ทุกคนเข้าใจที่มาและได้ฝึกฟังภาษาญี่ปุ่นด้วย จริงๆแล้วขั้นตอนการย้อมผ้าสีและแบบต่างๆจะเยอะและยุ่งยากกว่าที่ไปเรียนกัน แต่เนื่องจากมีเวลาจำกัดจึงได้เรียนแบบง่ายๆ วันนั้นกิจกรรมก็เลยเสร็จเร็วกว่าปกติ แต่ก็ทุกคนก็รีบกลับหอพักกันเพราะฝนตกอากาศหนาวมากกกกก

 







  พิธีชงชา
อยากรู้มานานแล้วว่า พิธีชงชาของญี่ปุ่นจริงๆเป็นยังไง แล้ววันนี้ก็ได้เห็นสมใจ ถึงแม้จะไม่มีโอกาสได้เรียนจริงๆ แต่แค่ได้เห็นก็รู้สึกว่า การชงชาของเขาจะต้องอาศัยความชำนาญ และฝึกฝนมาเป็นเวลานานทีเดียวกว่าจะทำออกมาได้อ่อนช้อยและสวยงามขนาดนั้น พอก้าวเท้าเข้าไปในห้องสาธิตพิธีชงชาในบ้านของอาจารย์ผู้สาธิตวันนั้นก็รู้สึกว่า ห้องนี้เหมาะสมกับกิจกรรมวันนี้มาก เพราะเป็นแบบญี่ปุ่นแท้ พื้นเสื่อทาทามิ ประตูกระดาษ ฯลฯ ความจริงแล้วห้องมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่เป็นเพราะวันนั้นอาจารย์ท่านได้เอาประตูกั้นระหว่างห้อง (Fusuma) ออกห้องก็เลยกว้างขึ้นพอที่จะจุคนกว่า 15 คนได้

ก่อนสาธิต อาจารย์ก็สอนความรู้เรื่องชาประเภทต่างๆ และประวัติของชื่อชาแต่ละชนิดว่าได้มาอย่างไร ซึ่งก็ฟังกันเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง จากนั้นจึงเริ่มการสาธิตพิธีชงชา อันดับแรก อาจารย์เปิดพื้นเสื่อทาทามิที่มีการเจาะรู้เอาไว้ขนาดพอที่จะใส่กาน้ำชาลงไปได้ให้ทุกคนดู ในช่องสำหรับใส่กาน้ำชานี้ก็จะมีกองขี้เถ้าอยู่ 1 กอง (แสดงว่าผ่านการใช้มาแล้ว) ทุกคนก็ก้มลงไปดูกองขี้เถ้าที่ว่าแล้วก็ฟังอาจารย์อธิบายไปด้วย อาจารย์ชี้ให้ดูเศษถ่านแล้วบอกว่า การชงชาให้อร่อยนั้นต้องไม่ใช้ไฟที่มีความร้อนจัด ใช้แค่ไฟอุ่นๆก็พอ แล้วก็หันมาถามว่าทุกคนรู้จักถ่านหรือเปล่า พอทุกคนตอบว่ารู้จักก็ทำหน้าตกใจใหญ่ จนพวกเราเองมองหน้ากันงงๆว่าเอ..หรือเจ้าก้อนๆดำๆในนั้นจะไม่ใช่ถ่าน แต่พินิจพิจารณาแล้วก็เห็นพ้องต้องกันว่าใช่ อาจารย์บอกว่าเด็กญี่ปุ่นสมัยนี้ไม่ค่อยมีใครรู้จักแล้ว เพราะใช้แต่ก๊าซหุงต้มกัน เลยพาลคิดไปว่า บ้านเมืองของเรานี่คงดูด้อยความเจริญกว่าเขาน่าดูถึงยังใช้ถ่านในการทำอาหารกันอยู่

การชงชานอกจากจะต้องดูอุณหภูมิให้พอเหมาะพอดีแล้ว การวางถ่านเพื่อเพิ่มความร้อนก็ต้องวางให้ดูประณีตสวยงามด้วย จะต้องวางเรียงกันอย่างมีศิลปะ เวลาติดไฟแดงๆ แล้วดูสวยมาก เมื่อร้อนได้ที่แล้วก็นำขึ้นมา เทน้ำร้อนใส่ถ้วยชาที่เตรียมไว้ จากนั้นก็ใช้ที่คนชาคนน้ำชาจนได้ที่แล้วก็เสิร์ฟ อ้อ ลืมบอกไปค่ะ ระหว่างที่รอชาเสร็จนั้น ก็จะต้องทานขนมที่นำมาเสิร์ฟให้หมดเสียก่อน จึงจะดื่มชาได้ ต่างกับของคนจีนหรือทางยุโรปที่จะทานขนมคู่กับชาไปพร้อมๆกัน ก่อนดื่มก็จะต้องหมุนถ้วยก่อน 3 ครั้ง แล้วใช้ทั้ง 2 มือประคองถ้วยชาขึ้นดื่มครั้งเดียวให้หมด ขนมที่ทานคู่กับชาก็จะเป็นขนมญี่ปุ่นที่ทำจากถั่วและแป้ง รสชาติหวานๆ แต่วันนั้นทุกคนได้ลองชิมขนมที่ทำจากถั่วคล้ายๆไส้ขนมเปี๊ยะของจีน ปั้นเป็นรูปดอกซากุระ มีกลิ่นหอมๆนิดหน่อยรสชาติหวานนิดๆ พอทานหมดแล้วก็ดื่มชาที่เสร็จพอดีตามเข้าไป อร่อยมากๆเลยล่ะค่ะ ชาที่ใช้วันนั้นเป็นก็เป็นชา MACCHA ซึ่งอาจารย์บอกว่าเป็นชาชั้นดีที่มีคุณภาพดีที่สุด พอทานเสร็จก็จะมาพิจารณาถ้วยชาของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร เพราะถ้วยแต่ละใบที่ใช้ในการดื่มชานั้นจะผ่านการคัดเลือกมาก่อนแล้ว บนถ้วยจะมีลวดลายต่างๆ เป็นรูปภูเขาบ้าง รูปตะเกียบบ้าง รูปภูเขาไฟฟูจิบ้าง จากนั้นก็เป็นอันเสร็จพิธี โดยส่วนตัวแล้วดิฉันชอบกิจกรรมอันนี้มากเลยล่ะค่ะ เพราะรู้สึกว่าได้สัมผัสวัฒนธรรมที่มีมาแต่ดั้งเดิมของคนญี่ปุ่นจริงๆ






กิโมโน
ในที่สุดวันที่รอคอยที่จะได้ลองใส่กิโมโนจริงๆก็มาถึง หลังจากเสร็จการเรียนในตอนเช้า เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนกฌพาทุกคนไปสนุกกับกิจกรรมใส่ชุดกิโมโนกันที่แถวๆ สถานีชินจูกุ พอไปถึงก็เริ่มเปลี่ยนมาใส่ชุดกิโมโนกันเลย ผู้ชายก็ใส่กิโมโนสีขาวข้างในและสีดำทับอีก 1 ชั้น แล้วสวมกางเกง HAKAMA และมีเสื้อคลุมทับอีก 1 ชั้น ส่วนของผู้หญิงก็ใส่กิโมโน รัดผ้าโอบิ ผูกเชือก ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้ใส่กันเองหรอกนะคะ มีเจ้าหน้าที่ชาวญี่ปุ่นเขาใส่ให้ ซึ่งตอนที่ใส่อยู่รู้สึกอึดอัดมาก หายใจหายคอแทบไม่ออกเพราะผ้าโอบิที่พันอยู่รอบเอว แถมยังใส่ทับเสื้อผ้าของตัวเองอีก รวมๆแล้วแต่ละคนใช้เวลาในการแต่งตัวประมาณ 10 นาที จึงจะเสร็จ แต่ออกมาก็สวยน่ารักกันสมใจ (หรือเปล่า) รวมทั้งของหนุ่มๆด้วย ทุกคนถ่ายรูปกันเป็นที่สนุกสนาน พอหอมปากหอมคอดีก็ถอดออกแล้วไปชมการแสดงที่ทางโรงเรียนจัดเตรียมไว้ให้ นั่นก็คือ การรำพัดใส่กิโมโนประกอบเพลง ผู้แสดงรำพัดประกอบดนตรีพร้อมๆ กับสาธิตการใส่กิโมโนไปด้วย จบเพลงก็สวมเสร็จพอดี ใช้เวลาประมาณ 3 นาทีเอง




กิจกรรมในตอนบ่ายนั้นผ่านไปได้ด้วยดีตลอด 15 วัน ทุกคนสนุกสนานกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ต่างจากสิ่งที่เคยรู้จากหนังสือ ดูจากภาพถ่าย ในทริปนี้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสด้วยตาตัวเอง เสียดายที่ไม่สามารถนำความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่ได้ฟังมาเล่าให้ทุกคนฟังได้ทั้งหมด เพราะความด้อยความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นและความจำของผู้เขียนเองล่ะค่ะ แต่ว่าของแบบนี้ ถ้าได้ไปรู้ไปเห็นด้วยตาตัวเองคงจะสนุกกว่าฟังคนอื่นเล่าเป็นไหนๆ รับรองว่าทุกคนจะได้รับประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงเลยล่ะค่ะ









การไปเที่ยวญี่ปุ่นคราวนี้สนุกมากค่ะ ได้ทั้งเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และยังได้ประสบการณ์ด้วย ได้ไปเที่ยวหลายที่ดีจนทำให้จำสายรถไฟได้ พอเริ่มสนุกกับการไปเที่ยวรถไฟ ก็กลับพอดีเลย ตอนแรกไปคนเดียวนึกว่าจะไม่ค่อยสนุก แต่เมื่อรู้จักกับทุกคนแล้ว ไปเที่ยวด้วยกันก็สนุกดี ขำดี ประทับใจทุกคนมาก
พี่แอนก็เหมือนหัวหน้าทัวร์ เป็นไกด์พาไปเรียน พาไปเที่ยว ถ้าไม่มีพี่แอนก็อาจจะหลงได้ แล้วพี่แอนก็เป็นห่วงลูกทัวร์มาก ตอนนั้นต้องขอโทษด้วยนะค่ะที่ไปเที่ยวแล้วหายไปนานทำให้พี่ๆ ต้องรอนาน

ทริปนี้ก็พาไปเที่ยว และทำกิจกรรมเยอะดี ชอบพิธีชงชาและใส่ชุดกิโมโนมากเลย อยากใส่มานานแล้ว ทำให้อยากไปอีกรอบ ถ้ามีกิจกรรมอะไรก็ชวนด้วยนะคะ หรือถ้ามีงานอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะค่ะ

"ทราย"




ไปญี่ปุ่นครั้งนี้ได้ประโยชน์มากครับ เพราะว่าได้เรียนรู้ภาษาจากสถานการณ์จริง ๆ ครับ ได้หัดพูด และได้ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ กับคนญี่ปุ่น อาจจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็รู้สึกสนุกมากครับ เริ่มจากวันแรกที่ได้ไปถึงประเทศญี่ปุ่น รู้สึกว่าตื่นเต้นดี และที่สำคัญ อากาศหนาวดี เพราะว่าเมืองไทยไม่ได้มีอากาศหนาวถึงขนาดนี้ ก็แปลกดีครับ
โรงเรียน Inter-Cult ก็ดีครับ ไปมาสะดวกดี และอาจารย์ทุกท่านก็สอนดี เป็นกันเอง สนุกในการเรียน ตอนแรกกลัวว่าอายุมากจะเป็นอุปสรรค ในการเรียน แต่พอไปจริง ๆ แล้วไม่เป็นไรเลย กลมกลืนได้ดีครับ กิจกรรมที่ทางโรงเรียนพาไปก็ดีครับ แต่ที่รู้สึกว่าค่อนข้างโหดนิดหน่อยคือ การเรียนทำโซบะครับ เพราะว่าหิวสุด ๆ กว่าจะได้กินโซบะฝีมือตัวเองแทบเป็นลม ที่พักที่ nakano ก็ดีครับ ไปมาสะดวกดี ใกล้ที่เรียน นั่งรถไฟประมาณ 1 สถานี เร็วดี แต่ห้องน้ำน่าจะอยู่ในตัวห้อง เพราะว่าสะดวกในการใช้บริการครับ ห้องนอนก็เล็กดี นอนกันแบบอบอุ่นดี

ที่สำคัญขอบคุณคุณแอนของคณะที่ให้ความสะดวกในด้านต่าง ๆ ในการพาเข้าเมือง หรือในการพาไปกินข้าว เข้ากิจกรรมต่าง ๆ ผมประทับใจคุณแอน ตอนไป shibuya แล้วเกิดรอ น้องสุกับน้องทราย รอนานมาก แต่แอนก็รอจน 2 คนมา รู้สึกดี ให้ความสำคัญกับทุกคนดีครับ
ถ้าหากมีโอกาสได้ไปประเทศญี่ปุ่นอีก ผมว่าคงจะได้เที่ยวได้มากกว่านี้เพราะว่ายังไปได้ไม่ครบเลย อยากจะไปอีกหลายที่ เอาไว้มีโอกาสไปจะไปอีก สนุกมาก ๆ

"เบ๊นซ์ "



ภาพบรรยากาศ Jeducation Study Trip ครั้งที่ผ่าน ๆ มา



Copyright©2000 Lighthouse Info Service Co, Ltd. All rights reserved.