FUKUOKA NIHONGO CENTER


ด้วยเวลาเดินทางเพียง 5 ชั่วโมง 20 นาทีจากประเทศไทย สายการบิน Japan Airlines ได้นำดิฉันเดินทางมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่นในเวลาเช้าตรู่ แม้ว่าจะเป็นการเดินทางมาเยือนเมือง Fukuoka เป็นครั้งแรกและเพียงลำพัง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลใด ๆ ค่ะ เนื่องจากทราบอยู่แล้วว่าอาจารย์ของโรงเรียน Fukuoka Nihongo Center จะมารอรับที่สนามบิน เช่นเดียวกับนักเรียนใหม่ในทุกภาคเรียน ที่จะได้พบกับอาจารย์ของโรงเรียน ยืนถือป้ายชื่อโรงเรียนรอรับนักเรียนจากทุก ๆ ชาติอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองแบบนี้ และจากสนามบินฟุกุโอกะนี้เอง เราสามารถเดินทางไปถึงโรงเรียน Fukuoka Nihongo Center โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาทีโดยรถยนต์


อาจารย์ Nagahashi
ยืนยิ้มต้อนรับอยู่ที่สนามบิน









โรงเรียน Fukuoka Nihongo Center ตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ ห่างจากสถานีรถไฟ Hakata ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเมือง โดยใช้เวลาเดินไม่ถึง 10 นาทีค่ะ นักเรียนจึงสามารถเดินทางมาโรงเรียนได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเดินทางโดยรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน หรือจักรยาน

อาคารเรียนเป็นตึก 3 ชั้นสองหลังติดกัน อาคารหลักทางซ้ายมือจะประกอบไปด้วยห้องเรียน 2 ห้อง , ห้องพักอาจารย์ ห้องสมุดพร้อมคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ทสำหรับนักเรียน ส่วนอาคารที่ 2 ด้านขวามือจะเป็นห้องเรียนอีก 3 ห้อง รวมห้องเรียนทั้งสิ้น 5 ห้อง โดยจะแบ่งเป็น 10 ระดับ 10 ชั้นเรียน ( ภาคเช้าและภาคบ่าย )

สำหรับอาคารสำนักงานของโรงเรียนจะอยู่ในอีกอาคารทางด้านหลัง ซึ่งเวลาที่ดิฉันมาถึงนั้นค่อนข้างเช้า จึงได้แวะที่สำนักงานของโรงเรียนก่อน ซึ่งอาจารย์ Nagahashi ได้เตรียมแฟ้มเอกสารข้อมูลล่าสุดของโรงเรียนมาให้อีกปึกใหญ่ พร้อมกำหนดการที่จะพาดิฉันไปชมสถานที่ต่าง ๆ ในวันนี้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำไว้อย่างละเอียดทีเดียวค่ะ ( แม้ดิฉันจะไม่ค่อยประหลาดใจมากนักแต่ก็ยังอดชื่นชมอาจารย์ไม่ได้ เนื่องจากทราบดีอยู่แล้วว่าอาจารย์ท่านเป็นผู้ที่มีความละเอียดรอบคอบและกระตือรือร้น บ่อยครั้งที่ส่งเอกสารหรือข้อมูลต่าง ๆ มาที่ jeducation อาจารย์จะส่งเอกสารฉบับเดียวกันนั้นทั้งทาง email , fax และตามมาด้วยจดหมาย EMS!!! )

ในเช้าวันนี้ดิฉันยังได้พบกับ Iwasaki-san อาจารย์ใหญ่และผู้ก่อตั้งโรงเรียน อาจารย์ Iwasaki เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งในเมืองฟุกุโอกะค่ะ เนื่องจากเคยเป็นผู้ประกาศของสถานีโทรทัศน์ NHK และในปัจจุบันก็ยังคงมีบทบาทสำคัญด้วยการดำรงตำแหน่งต่าง ๆ โดยเฉพาะทางด้านการศึกษา อย่างเช้าวันที่ดิฉันมาเยี่ยมเยือนโรงเรียนนี้ อาจารย์ Iwasaki กำลังนั่งอ่านข่าวซึ่งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นสัมภาษณ์ท่านอยู่พอดี ซึ่งในวันธรรมดา ๆ แบบนี้อาจารย์จะค่อนข้างวางตัวสบาย ๆ ค่ะ ไม่ได้ดูเคร่งขรึม เนี้ยบอย่างที่เห็นในรูปหรอกนะคะ

พอใกล้เวลาเข้าชั้นเรียน ดิฉันจึงได้มาพบกับสองหนุ่มนักเรียนไทย ที่จะมาถ่ายทอดชีวิตความเป็นอยู่ในเมืองฟุกุโอกะให้เราฟังกันค่ะ


หนุ่ม และเอ เข้าเรียนที่ Fukuoka Nihongo Center ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2545 ทั้งคู่เป็นเพื่อนนักศึกษาร่วมสถาบันเดียวกันจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรี เอได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลีย และมีโอกาสมาเยือนประเทศญี่ปุ่น หลังจากที่เดินทางท่องเที่ยวไปในหลายจังหวัด เอก็พบว่าเมืองที่เค้าประทับใจที่สุดในญี่ปุ่นคือ Fukuoka ดังนั้น เมื่อตัดสินใจที่จะศึกษาภาษาญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่น ทั้งคู่จึงไม่ลังเลที่จะเลือกมาเรียนที่ Fukuoka เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในเอเชียจากการจัดอันดับของนิตยสาร Asia Week

หนุ่ม - เอ
กับจักรยานคู่ใจ

ชั้นเรียนของเอและหนุ่ม อยู่ในช่วงเช้าโดยเริ่มเรียนเวลา 9:10 น. ทุก ๆ เช้าวันจันทร์ - ศุกร์ ชายหนุ่มทั้งสองจะขี่จักรยานจากหอพักมาถึงโรงเรียน โดยใช้เวลาประมาณ 5 นาที ทั้งคู่เรียนอยู่ในห้องเดียวกัน โดยมีเพื่อนร่วมห้องอีก 10 กว่าคนจากหลายหลากชาติ ซึ่งแน่นอนว่าชนชาติที่มีมากที่สุดในทุกโรงเรียนนั้นคือคนจีน จากจำนวนนักเรียนของโรงเรียนทั้งสิ้น 145 คนในเทอมนี้ เป็นคนจีน 76 คน รองลงมาเป็นอันดับสองคือ เกาหลี 14 คน และชาติอื่น ๆ อีก 8 คนได้แก่ อเมริกัน 4 คน , ไต้หวัน 3 คน , อังกฤษ 1 คน , เม็กซิโก 1 คน , ฮ่องกง 1 คน และไทย 2 คน



เอ :
ตอนนี้ก็ชินกับหลายๆอย่างแล้ว โดยเฉพาะค่าครองชีพ( แต่จริงๆ ก็ยังไม่ชินเท่าไหร่... หัวเราะ) เรื่องเรียน...ตอนแรกๆ ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่พอเรียนไปเรื่อยๆ ก็ปรับตัวได้ เพราะครูเป็นคนญี่ปุ่นหมด มันก็เริ่มคุ้นหู ก็คิดว่าพอฟังได้ แต่พูดก็(ยิ้ม..ส่ายหัว) ยังไม่พอใจ พูดยังไม่ค่อยได้ ทุกคนก็ระดับเดียวกัน แต่คนจีนเรื่องคันจิ เค้าจะอ่านได้เพราะเค้าเดาความหมายได้ อาจารย์ที่นี่ดีครับ โรงเรียนเล็กแต่ว่าคนใช้ได้ครับ
หนุ่ม : จริงๆ มันก็ไม่หนักมาก แต่สอบเยอะ ที่นี่เน้นสอบ ต้องอ่านหนังสือทุกวัน ส่วนใหญ่จะเน้นแกรมม่า ถ้าใครอยากเข้ามหา'ลัย ก็จะดี ถ้าไม่มีสอบก็ไม่หนักเท่าไหร่ครับ

ชั้นเรียนในภาคเช้าจะเลิกเรียนเวลาบ่ายโมงตรง สำหรับอาหารกลางวันนั้น ในบางครั้งก็จะทานข้างนอก แต่ส่วนใหญ่แล้วทั้งคู่จะทำอาหารทานกันเอง

เอ : เมื่อก่อนจะไม่ค่อยกล้ากินกล้าใช้ จะทำอาหารกินเองตลอด เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว กินข้างนอกบ่อยขึ้น แต่ 60-70% ก็ยังทำเองครับ ข้างนอกมันแพง ถ้าไปกินร้านดีหน่อยๆ ก็พันเยนขึ้นไป ทำเองก็ไม่ยาก มีอาหารสำเร็จรูปเยอะครับ พวกผงหรือซอส เทใส่ก็คลุกๆ ช่วงไหนอ่านหนังสือสอบก็มาม่า

ในวันนี้ดิฉันจึงได้ไปเยี่ยมเยือนหนุ่มและเอที่อพาร์ทเมนท์ ให้ทั้งคู่โชว์ฝีมือทำอาหารให้ชมเป็นขวัญตาเสียหน่อยค่ะ ทั้งสองเช่าอพาร์ทเมนท์ที่ทางโรงเรียนติดต่อให้ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนเท่าใดนัก


ojamashimasu !

พอเข้าไปในห้อง ดิฉันก็จัดการขออนุญาตสำรวจทันทีค่ะ ภายในห้องพักแบ่งเป็นสองห้องนอน พร้อมห้องครัวและห้องน้ำ ค่าเช่าเดือนละ 55,000เยน ซึ่งเมื่อหารสองแล้วจะจ่ายค่าเช่าเพียงคนละสองหมื่นกว่าเยนเท่านั้นค่ะ แต่อพาร์ทเมนท์ในญี่ปุ่นจะต้องทำสัญญาขั้นต่ำ 1 ปีและชำระเงินล่วงหน้ารวมค่ามัดจำแล้วไม่ต่ำกว่า 5 เดือน ที่สำคัญห้องส่วนใหญ่นั้นจะเป็นห้องโล่ง ๆ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อมาถึงญี่ปุ่นใหม่ ๆ สองหนุ่มจึงต้องลงทุนซื้อข้าวของเครื่องใช้ และเครื่องไฟฟ้าหลายอย่างทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องซักผ้า ตู้เย็น ไมโครเวฟ โทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ

เอ : ก็ซื้อใหม่หมดทุกอย่าง คือซื้อเครื่องไฟฟ้าที่นี่อย่างนึงมันจะได้สะสม point สำหรับซื้อของอย่างอื่นได้ในราคาที่ถูกลง ก็ซื้อจนได้เจ้า play station นี่มาฟรีเครื่องนึงล่ะครับ

หนุ่ม :

(พาชมห้อง) ห้องนี้ห้องเอนเตอร์เทนครับ นี่เกมส์... การ์ตูน ส่วนนี่เครื่องทำความร้อนเครื่องแรก ตอนแรกซื้อมาแค่ 2 พันเยน แต่อยู่ได้แค่เดือน 11 เดือน 12 พอเข้าเดือน 1 หิมะตกก็ซื้อแอร์เลย แอร์ตัวนี้ประมาณ 5 หมื่นรวมค่าติดตั้งด้วย ตัวเครื่องจริง ๆ ราคาประมาณ 4 หมื่นกว่า ค่าน้ำประมาณเดือนละ 5 พันเยน ค่าไฟแล้วแต่ ถ้าใช้เยอะก็เป็นหมื่น ใช้น้อยก็ 5-6 พัน ค่าแก๊สก็ประมาณ 4 พันกว่าเยน ( อยากรู้ว่าคิดเป็นเงินบาทเท่าไหร่ คร่าว ๆ ก็ลองหารด้วย 3 ดูเอาเองนะคะ )

นี่ห้องผมครับ
เครื่องทำความร้อนเครื่องแรก
เครื่องปรับอากาศ

หนุ่ม : อ้อ แล้วมีอินเตอร์เน็ทครับ อันนี้เป็นสาย ADSL จะ connect เมื่อไหร่ก็ได้ไม่ต้องโทรออก อันนี้ถูกครับ เดือนละ 2,800 เยน แต่ตอนแรกก็ต้องมีโทรศัพท์ก่อน ก็ไปขอให้เค้าปล่อยเบอร์ แล้วเค้าก็ให้หัวแบ่งเป็นสายต่อเข้ากับเครื่องรับโทรศัพท์และสายต่อเข้าโมเด็ม ก็มีค่าติดตั้งครั้งแรกประมาณ 2 พันกว่าเยน

แล้วค่าโทรศัพท์มือถือล่ะคะ ...
หนุ่ม : ค่าโทรศัพท์ต้องถามคนนู้นครับ (ชี้เอ) ตัวผมโทรประมาณ 2-3 พันเยน
เอ : ค่าโทรศัพท์ของผมหนักหน่อยประมาณหมื่นเยน ไม่เหมือนเค้า (แอบบุ้ยใบ้ไปที่หนุ่ม ) มีไว้เท่อย่างเดียว (แซวเพื่อนอีกแน่ะ )

ระหว่างที่หนุ่มพาดิฉันเดินชมห้องพัก เอก็เริ่มแสดงฝีมือทำอาหารอย่างคล่องแคล่วทีเดียวค่ะ เนื่องจากคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน ซึ่งต้องทำอาหารด้วยตนเองมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่ออสเตรเลีย งานนี้...หมึกแดงยังอายค่ะ

เมนูวันนี้คือพาสต้าใส่หอยครับ

ส่วนหนุ่ม...แม้จะเป็นพ่อครัวมือใหม่ แต่ก็เข้าขากันได้ดีค่ะ ลงมือล้างผักสารพัดชนิด ... หยิบไส้กรอกแช่แข็งออกมาจากตู้เย็น ใส่เข้าไมโครเวฟ ... แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอคำ

เมนูจานนี้ของหนุ่มจะเป็นอะไรน้อ ?

แต่น...แตน...แต๊น... เรียบร้อยแล้วค่ะ
ดิฉันคิดว่าเป็นสลัดค่ะ... เรียกว่าสลัดรวมมิตรก็คงจะได้
อันเนื่องมาจากมีอะไรก็หยิบ ๆ ใส่ลงไปนั่นล่ะค่ะ :)

พาสต้าของเอก็เรียบร้อยแล้วเช่นกัน
อาจารย์ Nagahashi อาสาเป็นหน่วยกล้าตาย เอ๊ย! ทดลองชิมเป็นคนแรก
" อาหร่อย... Oishii ! " อาจารย์แกมาเมืองไทยบ่อยน่ะค่ะ เลยรู้จักคำว่าอร่อยเป็นอย่างดี แต่แกไม่ได้พูดเอาใจหรอกนะคะ เพราะดิฉันก็ได้ลองชิมเหมือนกัน อืมม์...ใช้ได้เลยทีเดียวค่ะ



นอกเหนือจากการใช้ชีวิตประจำวันในโรงเรียนและห้องพักแล้ว ในบางครั้งทั้งคู่ก็จะออกไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ บ้าง รวมไปถึงการไปร่วมกิจกรรมที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นหรือพานักเรียนไปร่วมงาน เช่นงานเลี้ยงรับคนต่างชาติ
 
ลุ้นรางวัล
รำวง Bon Odori


หลังจากพูดคุยเฮฮากันพอสมควร ดิฉันก็ขอตัวลากลับก่อน เนื่องจากยังมีโปรแกรมที่อาจารย์ Nagahashi จะพาไปชมอีกหลายแห่ง อีกทั้งมีเพื่อนชาวเกาหลีของสองหนุ่มมาเยี่ยม (และเล่นเกมส์) ที่ห้องของทั้งคู่พอดี แต่ก่อนจะลากลับก็ต้องขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันหน่อย และที่สำคัญ... อยากให้ฝากคำพูดอะไรถึงเพื่อน ๆ ในเมืองไทยเกี่ยวกับการเรียนที่ญี่ปุ่นซักนิดค่ะ


เอ : การมาเรียนที่ญี่ปุ่นคิดว่าก็เป็นโอกาส ถ้าพร้อมด้านการเงิน ก็ดีกว่าเมืองไทยเพราะมันได้ใช้ แต่คิดว่าก่อนมาน่าจะอ่านออกเขียนได้บ้างก็ดี

ที่เมืองนี้ก็ดี ไม่ใหญ่ไม่เล็ก การคมนาคมก็ดี สิ่งอำนวยความสะดวกก็ครบดี ก็คิดว่าถ้าใครไม่ชอบเมืองที่วุ่นวาย ที่นี่ก็ดีกว่าโตเกียวหรือโอซาก้าครับ





หลังจากร่ำลาสองหนุ่มพร้อมของฝาก อันได้แก่บรรดาซองเครื่องแกงจากเมืองไทยให้ทั้งคู่แล้ว อาจารย์ Nagahashi ได้พาดิฉันมาดูตัวอย่างหอพักค่ะ หอพักที่ทางโรงเรียนจัดหาให้กับนักเรียนนั้นมีอยู่หลายแห่ง ถ้าจะทัวร์ให้ครบทุกหอพัก สงสัยว่าดิฉันคงจะรบกวนเวลาของอาจารย์อีกหลายวัน อีกทั้งหอพักส่วนใหญ่นั้นจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันเนื่องจากดำเนินงานโดยบริษัทเดียวกัน ฉะนั้น ในวันนี้ดิฉันจึงขออนุญาตพามาดูแค่แห่งเดียวเท่านั้นนะคะ หอพักแห่งนี้เป็นหอพักหญิง ชื่อว่า Dormitory Fukuoka 2 จากสถานี Hakata ใช้เวลาเดินทางบนรถไฟ 16 นาทีและเดินอีก 10 นาที

ห้องพักทั้งหมดเป็นห้องเดี่ยวขนาด 15 ตารางเมตร ห้องน้ำใช้ร่วมกัน จัดว่าเป็นหอพักที่สะอาดสะอ้าน น่าอยู่ทีเดียวค่ะ แถมยังมีอาหารเช้าและเย็นรวมอยู่ในค่าเช่าด้วยนะคะ
 


สถานที่ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งซึ่งนักเรียนของโรงเรียนมักจะไปใช้บริการกันอยู่เป็นประจำ นั่นก็คือ International Exchange Center ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลข่าวสารนานาชาติ ทั้งยังให้บริการห้องสมุด มีหนังสือและวิดีโอต่าง ๆ รวบรวมจากหลายหลากประเทศทั่วโลก รวมถึงหนังสือสำหรับการศึกษาภาษาญี่ปุ่น ซึ่งนักเรียนสามารถมาใช้บริการได้ฟรีค่ะ
วิดีโอหลากประเภท
หนังสือของไทยก็มีค่ะ
นิตยสารไทย








ด้วยเวลาเพียง 1 วัน ดิฉันคงไม่สามารถชมสถานที่ที่น่าสนใจของจังหวัดฟุกุโอกะได้อย่างทั่วถึง แต่เมื่อมาถึงฟุกุโอกะแล้วก็ต้องมีของฝากให้กับชาว jeducation ด้วยอย่างแน่นอนค่ะ ดิฉันจึงเลือกมาที่ Daizaifu Tenmangu ศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงนักปราชญ์ Sugawara Michizane ซึ่งถือเป็นเทพเจ้าแห่งการศึกษาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในญี่ปุ่น เพื่อนมัสการและซื้อ Omamori เครื่องลางเพื่อการศึกษาค่ะ ในวันนั้นเป็นวันธรรมดา จึงไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมากนัก แต่ก็มีนักเรียนนักศึกษาชาวญี่ปุ่นมาเสี่ยงเซียมซี เขียนคำอธิษฐานบนแผ่นไม้ที่เรียกว่า ema อยู่ประปราย

แหม...แต่กว่าจะซื้อ Omamori จำนวน 30 อันมาได้นี่ต้องใช้เวลานานทีเดียวนะคะ จะซื้อจากซุ้มขาย Omamori ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าศาลเจ้าก็ไม่ได้ ต้องเข้าไปที่สำนักงานและแสดงความจำนงว่ามาจากหน่วยงานประเภทไหน จะซื้อไปจำนวนมาก ๆ เพื่ออะไร เพราะ Omamori ของที่นี่มีชื่อเสียงมากและถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทางศาลเจ้าจึงค่อนข้างระมัดระวังเกรงว่าจะมีพ่อค้าหัวใสซื้อไปค้ากำไร แต่หลังจากชี้แจงให้ทราบว่าดิฉันจะซื้อกลับเมืองไทย เพื่อเอาไว้ให้เป็นกำลังใจสำหรับนักเรียนไทยที่ศึกษาภาษาญี่ปุ่น ทางศาลเจ้าก็ยินดีและตื่นเต้นอย่างยิ่งทีเดียวค่ะที่นักเรียนไทยเรารู้จัก Omamori ของที่นี่ด้วย ( ใครที่ได้ไปแล้วก็เก็บไว้ดี ๆ นะคะ )


ปิดท้ายกันด้วยการแนะนำอาหารขึ้นชื่อของฟุกุโอกะนะคะ

สำหรับมื้อกลางวัน อาหารจานด่วนจานเด็ดของดิฉันคือ " Hakata Ramen " ค่ะ ราเมงของที่นี่จะชามไม่ใหญ่นักนะคะ เส้นราเมงก็ไม่ได้เยอะมากจนทานไม่หมด แต่ถ้าไม่พอสามารถสั่งเฉพาะเส้นมาเติมได้ด้วย และที่จะแตกต่างจากราเมงธรรมดาอีกนิด ก็คงจะเป็นเครื่องปรุงในโถซึ่งจะช่วยเพิ่มรสชาดให้จัดจ้านขึ้นกว่าเดิม รับรองว่าถูกปากคนชอบทานรสจัดค่ะ


ร้านอาหารแผงลอยหรือที่เรียกว่า Yatai นั้นก็เป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับอาหารมื้อเย็นในฟุกุโอกะค่ะ โดยเฉพาะในย่าน Tenjin และ Nakasu แต่อาจารย์ Nagahashi บอกว่าอาหารทะเลของฟุกุโอกะนั้นขึ้นชื่อในเรื่องของความสด ถ้ามาฟุกุโอกะแล้วไม่ทาน Seafood ก็เหมือนกับมาไม่ถึงฟุกุโอกะ ( แต่ดิฉันเข้าใจดีว่าอาจารย์คงอยากจะต้อนรับอย่างเต็มที่ด้วยสิ่งที่ดีที่สุดมากกว่าค่ะ ) ฉะนั้นอาจารย์จึงพาดิฉันพร้อมด้วยอาจารย์ประจำชั้นของหนุ่ม-เอ มาทานอาหารทะเลที่ร้านประจำของทางโรงเรียน และบังเอิ๊น บังเอิญที่วันนั้นทางร้านมีของทะเลสด ๆ คัดพิเศษเข้ามาพอดี ทางร้านจึงจัดซาชิมิจานโต ตามมาด้วยกุ้ง ปู หอย ฯลฯ ตัวใหญ่ ๆ มาให้อย่างเต็มที่ถือเป็นการสมนาคุณที่ทางโรงเรียนมาจัดงานสังสรรค์ที่ร้านอยู่เป็นประจำ เลยกลายเป็นลาภปากของดิฉันไปโดยปริยายค่ะ
สำหรับของฝากขึ้นชื่อของฟุกุโอกะนั้น ก็คือนี่ค่ะ " Mentaiko " ไข่ปลาค้อด ซึ่งจะมีรสชาดค่อนข้างเผ็ด ทานกับข้าวหรือทำอาหารอื่น ๆ ใครที่เคยมาร่วมงาน Jeducation Fair เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาคงจะเคยได้ชิมกันแล้วที่บู้ทแนะนำจังหวัด Fukuoka นะคะ ส่วนใครที่ยังไม่เคยลิ้มรส ถ้ามีโอกาสไปเยี่ยมเยือนฟุกุโอกะ ก็อย่าลืมหาซื้อมาชิมดูนะคะ

Mentaiko

การเดินทางมาเยือนโรงเรียน Fukuoka Nihongo Center ของดิฉันในครั้งนี้จบลงพร้อมกับหนังท้องที่ตึงและหนังตาที่หย่อน เตรียมที่จะพักผ่อนอย่างเต็มที่เพราะเหนื่อยจากการเดินทางมาตลอดทั้งวัน แต่แน่นอนว่าเต็มอิ่มกับความประทับใจจากการต้อนรับอย่างดีจากทางโรงเรียน ซึ่งไม่ได้ใส่ใจแต่เพียงการมาเยือนของดิฉันในครั้งนี้เท่านั้น หากแต่ให้คำแนะนำ ความร่วมมือและการประสานงานกับ jeducation อย่างเต็มที่ รวมไปถึงการให้ความดูแลนักเรียนไทยทุกคนอย่างเอาใจใส่ด้วยดีเสมอมา



รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียน FUKUOKA NIHONGO CENTER


โรงเรียนต่อไปที่ดิฉันจะพาไปทำความรู้จัก จะเป็นโรงเรียนใดนั้น ต้องติดตามใน School of the month เดือนต่อไปนะคะ
24 / 6 / 2003

Copyright© Lighthouse Info Service Co, Ltd. All rights reserved.