|
| ในรอบเช้า เป็นการพูดคุยเกี่ยวกับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นประเภท Research Students สำหรับผู้ที่จะไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท หรือเอก มีรุ่นพี่ที่สอบผ่านและได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นประจำปี 2008 ซึ่งกำลังจะเดินทางไปศึกษาต่อ ณ ประเทศญี่ปุ่นต้นเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ มาร่วมพูดคุย 3 ท่านด้วยกันค่ะ |
 |
|
สายวิทยาศาสตร์
คุณอานุภาพ วิรัตน์ภาณุ (ท๊อป)
จบปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การทำงาน : Support Consultant ที่บริษัท Reuters Software Thailand
สาขาที่ไปเรียน : วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว
|
|
สายวิทยาศาสตร์
คุณคณิน เนืองโนราช (เคน)
จบปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การทำงาน : ทำงานวิจัยให้ ปตท.เคมิคอล ซึ่งเป็นโครงการของ ปตท.ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตร
สาขาที่ไปเรียน : วิศวกรรมเคมี (คาร์บอน) ที่ Tohoku University |
|
สายมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์
คุณปุณยวีร์ จันทรขจร ( เป๊ก)
จบปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
การทำงาน :
ทำงานที่ exxon mobil 1.5 ปี (ที่ญี่ปุ่น 10 เดือน)
ทำงานที่ JASSO กรุงเทพฯ 1.5 ปี
สาขาที่ไปเรียน : ภาษาศาสตร์ ที่ Tsukuba University วิจัยเรื่องภาษาสมัยนิยม |
| นอกจากรุ่นพี่นักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นปีล่าสุดแล้ว เรายังเชิญรุ่นพี่อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากญี่ปุ่นกลับมาแล้ว มาพูดคุยเพื่อให้รุ่นน้อง ๆ ได้ฟังแง่มุมหลังจากที่ได้รับทุน ทั้งเรื่องระบบการเรียนในระดับปริญญาโทและการใช้ชีิวิตในญี่ปุ่นเพิ่มเติมด้วยค่ะ |
คุณสิริรักษ์ มนต์ธนานนท์ (เปิ้ล)
จบปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ประจำปี 2002
จบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขา Information Science and Technology
ที่ Osaka University
|
|
ผู้ดำเนินรายการ
คุณกอบชัย ทรงศรีสง่า (บาส)
เจ้าหน้าที่แนะแนวและประสานงานสถาบันของ Jeducation
จบปริญญาตรี : คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ประจำปี 2004
จบการศึกษาระดับปริญญาโท : Graduate School of Social and Cultural Systems
ที่ Yamagata University
|
|
พี่บาส... เริ่มต้นการสัมมนาด้วยการให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น เช่นเงื่อนไขการรับสมัคร กำหนดการรับสมัคร และวิชาที่จะต้องสอบในปีนี้ ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ เว็บไซท์ของสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ค่ะ
|
หลังจากนั้น จึงเริ่มต้นการสัมมนากันอย่างเจาะลึก ในบรรยากาศการพูดคุยแบบสนุกสนานเป็นกันเอง รุ่นพี่แต่ละคนต่างถ่ายทอดความรู้สึกและประสบการณ์ตรงของตนเอง ที่เพิ่งสอบผ่่านกันมาสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อกลางปีที่แล้วแบบหมดเปลือกกันเลยทีเดียวค่ะ
เริ่มตั้งแต่การกรอกใบสมัครโดยดูจากตัวอย่างใบสมัครของปีที่แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการเขียน Field of Study สิ่งที่ตนต้องการจะไปศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นและ Study Program แนวทางและแผนการทำวิจัย รวมถึงวิธีการทำวิจัยที่จะทำให้งานวิจัยนั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ ซึ่งรุ่นพี่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คือจุดสำคัญที่จะต้องทุ่มเทเวลาสำหรับการค้นคว้า หาข้อมูล เพื่อการเขียน Study Program ให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด
| รุ่นพี่ทุกท่านให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเขียน Study Plan ที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ๆ ค่ะ หากจะเขียนลงทั้งหมด คงจะยาวหลายหน้าทีเดียว แต่พอจะสรุปคำแนะนำของรุ่นพี่แต่ละคนออกมาได้โดยย่อดังนี้ค่ะ |
- ถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่เราสนใจ อยากจะไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมอย่างเจาะลึกถึงเรื่องนั้น ๆ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เราสนใจเรื่องนั้น ๆ และการทำวิจัยในเรื่องนั้นจะก่อใ้ห้เกิดประโยชน์อย่างไร
- หากยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ให้ลองศึกษาหรือรวบรวมข้อมูลงานวิจัยของผู้อื่น เช่น งานวิจัยของ Professor ในมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น ซึ่งสามารถหาดูได้จากเว็บไซท์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของญี่ปุ่น(ดูลิ้งค์ต่าง ๆ ด้านล่าง) หรืองานวิจัยของนักศึกษาไทยที่่จบการศึกษาจากญี่ปุ่น ( พี่เป๊กแนะนำให้ไปค้นคว้าที่ห้องสมุดอาคารเสริมมิตร ) เพื่อดูว่าตัวเราสนใจงานวิจัยเรื่องอะไรเป็นพิเศษ และใช้เป็นแนวทางในการวางแผนงานวิจัยของตนเอง
- ควรจะเป็นงานวิจัยที่มีความแปลกใหม่ ทันยุคทันสมัย อาจจะไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่ในญี่ปุ่น แต่เมืองไทยเราอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จัก ที่สำคัญคือสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทยได้
- หากไม่สามารถหาหัวข้อวิจัยที่แปลกใหม่ได้ ให้ศึกษางานวิจัยเดิมที่เคยมีคนทำไว้แล้ว และหาทางต่อยอดหรือขยายผลงานวิจัยนั้น เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่
- ศึกษาหลักการเขียน Study Plan และเขียนให้ถูกต้องตามหลักการ ไม่ใช่เขียนตามใจตัวเอง ผู้ที่เรียนเอกภาษาญี่ปุ่น ควรจะเขียน Study plan เป็นภาษาญี่ปุ่น และให้อาจารย์ชาวญี่ปุ่นตรวจเช็คไวยากรณ์ต่าง ๆ ให้ถูกต้อง
- ต้องศึกษาและมีความเข้าใจในสิ่งที่เขียนจริง ๆ รวมถึงศึกษางานวิจัยด้านนั้นอย่างละเอียดว่ามีความก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว เนื่องจากหากสอบผ่านข้อเขียน เข้าไปถึงรอบการสอบสัมภาษณ์ กรรมการบางท่านจะถามถึงแผนงานวิจัยที่เขียนไป หากตอบไม่ได้หรือไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน โอกาสที่จะผ่านการสัมภาษณ์คงเป็นไปได้น้อย
|
|
ต่อมาก็เป็นเรื่องของการสอบข้อเขียน รุ่นพี่นักเรียนทุนหมาด ๆ ทั้ง 3 คน ก็ขุดความทรงจำตอนทำข้อสอบเมื่อปีที่แล้วมาบอกอย่างละเอียดค่ะ ว่าข้อสอบที่ออกมาเมื่อปีที่แล้วนั้น มีเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง ( แต่จะขอไ่ม่นำมารายงานไว้ ณ ที่นี้นะคะ เนื่องจากแนวข้อสอบมีการเปลี่ยนทุกปี )
ส่วนการเตรียมตัวสอบของแต่ละคนนั้น ก็พอจะสรุปมาได้ัดังนี้ค่ะ |
- หากอยากรู้ว่าแนวข้อสอบเป็นแบบไหน ให้ลองเอาตัวอย่างข้อสอบปีก่อน ๆ มาศึกษาดูอย่างละเอียด จะพอเห็นแนวทางได้ว่า โจทย์แบบไหนที่มักจะออกข้อสอบทุก ๆ ปี
- ข้อสอบไม่ได้ยากเกินความสามารถ แต่เนื่องจากเวลาที่ให้ในการทำข้อสอบค่อนข้างจำกัด หากใช้เวลาแต่ละข้อมากเกินไป จะทำให้ทำข้อสอบไม่เสร็จในเวลาที่กำหนด ฉะนั้นจึงควรฝึกทำข้อสอบโดยการจับเวลาตามแบบที่จะมีการสอบจริง
- ข้อสอบทุกวิชา (คณิตศาสตร์ , ฟิสิกส์ , เคมี , ชีววิทยา และภาษาอังกฤษ ) จะมีโจทย์เป็นภาษาอังกฤษ ฉะนั้นควรจะศึกษาคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับวิชานั้น ๆ เพิ่มเติม
ข้อนี้ พี่เคนเล่าเสริมถึงประสบการณ์ตัวเองว่า เคยสอบครั้งที่ 1 เมื่อปีก่อนหน้า ( สอบผ่านข้อเขียนแต่ไม่ผ่านสัมภาษณ์ ) พบว่าตัวเองยังมีจุดอ่อนที่ภาษาอังกฤษค่อนข้างมาก ปีต่อมา จึงมุ่งพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างเต็มที่ค่ะ โดยการอ่าน Textbook ที่เกี่ยวข้องกับวิชาที่จะสอบนั้นเป็นภาษาอังกฤษประกอบด้วย เพื่อที่จะได้รู้คำศัพท์เฉพาะทางต่าง ๆ มากขึ้น ไม่ใช่อ่านแต่ภาษาไทยอย่างเดียว
- อ่านโจทย์ให้ละเอียด โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ว่าสั่งให้แสดงวิธีทำด้วยหรือไม่ ( ข้อนี้พี่ท๊อปย้ำนักย้ำหนาค่ะ เพราะเจอกับตัวเองคืออ่านโจทย์ไม่ละเอียด จึงไม่ได้แสดงวิธีทำตามที่โจทย์กำหนด แต่คิดว่าที่ผ่านข้อเขียนมาได้นั้น อาจเป็นเพราะตนเองทำข้อสอบได้ถูกต้องค่อนข้างมาก )
- มีสมาธิในขณะที่ทำข้อสอบ ไม่ว่อกแว่กหรือเป็นกังวลกับ ความเร็วในการทำข้อสอบของเพื่อนร่วมห้องสอบคนอื่น ๆ เช่นได้ยินเสียงคนข้าง ๆ พลิกกระดาษข้อสอบไปหน้าต่อไป ในขณะที่เรายังทำข้อสอบหน้าแรกไม่เสร็จ ก็ไม่ควรกังวลหรือวิตกว่าจะทำไม่ทัน เพราะเป็นไปได้ว่าคน ๆ นั้นอาจจะทำข้อสอบหน้าแรกไม่ได้ จึงเปลี่ยนไปทำหน้าอื่นแทน
- เมื่อสอบเสร็จหนึ่งวิชา ระหว่างที่พักเตรียมสอบวิชาต่อไป ควรทำจิตใจให้สงบ ไม่จำเป็นต้องไปเฉลยข้อสอบกับเพื่อนคนอื่น ๆ เพราะหากรู้ว่าตนเองตอบผิดจะเสียกำลังใจ และหากรู้ว่าตนเองทำข้อสอบวิชาแรกพลาดไป ก็ไม่ควรถอดใจหรือยอมแพ้ ควรเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับข้อสอบวิชาต่อไปอย่างมั่นใจ ในความรู้ความสามารถของตนเอง
- เตรียมตัวให้เต็มที่ล่วงหน้า แต่เมื่อถึง 1-2 วันก่อนวันสอบ ควรจะหยุดและพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สบาย สมองปลอดโปร่ง ไม่เคร่งเครียด
- สวดมนต์ไหว้พระ
|
|
| หากผ่านการสอบข้อเขียนแล้ว ก็อย่าเพิ่งด่วนดีใจ พากันไปเลี้ยงฉลองประหนึ่งว่าได้วีซ่าเข้าญี่ปุ่นกันแล้วนะคะ ด่านอรหันต์ด่านสุดท้ายที่จะตัดสินว่า เราจะได้เป็น Successful candidate ของทุนรัฐบาลญี่ปุ่นหรือไม่ นั่นก็คือ " การสอบสัมภาษณ์ " ประเด็นนี้รุ่นพี่ก็มี tips อะไรมาฝากกันอีกเช่นเคยค่ะ |
- ลองนึกดูว่าถ้าเราเป็นคณะกรรมการ เราอยากจะให้ทุนกับผู้สมัครแบบไหน และใช้เวลาช่วงสั้น ๆ ในการสัมภาษณ์นี้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด เพื่อให้คณะกรรมการเห็นว่า เราคือผู้ที่ควรจะได้รับเลือก มีความพร้อมและสามารถศึกษาเล่าเรียนที่ญี่ปุ่นได้ตลอดรอดฝั่ง จนสำเร็จการศึกษากลับมาทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้
- แต่งกายให้เหมาะสม ผู้ชายควรใส่สูท ผู้หญิงควรใส่กระโปรงให้สุภาพเรียบร้อย บุคลิกภาพและการแต่งกาย ถือเป็นด่านแรกที่จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของตนเอง สู่สายตาของคณะกรรมการ
- ควรศึกษามารยาทแบบญี่ปุ่นในการเข้าสัมภาษณ์งานไว้ด้วย เช่น ควรจะเคาะประตูห้อง 2 ครั้งก่อนเปิดประตู / พูดว่า " shitsureishimasu " ก่อนที่จะเข้าไปในห้อง / รอให้คณะกรรมการบอกให้นั่ง พูดคำว่า " shitsureishimasu " หรือกล่าวขอบคุณ (กรณีที่ไม่สันทันภาษาญี่ปุ่น) ก่อนที่จะนั่งลงบนเก้าอี้ / หลังจบการสัมภาษณ์ให้กล่าวขอบคุณอีกครั้ง เป็นต้น โดยเฉพาะผู้ที่เรียนเอกภาษาญี่ปุ่น ควรจะปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามมารยาทแบบญี่ปุ่น
- แม้ว่าภาษาที่ใช้ในการสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ แต่ผู้สัมภาษณ์เป็นชาวญี่ปุ่น เราอาจจะไม่คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นของกรรมการ หากไม่เข้าใจคำถาม ควรจะขอให้กรรมการทวนคำถามอีกครั้ง ผู้ที่เรียนเอกภาษาญี่ปุ่น ควรจะต้องตอบคำถามเป็นภาษาญี่ปุ่น ผู้ที่ไม่ได้เรียนเอกภาษาญี่ปุ่น แต่สามารถสื่อสารด้วยภาษาญี่ปุ่นได้ ก็ควรสื่อสารให้คณะกรรมการได้รับรู้ เพราะจะช่วยเสริมให้เห็นว่าเรามีความสนใจประเทศญี่ปุ่นจริง ๆ
- ศึกษาข้อมูลเกี่ียวกับ Study Plan ที่ตนเองเขียนในใบสมัครให้ละเอียด หากคณะกรรมการซักถาม ก็สามารถอธิบายได้อย่างกระชับและตรงประเด็น ( พี่ ๆ ย้ำนักย้ำหนาค่ะ ว่าอย่ามั่วนิ่มหรือคิดว่ากรรมการไม่รู้เรื่อง เำพราะจะมีหนึ่งในคณะกรรมการ ที่มีความรู้ความเข้าใจในสาขาวิชานั้น ๆ อยู่ด้วย และเวลาที่ใช้สัมภาษณ์ไม่นานมากนัก จึงไม่ควรพูดจาเยิ่นเย้อเกินไป )
- นอกเหนือจากเตรียมพร้อมเรื่องวิจัยแล้ว ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยและ professor ที่ตนเลือกไว้ด้วย ( ในใบสมัคร จะต้องระบุชื่อ professor และมหาวิทยาลัยที่สนใจจะไปเรียนต่อ 3 อันดับ )
ข้อนี้ พี่ท็อปโดนกับตัวเองโดยตรงค่ะ เนื่องจากเลือกมหาวิทยาลัยโตเกียวทั้ง 3 อันดับ จึงถูกถามว่า ทำไมจึงเลือกมหาวิทยาลัยโตเกียวทั้งหมด มหาวิทยาลัยอื่นไม่ดีอย่างไร
- ควรมีการฝึกซ้อมหรือเตรียมตัวตอบคำถามที่คิดว่าเป็นคำถามยอดฮิต เช่น ทำไมถึงอยากไปเรียนที่ญี่ปุ่น , มีความสนใจอะไรเป็นพิเศษเกี่ยวกับญี่ปุ่น , รู้จักญี่ปุ่นมากแค่ไหน , ถ้าได้ไปแล้วคิดว่าจะกลับมาทำประโยชน์อะไร เป็นต้น
|
ในช่วงสุดท้าย เป็นการเปิดให้ผู้เข้าร่วมฟังสัมมนาได้ซักถามข้อสงสัย และพูดคุยกับพี่เปิ้ลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นค่ะ เพื่อให้เข้าใจลักษณะการไปเรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษาที่ญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น ก่อนที่รุ่นพี่แต่ละคนจะทิ้งท้ายด้วยคำกล่าวให้กำลังใจรุ่นน้อง ๆ ที่มานั่งฟังอยู่ ณ ที่นี้
การจัดสัมมนาทุก ๆ ครั้ง ทางเจเอ็ดดูเคชั่นเชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่มีความตั้งใจที่จะไล่ตามความฝันของตนให้เป็นจริง และหวังที่จะเห็นรุ่นน้อง ๆ ที่มานั่งฟังในวันนี้ ได้กลายมาเป็นรุ่นพี่ที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์ของตนให้น้อง ๆ รุ่นหลังต่อไปนะคะ
 |
เหมือนอย่างที่พี่เคน .... ซึ่งเคยมานั่งเป็นหนึ่งในผู้ฟังการสัมมนาเรื่องทุนรัฐบาลญี่ปุ่นที่ Jeducation Center นี้ และพยายามมุ่งมั่นสานฝันของตน...จนกลายเป็นจริง
จากที่นั่งของผู้ฟังเมื่อสองปีก่อน ... ได้ย้ายมาเป็นรุ่นพี่นักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ณ วันนี้....
เบื้องหลังความสำเร็จ... มี " ความพยายาม " อยู่เคียงข้างเสมอค่ะ |
ขอให้ทุก ๆ คนมุ่งมั่น ตั้งใจ และพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อความสำเร็จของตนเอง
( หากประสบความสำเร็จในปีนี้อย่างไร ก็ส่งข่าวคราวให้ทราบกันบ้างนะคะ )
ขอบคุณรุ่นพี่ทุก ๆ ท่านมา ณ ที่นี้อีกครั้งค่ะ สำหรับรุ่นพี่ใหม่ทั้ง 3 ท่าน ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ และประสบความสำเร็จในการศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นนะคะ
|
|