งานสัมมนา " คุยกับรุ่นพี่นักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น"


กำหนดการยื่นเอกสารสมัครสอบชิงทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ประจำปี 2009 คือระหว่างวันที่ 5 - 17 มิถุนายน 2008 เหลือเวลาอีกไม่นานนัก ... คุณจะทำแต่ละวันที่ผ่านไปให้คุ้มค่า เพื่อเตรียมพร้อมในการสอบชิงทุนรัฐบาลญี่ปุ่นนี้อย่างไร

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่น เจเอ็ดดูเคชั่น จัดงานสัมมนา " คุยกับรุ่นพี่นักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น " เป็นประจำทุก ๆ ปีต่อเนื่องมาตลอด 4 ปี สำหรับในครั้งนี้เราจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นสองรอบตามประเภทของทุนที่เปิดรับสมัครค่ะ ซึ่งมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังสัมมนาเป็นจำนวนมาก จนต้องจัดที่นั่งเสริมด้านนอกห้องสัมมนาเหมือนเช่นเคยทุก ๆ ปี ( ต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ ด้วยนะคะ เนื่องจากในห้องสัมมนาสามารถนั่งได้เพียง 40 ที่นั่งเท่านั้น )





ในรอบเช้า เป็นการพูดคุยเกี่ยวกับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นประเภท Research Students สำหรับผู้ที่จะไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท หรือเอก มีรุ่นพี่ที่สอบผ่านและได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นประจำปี 2008 ซึ่งกำลังจะเดินทางไปศึกษาต่อ ณ ประเทศญี่ปุ่นต้นเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ มาร่วมพูดคุย 3 ท่านด้วยกันค่ะ

สายวิทยาศาสตร์
คุณอานุภาพ วิรัตน์ภาณุ (ท๊อป)

จบปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การทำงาน :
Support Consultant ที่บริษัท Reuters Software Thailand

สาขาที่ไปเรียน : วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว
สายวิทยาศาสตร์
คุณคณิน เนืองโนราช (เคน)

จบปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การทำงาน : ทำงานวิจัยให้ ปตท.เคมิคอล ซึ่งเป็นโครงการของ ปตท.ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตร

สาขาที่ไปเรียน : วิศวกรรมเคมี (คาร์บอน) ที่ Tohoku University
สายมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์
คุณปุณยวีร์   จันทรขจร ( เป๊ก)

จบปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
การทำงาน :
ทำงานที่ exxon mobil 1.5 ปี (ที่ญี่ปุ่น 10 เดือน)
ทำงานที่ JASSO กรุงเทพฯ 1.5 ปี

สาขาที่ไปเรียน : ภาษาศาสตร์ ที่ Tsukuba University วิจัยเรื่องภาษาสมัยนิยม


นอกจากรุ่นพี่นักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นปีล่าสุดแล้ว เรายังเชิญรุ่นพี่อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากญี่ปุ่นกลับมาแล้ว มาพูดคุยเพื่อให้รุ่นน้อง ๆ ได้ฟังแง่มุมหลังจากที่ได้รับทุน ทั้งเรื่องระบบการเรียนในระดับปริญญาโทและการใช้ชีิวิตในญี่ปุ่นเพิ่มเติมด้วยค่ะ

คุณสิริรักษ์ มนต์ธนานนท์ (เปิ้ล)

จบปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ประจำปี 2002
จบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขา Information Science and Technology
ที่ Osaka University

ผู้ดำเนินรายการ
คุณกอบชัย ทรงศรีสง่า (บาส)
เจ้าหน้าที่แนะแนวและประสานงานสถาบันของ Jeducation

จบปริญญาตรี : คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ประจำปี 2004
จบการศึกษาระดับปริญญาโท : Graduate School of Social and Cultural Systems
ที่ Yamagata University




พี่บาส... เริ่มต้นการสัมมนาด้วยการให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น เช่นเงื่อนไขการรับสมัคร กำหนดการรับสมัคร และวิชาที่จะต้องสอบในปีนี้ ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ เว็บไซท์ของสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ค่ะ

หลังจากนั้น จึงเริ่มต้นการสัมมนากันอย่างเจาะลึก ในบรรยากาศการพูดคุยแบบสนุกสนานเป็นกันเอง รุ่นพี่แต่ละคนต่างถ่ายทอดความรู้สึกและประสบการณ์ตรงของตนเอง ที่เพิ่งสอบผ่่านกันมาสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อกลางปีที่แล้วแบบหมดเปลือกกันเลยทีเดียวค่ะ

เริ่มตั้งแต่การกรอกใบสมัครโดยดูจากตัวอย่างใบสมัครของปีที่แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการเขียน Field of Study สิ่งที่ตนต้องการจะไปศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นและ Study Program แนวทางและแผนการทำวิจัย รวมถึงวิธีการทำวิจัยที่จะทำให้งานวิจัยนั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ ซึ่งรุ่นพี่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คือจุดสำคัญที่จะต้องทุ่มเทเวลาสำหรับการค้นคว้า หาข้อมูล เพื่อการเขียน Study Program ให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด

รุ่นพี่ทุกท่านให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเขียน Study Plan ที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ๆ ค่ะ หากจะเขียนลงทั้งหมด คงจะยาวหลายหน้าทีเดียว แต่พอจะสรุปคำแนะนำของรุ่นพี่แต่ละคนออกมาได้โดยย่อดังนี้ค่ะ
  • ถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่เราสนใจ อยากจะไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมอย่างเจาะลึกถึงเรื่องนั้น ๆ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เราสนใจเรื่องนั้น ๆ และการทำวิจัยในเรื่องนั้นจะก่อใ้ห้เกิดประโยชน์อย่างไร

  • หากยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ให้ลองศึกษาหรือรวบรวมข้อมูลงานวิจัยของผู้อื่น เช่น งานวิจัยของ Professor ในมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น ซึ่งสามารถหาดูได้จากเว็บไซท์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของญี่ปุ่น(ดูลิ้งค์ต่าง ๆ ด้านล่าง) หรืองานวิจัยของนักศึกษาไทยที่่จบการศึกษาจากญี่ปุ่น ( พี่เป๊กแนะนำให้ไปค้นคว้าที่ห้องสมุดอาคารเสริมมิตร ) เพื่อดูว่าตัวเราสนใจงานวิจัยเรื่องอะไรเป็นพิเศษ และใช้เป็นแนวทางในการวางแผนงานวิจัยของตนเอง

  • ควรจะเป็นงานวิจัยที่มีความแปลกใหม่ ทันยุคทันสมัย อาจจะไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่ในญี่ปุ่น แต่เมืองไทยเราอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จัก ที่สำคัญคือสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทยได้

  • หากไม่สามารถหาหัวข้อวิจัยที่แปลกใหม่ได้ ให้ศึกษางานวิจัยเดิมที่เคยมีคนทำไว้แล้ว และหาทางต่อยอดหรือขยายผลงานวิจัยนั้น เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่

  • ศึกษาหลักการเขียน Study Plan และเขียนให้ถูกต้องตามหลักการ ไม่ใช่เขียนตามใจตัวเอง ผู้ที่เรียนเอกภาษาญี่ปุ่น ควรจะเขียน Study plan เป็นภาษาญี่ปุ่น และให้อาจารย์ชาวญี่ปุ่นตรวจเช็คไวยากรณ์ต่าง ๆ ให้ถูกต้อง

  • ต้องศึกษาและมีความเข้าใจในสิ่งที่เขียนจริง ๆ รวมถึงศึกษางานวิจัยด้านนั้นอย่างละเอียดว่ามีความก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว เนื่องจากหากสอบผ่านข้อเขียน เข้าไปถึงรอบการสอบสัมภาษณ์ กรรมการบางท่านจะถามถึงแผนงานวิจัยที่เขียนไป หากตอบไม่ได้หรือไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน โอกาสที่จะผ่านการสัมภาษณ์คงเป็นไปได้น้อย




ต่อมาก็เป็นเรื่องของการสอบข้อเขียน รุ่นพี่นักเรียนทุนหมาด ๆ ทั้ง 3 คน ก็ขุดความทรงจำตอนทำข้อสอบเมื่อปีที่แล้วมาบอกอย่างละเอียดค่ะ ว่าข้อสอบที่ออกมาเมื่อปีที่แล้วนั้น มีเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง ( แต่จะขอไ่ม่นำมารายงานไว้ ณ ที่นี้นะคะ เนื่องจากแนวข้อสอบมีการเปลี่ยนทุกปี )

ส่วนการเตรียมตัวสอบของแต่ละคนนั้น ก็พอจะสรุปมาได้ัดังนี้ค่ะ
  • หากอยากรู้ว่าแนวข้อสอบเป็นแบบไหน ให้ลองเอาตัวอย่างข้อสอบปีก่อน ๆ มาศึกษาดูอย่างละเอียด จะพอเห็นแนวทางได้ว่า โจทย์แบบไหนที่มักจะออกข้อสอบทุก ๆ ปี

  • ข้อสอบไม่ได้ยากเกินความสามารถ แต่เนื่องจากเวลาที่ให้ในการทำข้อสอบค่อนข้างจำกัด หากใช้เวลาแต่ละข้อมากเกินไป จะทำให้ทำข้อสอบไม่เสร็จในเวลาที่กำหนด ฉะนั้นจึงควรฝึกทำข้อสอบโดยการจับเวลาตามแบบที่จะมีการสอบจริง

  • ข้อสอบทุกวิชา (คณิตศาสตร์ , ฟิสิกส์ , เคมี , ชีววิทยา และภาษาอังกฤษ ) จะมีโจทย์เป็นภาษาอังกฤษ ฉะนั้นควรจะศึกษาคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับวิชานั้น ๆ เพิ่มเติม
    ข้อนี้ พี่เคนเล่าเสริมถึงประสบการณ์ตัวเองว่า เคยสอบครั้งที่ 1 เมื่อปีก่อนหน้า ( สอบผ่านข้อเขียนแต่ไม่ผ่านสัมภาษณ์ ) พบว่าตัวเองยังมีจุดอ่อนที่ภาษาอังกฤษค่อนข้างมาก ปีต่อมา จึงมุ่งพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างเต็มที่ค่ะ โดยการอ่าน Textbook ที่เกี่ยวข้องกับวิชาที่จะสอบนั้นเป็นภาษาอังกฤษประกอบด้วย เพื่อที่จะได้รู้คำศัพท์เฉพาะทางต่าง ๆ มากขึ้น ไม่ใช่อ่านแต่ภาษาไทยอย่างเดียว

  • อ่านโจทย์ให้ละเอียด โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ว่าสั่งให้แสดงวิธีทำด้วยหรือไม่ ( ข้อนี้พี่ท๊อปย้ำนักย้ำหนาค่ะ เพราะเจอกับตัวเองคืออ่านโจทย์ไม่ละเอียด จึงไม่ได้แสดงวิธีทำตามที่โจทย์กำหนด แต่คิดว่าที่ผ่านข้อเขียนมาได้นั้น อาจเป็นเพราะตนเองทำข้อสอบได้ถูกต้องค่อนข้างมาก )

  • มีสมาธิในขณะที่ทำข้อสอบ ไม่ว่อกแว่กหรือเป็นกังวลกับ ความเร็วในการทำข้อสอบของเพื่อนร่วมห้องสอบคนอื่น ๆ เช่นได้ยินเสียงคนข้าง ๆ พลิกกระดาษข้อสอบไปหน้าต่อไป ในขณะที่เรายังทำข้อสอบหน้าแรกไม่เสร็จ ก็ไม่ควรกังวลหรือวิตกว่าจะทำไม่ทัน เพราะเป็นไปได้ว่าคน ๆ นั้นอาจจะทำข้อสอบหน้าแรกไม่ได้ จึงเปลี่ยนไปทำหน้าอื่นแทน

  • เมื่อสอบเสร็จหนึ่งวิชา ระหว่างที่พักเตรียมสอบวิชาต่อไป ควรทำจิตใจให้สงบ ไม่จำเป็นต้องไปเฉลยข้อสอบกับเพื่อนคนอื่น ๆ เพราะหากรู้ว่าตนเองตอบผิดจะเสียกำลังใจ และหากรู้ว่าตนเองทำข้อสอบวิชาแรกพลาดไป ก็ไม่ควรถอดใจหรือยอมแพ้ ควรเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับข้อสอบวิชาต่อไปอย่างมั่นใจ ในความรู้ความสามารถของตนเอง

  • เตรียมตัวให้เต็มที่ล่วงหน้า แต่เมื่อถึง 1-2 วันก่อนวันสอบ ควรจะหยุดและพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สบาย สมองปลอดโปร่ง ไม่เคร่งเครียด

  • สวดมนต์ไหว้พระ

 



หากผ่านการสอบข้อเขียนแล้ว ก็อย่าเพิ่งด่วนดีใจ พากันไปเลี้ยงฉลองประหนึ่งว่าได้วีซ่าเข้าญี่ปุ่นกันแล้วนะคะ ด่านอรหันต์ด่านสุดท้ายที่จะตัดสินว่า เราจะได้เป็น Successful candidate ของทุนรัฐบาลญี่ปุ่นหรือไม่ นั่นก็คือ " การสอบสัมภาษณ์ " ประเด็นนี้รุ่นพี่ก็มี tips อะไรมาฝากกันอีกเช่นเคยค่ะ
  • ลองนึกดูว่าถ้าเราเป็นคณะกรรมการ เราอยากจะให้ทุนกับผู้สมัครแบบไหน และใช้เวลาช่วงสั้น ๆ ในการสัมภาษณ์นี้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด เพื่อให้คณะกรรมการเห็นว่า เราคือผู้ที่ควรจะได้รับเลือก มีความพร้อมและสามารถศึกษาเล่าเรียนที่ญี่ปุ่นได้ตลอดรอดฝั่ง จนสำเร็จการศึกษากลับมาทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้

  • แต่งกายให้เหมาะสม ผู้ชายควรใส่สูท ผู้หญิงควรใส่กระโปรงให้สุภาพเรียบร้อย บุคลิกภาพและการแต่งกาย ถือเป็นด่านแรกที่จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของตนเอง สู่สายตาของคณะกรรมการ

  • ควรศึกษามารยาทแบบญี่ปุ่นในการเข้าสัมภาษณ์งานไว้ด้วย เช่น ควรจะเคาะประตูห้อง 2 ครั้งก่อนเปิดประตู / พูดว่า " shitsureishimasu " ก่อนที่จะเข้าไปในห้อง / รอให้คณะกรรมการบอกให้นั่ง พูดคำว่า " shitsureishimasu " หรือกล่าวขอบคุณ (กรณีที่ไม่สันทันภาษาญี่ปุ่น) ก่อนที่จะนั่งลงบนเก้าอี้ / หลังจบการสัมภาษณ์ให้กล่าวขอบคุณอีกครั้ง เป็นต้น โดยเฉพาะผู้ที่เรียนเอกภาษาญี่ปุ่น ควรจะปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามมารยาทแบบญี่ปุ่น

  • แม้ว่าภาษาที่ใช้ในการสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ แต่ผู้สัมภาษณ์เป็นชาวญี่ปุ่น เราอาจจะไม่คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นของกรรมการ หากไม่เข้าใจคำถาม ควรจะขอให้กรรมการทวนคำถามอีกครั้ง ผู้ที่เรียนเอกภาษาญี่ปุ่น ควรจะต้องตอบคำถามเป็นภาษาญี่ปุ่น ผู้ที่ไม่ได้เรียนเอกภาษาญี่ปุ่น แต่สามารถสื่อสารด้วยภาษาญี่ปุ่นได้ ก็ควรสื่อสารให้คณะกรรมการได้รับรู้ เพราะจะช่วยเสริมให้เห็นว่าเรามีความสนใจประเทศญี่ปุ่นจริง ๆ

  • ศึกษาข้อมูลเกี่ียวกับ Study Plan ที่ตนเองเขียนในใบสมัครให้ละเอียด หากคณะกรรมการซักถาม ก็สามารถอธิบายได้อย่างกระชับและตรงประเด็น ( พี่ ๆ ย้ำนักย้ำหนาค่ะ ว่าอย่ามั่วนิ่มหรือคิดว่ากรรมการไม่รู้เรื่อง เำพราะจะมีหนึ่งในคณะกรรมการ ที่มีความรู้ความเข้าใจในสาขาวิชานั้น ๆ อยู่ด้วย และเวลาที่ใช้สัมภาษณ์ไม่นานมากนัก จึงไม่ควรพูดจาเยิ่นเย้อเกินไป )

  • นอกเหนือจากเตรียมพร้อมเรื่องวิจัยแล้ว ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยและ professor ที่ตนเลือกไว้ด้วย ( ในใบสมัคร จะต้องระบุชื่อ professor และมหาวิทยาลัยที่สนใจจะไปเรียนต่อ 3 อันดับ )
    ข้อนี้ พี่ท็อปโดนกับตัวเองโดยตรงค่ะ เนื่องจากเลือกมหาวิทยาลัยโตเกียวทั้ง 3 อันดับ จึงถูกถามว่า ทำไมจึงเลือกมหาวิทยาลัยโตเกียวทั้งหมด มหาวิทยาลัยอื่นไม่ดีอย่างไร

  • ควรมีการฝึกซ้อมหรือเตรียมตัวตอบคำถามที่คิดว่าเป็นคำถามยอดฮิต เช่น ทำไมถึงอยากไปเรียนที่ญี่ปุ่น , มีความสนใจอะไรเป็นพิเศษเกี่ยวกับญี่ปุ่น , รู้จักญี่ปุ่นมากแค่ไหน , ถ้าได้ไปแล้วคิดว่าจะกลับมาทำประโยชน์อะไร เป็นต้น

ในช่วงสุดท้าย เป็นการเปิดให้ผู้เข้าร่วมฟังสัมมนาได้ซักถามข้อสงสัย และพูดคุยกับพี่เปิ้ลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นค่ะ เพื่อให้เข้าใจลักษณะการไปเรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษาที่ญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น ก่อนที่รุ่นพี่แต่ละคนจะทิ้งท้ายด้วยคำกล่าวให้กำลังใจรุ่นน้อง ๆ ที่มานั่งฟังอยู่ ณ ที่นี้


การจัดสัมมนาทุก ๆ ครั้ง ทางเจเอ็ดดูเคชั่นเชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่มีความตั้งใจที่จะไล่ตามความฝันของตนให้เป็นจริง และหวังที่จะเห็นรุ่นน้อง ๆ ที่มานั่งฟังในวันนี้ ได้กลายมาเป็นรุ่นพี่ที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์ของตนให้น้อง ๆ รุ่นหลังต่อไปนะคะ


เหมือนอย่างที่พี่เคน .... ซึ่งเคยมานั่งเป็นหนึ่งในผู้ฟังการสัมมนาเรื่องทุนรัฐบาลญี่ปุ่นที่ Jeducation Center นี้ และพยายามมุ่งมั่นสานฝันของตน...จนกลายเป็นจริง

จากที่นั่งของผู้ฟังเมื่อสองปีก่อน ... ได้ย้ายมาเป็นรุ่นพี่นักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ณ วันนี้....

เบื้องหลังความสำเร็จ... มี " ความพยายาม " อยู่เคียงข้างเสมอค่ะ


ขอให้ทุก ๆ คนมุ่งมั่น ตั้งใจ และพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อความสำเร็จของตนเอง
( หากประสบความสำเร็จในปีนี้อย่างไร ก็ส่งข่าวคราวให้ทราบกันบ้างนะคะ )


ขอบคุณรุ่นพี่ทุก ๆ ท่านมา ณ ที่นี้อีกครั้งค่ะ สำหรับรุ่นพี่ใหม่ทั้ง 3 ท่าน ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ และประสบความสำเร็จในการศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นนะคะ



มาถึงรอบบ่าย เป็นการพูดคุยเกี่ยวกับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นประเภท Undergraduate Students สำหรับน้อง ๆ มัธยมปลาย ที่จะไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่ญี่ปุ่น ซึ่งในช่วงบ่ายนี้ มีคุณพ่อคุณแม่ของน้อง ๆ มาร่วมฟังสัมมนาหลายท่านทีเดียว สำหรับรอบบ่ายนี้ มีรุ่นพี่ที่ได้รับทุนประเภทนี้ มาร่วมพูดคุย 2 ท่านด้วยกันค่ะ


คุณณิศิรา อภินรเศรษฐ์ (นินิ)

จบมัธยมปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ไปศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ ปี 2000 - 2007
เรียนภาษาญี่ปุ่นที่ Osaka University of Foreign Studies 
จบปริญญาตรีและโทที่่ Hitotsubashi University คณะเศรษฐศาสตร์


คุณเบญจมาศ ต้องประสิทธิ์ (ผึ้ง)

จบมัธยมปลายจบจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สายวิทย์(คอมพิวเตอร์)
ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ไปศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ ปี 2000 - 2006
จบปริญญาตรีและโทที่ มหาวิทยาลัยโตเกียว คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวะไฟฟ้า




ผู้ดำเนินรายการในช่วงบ่ายยังเป็นพี่บาสคงเิดิมค่ะ ... ซึ่งเริ่มต้นการสัมมนาด้วยการให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น สำหรับประเภท Undergraduate Students ซึ่งหลักเกณฑ์การรับสมัครนั้นจะค่อนข้างสูงทีเดียว คือจะต้องมีคะแนนเฉลี่ยระดับมัธยมปลาย 3.8 ขึ้นไป และจำนวนทุนที่ให้สำหรับประเภทนี้จะค่อนข้างน้อย (ประมาณ 10 ทุน) เรียกว่าคัดระดับหัวกระทิกันเลยทีเดียวค่ะ


เนื้อหาการพูดคุยในช่วงบ่ายนี้ ในส่วนของการเตรียมตัวสอบข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์ จะค่อนข้างใกล้เคียงกับช่วงเช้าค่ะ ซึ่งพี่ ๆ คิดว่าในส่วนของข้อสอบนั้น ไม่ได้ยากเกินกว่าความรู้ของนักเรียนมัธยมปลาย ซึ่งสามารถฝึกทำข้อสอบได้ แต่ที่จะเน้นมากคือ น้อง ๆ ควรจะต้องตั้งใจเรียนและหมั่นทบทวนบทเรียนเป็นประจำสม่ำเสมอตั้งแต่แรก หากจะเริ่มอ่านหนังสือหรือฝึกทำข้อสอบในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่จะสอบจริงเพียงอย่างเดียว จะไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เนื่องจากการแข่งขันค่อนข้างสูง แต่ก็ฝากน้อง ๆ ว่าไม่ต้องเป็นกังวลจนเกินไป พยายามให้เต็มที่และมีความเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุดค่ะ

ในช่วงหลัง เป็นการตอบคำถามข้อสงสัยต่าง ๆ และพูดคุยบอกเล่าประสบการณ์การเรียนที่ญี่ปุ่นอย่างสนุกสนานค่ะ ตั้งแต่ในโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น การสอบเข้ามหาวิทยาลัย การเรียนในระดับปริญญาตรี จนกระทั่งสอบเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท การทำงานพิเศษ ไปจนถึงความประทับใจและสิ่งดี ๆ ที่ได้รับจากการที่ได้ไปศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น

หลังจากจบการสัมมนา ทั้งพี่นินิและพี่ผึ้งก็ยังคงนั่งคุยและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์กับน้อง ๆ และผู้ปกครองที่สนใจกันอีกยาวทีเดียวค่ะ เจเอ็ดดูเคชั่นต้องขอขอบคุณพี่ ๆ ทั้งสองท่านมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ






งานนี้...หนึ่งปีมีครั้ง

เหมาะสำหรับผู้ที่จะสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นประเภท
Undergraduate Student (ปริญญาตรี) และResearch Student ( ปริญญาโท-เอก)


และผู้ที่วางแผนจะเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี-เอกที่ญี่ปุ่น...
ไม่ว่าจะเป็นทุนส่วนตัวหรือขอทุนการศึกษา...



ฟรี...ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ




ภาพบรรยากาศ งานคุยกับรุ่นพี่รัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อปี 2550

LINK
รายละเอียดการรับสมัครทุนรัฐบาลญี่ปุ่น
ค้นหานักวิจัย
ค้นหามหาวิทยาลัย , สาขาวิชาที่เปิดสอน
ตัวอย่างข้อสอบ ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น
สกู๊ปสัมภาษณ์ : นักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น
เรียนอะไรดีที่ญี่ปุ่น


อ่านข่าวย้อนหลัง

ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อญี่ปุ่น - สถาบันสอนภาษาญี่ปุ่น Jeducation
โทร : 0-2267-7726
แฟกซ์ : 0-2631-2040

Copyright 2001-2002 Lighthouse Info Service Co, Ltd. All rights reserved.